วันที่ พุธ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ประชาชนควรทวงอำนาจคืน


อำนาจ คือ ดาบสองคม

ผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ผิด ย่อมเจอคมอำนาจบาดตัวเอง

อำนาจอยู่ในมือใคร ?

Ø       ใครคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ?

คำตอบคือ ประชาชน

Ø       ใครคือผู้ที่ใช้อำนาจได้น้อยที่สุด ?

คำตอบคือ ประชาชน

นี่เองที่ทำให้ประชาชนถูกมองเป็นเครื่องมือในการรักษา และในการก้าวขึ้นสู่อำนาจของนักการเมือง นักปกครองเสมอมา ประชาชนถูกใช้เพียงแค่เป็นฐานเสียงสู่การมีอำนาจทางการเมือง เมื่อประชาชนผู้ใดหย่อนบัตรเลือกตั้งลงไปแล้ว ประชาชนผู้นั้นก็หมดอำนาจ ที่แปลกก็คือ คนไทยเป็นคนรักสันติ รักความสงบ อะไรนิดอะไรหน่อยให้กันได้ก็ให้ บางทีก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ธุระไม่ใช่ เมื่อให้คะแนนเสียงเขาไปแล้วก็ไม่คิดจะทวงอำนาจคืน ตราบใดที่ยังได้รับผลประโยชน์จากผู้ที่ได้อำนาจไปครอง

ประชาชนควรทวงอำนาจคืน

ถ้าอำนาจที่ประชาชนให้ ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว ถ้าถูกนำไปใช้เพื่อปกป้องคนผิดไม่ให้ได้รับโทษฑัณท์ ถ้าถูกนำไปใช้เพื่อปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องความชอบธรรม ถ้าถูกนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองริดรอนสิทธิ อิสรภาพไปจากประชาชน ถ้าถูกนำไปใช้เพื่อขจัดเสี้ยนหนาม ศัตรูทางการเมือง การปกครองโดยวิธีการที่ไม่ยุติธรรม

ประชาชนควรทวงอำนาจคืน

ถ้าประชาชนรักและหวงแหนคะแนนเสียงที่มีค่าของตนเอง

ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป ก็ต้องกาเลือกคนที่เหมาะสมในการบริหารบ้านเมือง ถ้าไม่เห็นว่าตัวเลือกที่มีนั้นดีพอก็ กาไม่เลือก อย่างนี้จะทำให้เราได้ผู้แทนตามที่ประชาชนต้องการ เพียงแต่ว่าจะต้องการกี่ % ไม่ต้องการกี่ % ต้องการแต่มีตัวเลือกที่ดีกว่ากี่ %* (*ถ้าบัตรเลือกตั้ง มีช่องให้ “กา X ไม่เลือกใคร” คู่ไปกับ “กา / เลือกใคร” ด้วยก็คงจะดี)

ประชาชนควรทวงอำนาจคืน

ถ้าไม่อยากอยู่ใต้เผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง
ถ้ารู้ตัวว่าเสียอำนาจในการออกเสียงไปให้คนไม่ดี เพราะถูกอำนาจเงิน อิทธิพลครอบงำ หรือเป็นการทดแทนบุญคุณ (ที่ไม่คุ้มกับการตอบแทน)

ประชาชนควรทวงอำนาจคืน

ถ้านักการเมืองไม่ทำหน้าที่

หน้าที่นักการเมือง (ได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกก็ตาม) ต้องคิด ต้องมีเป้าหมาย

Ø       ทำอย่างไร ประชาชนจึงจะรัก จะสนับสนุนให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ตนเองริเริ่มหรือมีส่วน?

Ø       ทำอย่างไรถ้าประชาชนต้องการการจูงใจ?

Ø       ทำอย่างไรให้ท้องถิ่นเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข?

Ø       ทำอย่างไรให้ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้ง?

