วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บัตรธนาคาร


 

 

 

 

            เงินกระดาษที่นำเข้ามาใช้ในระยะต่อมาคือ  บัตรธนาคาร (Bank  Note)  ซึ่งธนาคารพานิชย์พิมพ์ขึ้น หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแล้ว  บัตรธนาคารดังกล่าวนี้มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน  ชนิดหนึ่งที่ธนาคารจัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารและลูกค้า  ในบัตรธนาคารข้อความเป็นสัญญาว่า  ธนาคารผู้ออกบัตรพร้อมที่จะรับบัตรของคนคืน และจ่ายเงินตราที่เป็นโลหะตามราคาที่พิมพ์ไว้บนบัตรธนาคารนั้น 

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีการปรับปรุงระบบต่าง ๆ ในการบริหารประเทศเป็นอันมาก  เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทส  ความต้องการเงินตราได้เพิ่มขึ้นมากจนเกินความสามารถของโรงกษาปณ์สิทธิการ จะทำเหรียญบาทได้ทันกับความต้องการ  ผู้ที่รับผิดชอบจึงได้กราบบังคมทูลความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระจัลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตอนหนึ่งว่า  ควรสั่งเครื่องทำเหรียญเงินบาทให้สามารถดำเนินงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน  ต้องให้ได้เงินเดือนละหมื่นชั่งขึ้นไปทุกเดือน  เนื่องจากเงินเหรียญจากต่างประเทศเข้ามาขอแลกกับเงินพระคลังไม่ต่ำกว่าปีละแสนชั่ง 

            ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาแก้ไขปัญหาการผลิตเหรียญเงินบาทให้ทันต่อความต้องการอยู่นั้น  ธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศก็ได้ยื่นขออนุญาต  เปิดสาขาดำเนินธุรกิจในกรุงเทพ ฯ  เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตและอยู่ในระหว่าง  เตรียมการจัดตั้งสาขาขึ้นนั้น เอเยนต์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ได้มาเจรจาขอแลกเงินเหรียญประมาณเดือนละแสนห้าหมื่นเหรียญ  คือ  สามพันชั่งเศษ 

            ด้วยความต้องการดังกล่าว  สาขาธนาคารพานิชย์ต่างประเทศจึงแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินบาท  โดยขออนุญาตรัฐบาลพิมพ์บัตรธนาคารออกใช้  และขอให้รัฐบาลกรมศุลกากรรับบัตรธนาคารเอง  ธนาคารในการชำระภาษีด้วย  ทางรัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ดำเนินการได้เมื่อ 21 พฤษภาคม 2432 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา  สาขาธนาคารพานิชย์ต่างประเทศอื่นที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล  ให้ดำเนินธุรกิจธนาคารพานิชย์ในประเทศไทยได้ในปี พ.ศ. 2437 และปี พ.ศ. 2439  ก็ได้รับอนุญาตให้นำบัตรธนาคารของธนาคารตนเองออกใช้ได้เช่นกัน และต่างก็ทะยอยนำบัตรธนาคารออกใช้ในปี พ.ศ. 2441 และปี พ.ศ. 2442  ตามลำดับ  แต่ทั้งนั้นรัฐบาลไทยยังสงวนสิทธิที่จะปฎิเสธไม่รับการชำระหนี้ด้วยบัตรธนาคารได้  ดังนั้นบัตรธนาคารที่นำออกใช้หมุนเวียนในช่วงนั้นจึงประกอบไปด้วยบัตรธนาคารของสาขาธนาคารพานิชย์ 3 แห่ง  จากประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส  คือ ธนาคารฮ่องกง และเซียงไฮ้  ธนาคารชาเตอร์แห่งอินเดีย  ออสเตรเลีย และจีน  กับธนาคารอินโดนีจีน 

            ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2445  รัฐบาลได้เริ่มนำธนบัตรของรัฐบาลออกใช้เป็นครั้งแรก  เมื่อมีธนบัตรรัฐบาลไทยออกหมุนเวียน  ในปริมาณเพียงพอแล้ว  สาขาธนาคารพานิชย์ต่างประเทศทั้ง 3 แห่ง  จึงเริ่มไถ่ถอนบัตรธนาคารของตน ออกจากระบบหมุนเวียนของประเทศไทยจนหมด 

            บัตรธนาคารที่สาขาธนาคารต่างประเทศนำออกใช้นั้นมีอยู่รวม 8 ชนิดราคาได้แก่ชนิด 1 บาท  5 บาท  10 บาท  20 บาท  40 บาท  80 บาท  100 บาท และ 400 บาท  แต่ละธนาคารจะมีไม่ครบชนิดดังกล่าวแล้วแต่ธนาคารใดจะเลือกใช้ชนิดราคาใด 

            บัตรธนาคารนี้รัฐบาลมิได้รับว่าเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย  ดังนั้นการหมุนจึงอยู่ในวงแคบ  แต่เนื่องจากว่ามีระยะเวลาในการนำออกใช้นานพอสมควร  บัตรธนาคารจึงเรียนกันทับศัพท์ว่าว่า   "แบงก์โน๊ต"  (Bank  Note) หรือ  แบงก์ ความเคยชินอันนี้  ทำให้คนทั่วไปเรียกเงินว่า  แบงก์  มาจนถึงทุกวันนี้


**ที่มา http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/currency/index1.htm

โดย เงินตรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net