ถ้านักการเมือง มีเป้าหมายการทำงานเพื่อประชาชน เพื่อบ้านเมืองจริง ก็ต้อง

1.       ช่วยกันกับข้าราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ขจัดการซื้อขายเสียงให้หมดไป

2.       สอนให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ในทุกเรื่อง

3.       ส่งเสริม สนับสนุนหน่วยงานราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีรายได้ มีการจัดสรรงบประมาณจากรัฐ ขอความร่วมมือจากพ่อค้าในท้องถิ่นและบุคคลทั่วไปในการบริจาค สมทบทุนสร้างและบูรณะธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และพัฒนาท้องถิ่น

4.       ส่งเสริมด้านการตลาดให้กับสินค้าและบริการของท้องถิ่นให้ชาวบ้านมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวและมีเงินเก็บออมเพื่อการศึกษาของลูกหลาน และเป็นค่าครองชีพ ค่ารักษาพยาบาลยามแก่เฒ่า

5.       ส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เยาวชน กำจัดและไม่สนับสนุนแหล่งมั่วสุม อบายมุข

6.       สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ว่างงานในท้องถิ่น

7.       ส่งเสริม พัฒนาด้านสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น

8.       ให้ความรู้และเป็นที่ปรึกษาในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของประชาชน

9.       ทำงานในหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายและรัฐธรรมนูญมอบให้ ให้เต็มที่และดีที่สุด

10.   เลิกสร้างอิทธิพลในทางที่ผิด ทำตัวเป็นแบบอย่างแก่สังคม

การช่วงชิงอำนาจ

อำนาจที่ว่านี้ เป็นอำนาจที่เกิดจากความรัก ความภักดี ที่สะสมมานาน จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากการเพียรพยายามและปฏิบัติให้เห็น จากความยินยอมไม่มีการบังคับ และจากความจริงใจของคนไทยทั้งปวง

และอำนาจที่มีคนต้องการ ไม่ใช่ อำนาจของประชาชน เป็นการต่อสู้อันยาวนานของคนที่พยายามช่วงชิง แม้จะใช้หลักการเมืองสากลมาอ้าง ก็ไม่เห็นว่าช่วยเพิ่มสิทธิ เสรีภาพ ความกินดี อยู่ดีแก่ประชาชนที่ตรงไหน  คนไทยจะได้ดี อยู่ดีมีสุข ก็อยุ่ที่รัฐบาล ข้าราชการ คนไทยทั้งหมดนั่นแหละที่ทำให้ประเทศเป็นอย่างทุกวันนี้

ถ้าเพียงทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "คนไทย" ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี บ้านเมืองก็คงไม่ยุ่งเหยิงหาทางออกยากอย่างทุกวันนี้ แน่นอน

เลิกซื้อขายเสียง

ช่วยตัวเอง ใช้ความสามารถของตนเอง เลิกอาศัยอำนาจ อิทธิพลคนอื่น 

เลิกคอรัปชั่น เลิกเสนอ เลิกสนอง

ทำมาหาได้แบบพอเพียง เหลือเก็บออม ลงทุน ต่อยอด เป็นไปตามกลไกการค้า การแข่งขันที่ยุติธรรม

ใครทำผิด ให้ได้รับโทษ

ไม่ใช้อำนาจแก้ไขกฎระเบียบ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ เข้าข้างตนเอง เอาเปรียบผู้อื่น

ฯลฯ อีกมากมายที่คนไทยต้องละ ต้องเลิก ต้องแก้ไข ตัวเอง อย่าโทษว่ามีคนทำให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ถ้าทุกคนช่วยๆกัน สังคมคงจะเหมือนเมืองไทยที่ร่มเย็น ไม่ใช่เมืองสารขัณฑ์ แบบปัจจุบันนี้

จะชิงอำนาจต้องใช้เครื่องมือ 10 อย่าง

เปิดสมองลองคิดดูว่า เขาคิดอะไรกันก่อนจะสร้างขบวนการโค่นล้มอำนาจ

Ø       ใครคือผู้มีอำนาจในปัจจุบัน?

Ø       ผู้มีอำนาจ มีอำนาจอะไร ใช้อำนาจอย่างไร?

Ø       จะสามารถแข่งชนะได้ไหม?

Ø       คู่แข่งมีอำนาจ มีบารมีแค่ไหน?

Ø       คู่แข่งมีจุดแข็ง มีจุดอ่อนอย่างไร?

Ø       โจมตีคู่แข่งอย่างไรให้ได้ผล?

ยุทธวิธีต่างๆในการช่วงชิงอำนาจจากคนที่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่ง ถูกนำออกมาใช้ด้วยมันสมองของคนที่ฉลาด มีประสบการณ์ มีความรอบรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง เครื่องมือที่เขาใช้ มีอะไรบ้าง

เครื่องมืออันดับแรก คือ
มันสมองของคนที่มีอุดมการณ์เอื้อประโยชน์ต่อกัน ซึ่งอาจจะมีความคิดคนละขั้วมาก่อน แต่เพื่อเป้าหมายบางอย่าง กลับยอมทำงานร่วมกัน

เครื่องมืออันดับสอง คือ
แนวร่วมทางความคิดที่ถูกวางกรอบไว้อย่างแยบยลแล้วจากกลุ่มมันสมอง เพื่อโน้มน้าว ปลูกฝัง แพร่กระจายในวงกว้าง

เครื่องมืออันดับสาม  คือ
ผู้สนับสนุน ให้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองได้ เช่น นักการเมือง ประชาชนรากหญ้า

เครื่องมืออันดับสี่ คือ
ผู้ที่มีอำนาจในการใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องพรรคพวก และเอาผิดพวกต่อต้าน

เครื่องมืออันดับห้า คือ
ผู้ที่มีกำลังพล มีอาวุธ มีความชำนาญการรบ เพื่อใช้ในปกป้องกลุ่มผู้นำ และปราบปรามผู้ต่อต้าน และเผด็จศึก

เครื่องมืออันดับหก คือ
นักสื่อสาร มวลชน ที่จะช่วยสร้างภาพ สร้างข่าวในแง่ดีให้แก่พวกตน จำกัดการเผยแพร่และ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม

เครื่องมืออันดับเจ็ด คือ
ผู้กล้าที่จะออกมาแสดงตัวสนับสนุน และต่อต้านฝ่ายตรงข้าม

เครื่องมืออันดับแปด คือ
พวกใต้ดิน ที่จะออกมาก่อกวน ทำร้าย กำจัดฝ่ายตรงข้ามแล้วหายเข้ากลีบเมฆ

เครื่องมืออันดับเก้า คือ
มวลชนที่ต้องหล่อหลอมให้เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ผิด ฝ่ายตนเองเป็นผู้ถูก

เครื่องมืออันดับสิบ
คือ นานาชาติ ที่จะทำให้กลุ่มของตนเองได้รับการยอมรับ และเป็นรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากประเทศอื่นๆ

อำนาจที่ชอบธรรม

ไม่ว่าจะมีกฎหมายรองรับหรือไม่ คนทุกคนต่างก็กุมอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในแต่ละสังคม

รัฐบาล  กุมอำนาจบริหาร สามารถสั่งทุกคนในประเทศให้หันซ้ายหันขวาได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด จะบริหารบ้านเมืองให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขหรือจะจะให้กลุ่มก๊วนพวกพ้องมั่งคั่งร่ำรวยยิ่งขึ้นๆ มีอำนาจมากขึ้นในทางเศรษฐกิจ จากเงินที่ควักไปจากกระเป๋าประชาชน

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล  กุมอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย เป็นหูเป็นตาให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่จำเป็นต่อประชาชน ต่อการทำนุบำรุงท้องถิ่น พัฒนาบ้านเมืองให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน

นักการเมืองฝ่ายค้าน กุมอำนาจในการตรวจสอบนโยบายและการทำงานของรัฐบาล โดยผ่านทางรัฐสภา และการเคลื่อนไหวร่วมกับมวลชนหากวิธีการทางรัฐสภาเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้

สมาชิกวุฒิสภา กุมอำนาจในการตรวจ ทัดทาน ลงมติในการออกหรือแก้ไขตัวบทกฎหมายที่รัฐบาลหรือสภาผู้แทนเสนอ

นักกฎหมาย มีอำนาจในการใช้ตัวบทกฎหมายช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน สนับสนุนให้มีและใช้กฎหมายที่เป็นธรรมต่อสังคมและประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ศาลสถิตย์ยุติธรรม กุมอำนาจในการพิจารณา พิพากษาให้ความยุติธรรมแก่คู่กรณี และทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นักวิชาการ มีอำนาจในการให้ข้อมูล ข่าวสาร ให้ทัศนคติ ในเรื่องที่ตนมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ตามหลักการทางวิชาการและมีจรรยาบรรณที่จะไม่หลอกลวงสังคมให้เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง หรือสร้างกระแสสังคมไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองที่เป็นอยู่

ทหาร มีอำนาจในการปกปักรักษาเอกราชของชาติจากอริราชศัตรู ด้วยกลยุทธทางการทหารและการรบ

ตำรวจ มีอำนาจในการใช้กฎหมายรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม บำบัดทุกข์บำรุงสุขชาวประชา ปราบปรามอันธพาลเหล่าร้าย พวกที่เอาเปรียบสังคม พวกที่ทำผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้รับโทษในกระบวนการยุติธรรม

นักเคลื่อนไหวทางสังคม เช่น กลุ่ม NGO กลุ่มวิชาชีพ นักเรียน นิสิต นักศึกษา นักธุรกิจ ศิลปิน พ่อค้าประชาชน ที่จับมือกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม หรือเป็นแบบอย่างของสังคม โดยตั้งใจ โดยมีเป้าหมาย หรือไม่ก็ตาม กุมอำนาจในขับเคลื่อนสังคมให้ไปในทิศทางที่กลุ่มตนเองเห็นชอบ
ประชาชน กุมอำนาจในการลงคะแนนเสียงเลือกนักการเมืองเข้าไปบริหารบ้านเมือง ให้ออกกฎหมายอย่างชอบธรรม เพื่อสร้างบ้านแปงเมืองให้เจริญร่มเย็นเป็นสุข ทัดเทียมอนาอารยประเทศ ไม่เสียเปรียบทางการค้า รักษาทรัพยากรของชาติไว้ให้ลูกหลานมีกินมีใช้ รักษาอธิปไตยไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของ
“คนไม่ดี”

มวลชนหรือมหาชน กุมอำนาจในการตรวจสอบ ทัดทาน การบริหารที่ไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ผู้แทนสภาราษฎร สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระต่างๆ หน่วยงานราชการ  และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น มวลชนแสดงออกได้ด้วยการ ลงมติเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ เข้าชื่อแสดงเจตน์จำนง ชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งแต่ละคนต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง ไม่ใช่ทำตามคำชี้ชวนของใครหรือรับจ้างใคร ข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิดของคนในชาติให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในแนวคิดทางการเมืองและการขับเคลื่อนสังคม

อำนาจดังตัวอย่างนี้ อย่างไรก็เทียบไม่ได้กับอำนาจที่ประชาชนมอบให้ด้วยจิตใจ ใครจะช่วงชิง คงต้องเจอศึกหนัก

ความถูกต้องของสังคม อยู่ที่ไหน?

ในบริบทของสังคมที่มีความขัดแย้ง คำว่า “คุณธรรม จริยธรรม” เป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหาและเรียกร้อง การเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมก็มักจะบอกว่าเพื่อ “ความชอบธรรมของสังคม” ซึ่งไม่มีกฎหมายใดมารองรับ วิถีทางที่จะทำในระบบจึงทำได้ยาก เว้นแต่จะมีมวลชนมาสนับสนุนโดยสร้างกรอบของความชอบธรรมในนิยามที่ตนเองมีความเชื่อ แล้วสร้างศรัทธาในหมู่ประชาชนให้คล้อยตามแนวความคิดนั้น เมื่อเกิดแนวร่วมมากขึ้นจนรวมกันเป็นกลุ่มก้อน คนจำนวนหนึ่งนั้นก็ขยายผล ก่อกระแสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม อาจจะสร้างข่าว ขยายความผิดฝ่ายตรงข้าม บิดเบือนข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ใช้วิธีนี้ จะเกินไปบ้าง รับได้บ้างไม่ได้บ้าง ผิดกฎหมายบ้าง ก็ต้องปล่อยให้หลักฐานและเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์*  ถ้ากฎหมายมีคุณธรรมและผู้ใช้กฎหมายมีจริยธรรมจริง เราต้องได้เห็นคนผิดถูกลงโทษ

หมายเหตุ:  * ถ้า “ความยุติธรรม” มีจริง

และเมื่อถึงเวลา
ที่ประชาชนต้องทวงอำนาจคืนจากนักการเมืองชั่วๆ
เราควรจะทำอะไรคะ?
จะนิ่งเฉยหรือคะ?

ขอบคุณที่มาอ่าน และแสดงความคิดเห็นค่ะ

ปิรันญ่า www.oknation.net/blog/nanahahe
4 มิถุนายน 2551

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net