วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าถึงหลวงปู่ทวดจากการไปเที่ยววัดพะโคะ


 

เมื่อพูดถึงหลวงปู่ทวด หรือหลวงพ่อทวด ก็คงมีอยู่น้อยคนที่จะไม่รู้จัก โดยเฉพาะเรื่องราวที่ท่านเหยียบน้ำทะเลแล้วกลายเป็นน้ำจืด ก็เป็นเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมา จนกลายเป็นคำสร้อยนามของท่านว่า หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด แต่ถ้าพูดถึงสมเด็จเจ้าพะโคะ คนที่ไม่ค่อยจะได้สนใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงปู่ทวดก็อาจจะไม่รู้จักคุ้นเคยว่าเป็นอีกนามเรียกหนึ่งของหลวงปู่ทวด และอาจจะข้ามความสนใจวัดพะโคะ ที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะหลายคนเมื่อพูดคุยถึงหลวงปู่ทวด ก็จะนึกได้ถึงวัดช้างให้ ที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ยิ่งเด็กเมืองหลวงสมัยหลังก็อาจจะนึกออกถึงหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ๆ ที่วัดห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

วัดพะโคะ มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า วัดพระราชประดิษฐาน อยู่ที่ บ้านพะโคะ หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ถ้าไปจากตัวเมืองสงขลาก็ข้ามสะพานติณสูลานนท์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 408 ผ่านอำเภอสิงหนคร และเลยตัวอำเภอสทิงพระ ไปจนถึงแยกชุมพลจะมีทางแยกซ้ายมือไปวัด ตัววัดอยู่บนเขาพะโคะ บางคนบอกว่าชื่อเขาพิพัทสิงค์ แต่บางคนบอกให้เรียกว่าเขาพระพุทธบาทก็ได้เพราะจำง่ายดี เขาที่ว่านี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสงขลาประมาณ 70 กม. มีทางรถยนต์ให้ขึ้นเขาได้ถึงตัววัด

 

ความเก่าของวัดพะโคะ ข้อมูลที่ว่าเก่ามาก ๆ ก็ว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.500 ที่ดูจะไม่เก่ามากก็ว่าเป็นวัดหลวงที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2057 ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช)

 

ความเกี่ยวพันระหว่างหลวงปู่ทวดกับวัดพะโคะแห่งนี้ก็คือ ท่านเคยได้มาบูรณะวัดนี้และจำพรรษาอยู่ที่นี่ เมื่อครั้งที่ท่านมีสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ ตามข้อมูลของวัดว่าเป็นช่วงปี พ.ศ.2151 – 2156ในรัชสมัยของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 3 (สมเด็จพระเอกาทศรถ) จึงมีนามเรียกท่านอีกนามหนึ่งว่า สมเด็จเจ้าพะโคะ

 

พื้นเพเดิมของหลวงปู่ทวดเป็นชาวสทิงพระ ข้อมูลบางแหล่งว่าท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2125 แต่บางแหล่งก็ว่าน่าจะเป็นปี พ.ศ.2131 เดิมทีก็เคยเข้าใจเอาเองว่าท่านมีชื่อเดิมว่า ทวด แต่มาอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับท่านจึงค่อยได้รู้ว่า เมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กนั้นท่านมีชื่อว่า ปู แต่บางแหล่งก็ว่าท่านชื่อ ปู่

เมื่อครั้งที่ท่านแรกบวชเป็นพระภิกษุ ท่านก็มีฉายาว่า สามีราโม หรือสามีราม หลังจากที่ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ท่านได้เข้าฌานและหายตนไปจากกุฏิ จากนั้นท่านก็ได้ไปปรากฏกายเพื่อเผยแผ่ธรรมอยู่ที่เมืองไทรบุรี ท่านก็ได้นามเรียกใหม่ว่า ท่านลังกา ซึ่งบางช่วงท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดช้างให้ ซึ่งก็มีนามเรียกใหม่อีกว่า ท่านช้างให้ หลวงปู่ทวดท่านได้ละสังขารที่เมืองไทรบุรี ก่อนท่านสิ้นก็ได้สั่งความให้นำร่างท่านมาที่วัดช้างให้เพื่อประกอบกิจตามประเพณี  ซึ่งไม่ปรากฏข้อมูลแน่ชัดว่าท่านได้ละสังขารเมื่อปีใด

 

สำหรับนามเรียก หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด น่าจะมาปรากฏใช้เมื่อปี 2497 ครั้งที่มีการสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดช้างให้

 

ส่วนเรื่องที่ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดนั้น มีเรื่องเล่าอยู่ 2 ช่วงเวลา เมื่อท่านเป็นพระภิกษุได้ไปศึกษาอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช และตั้งใจที่จะไปศึกษาต่อที่กรุงศรีอยุธยา จึงขอเดินทางไปกับเรือสำเภาที่จะไปทำการค้าที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อไปถึงเมืองชุมพรก็เกิดพายุคลื่นลมแรง เรือต้องจอดทอดสมออยู่ 7 วัน จนเสบียงและน้ำจืดหมด ท่านก็ได้แสดงปาฏิหาริย์หย่อนเท้าซ้ายลงน้ำทะเล ทำให้น้ำทะเลส่วนนั้นเป็นน้ำจืดใช้บริโภคได้

อีกคราวหนึ่งเมื่อครั้งที่ท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ ขณะที่ท่านเดินอยู่ชายหาดริมทะเลก็ได้ถูกโจรสลัดจีนจับตัวลงเรือไป แต่เมื่ออยู่กลางทะเลก็เกิดเหตุอัศจรรย์เรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่อาจแล่นไปได้ เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันจนน้ำจืดบนเรือหมด ท่านเกิดความสงสารก็ได้แสดงปาฏิหาริย์หย่อนเท้าลงน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เพื่อให้โจรสลัดจีนมีน้ำใช้บริโภค ทำให้โจรต้องกราบขอขมาโทษและนำท่านมาส่งตัวขึ้นฝั่ง

ภาพวัดพะโคะในอดีตไม่ระบุปีซึ่งปรากฏอยู่ในป้ายที่ติดแสดงอยู่ที่วัด

พระพุทธไสยาสน์นาม พระพุทธโคตระมะ หรือ พระโคตระมะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดพะโคะ เชื่อกันว่าคำว่า พะโคะ เป็นการเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า พระโคตระมะ และ พระโคะ ตามลำดับ

 

วิหารภายในวัดที่เรียกว่าศาลาตัดสินความ เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาใช้เป็นสถานที่พิจารณาคดีความของชุมชน

 

จากยอดเขาพะโคะบนวัดมองลงมาข้างล่างเห็นต้นตาลเรียงรายอยู่เป็นดงใหญ่ ลูกตาล หรือลอนตาลสด ที่ขายอยู่ที่ตลาดข้างล่างราคาถูกกว่าซื้อที่แถวเมืองเพชรบุรี น่าเสียดายที่ตัวสินค้ามีมากกว่าคนซื้อ และเสียดายที่ไม่ได้เห็นการแปรรูป

 

พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุของเก่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา บูรณะมาแล้วหลายครั้ง ครั้งหลังเมื่อปี พ.ศ.2524

บริเวณที่เรียกว่าพระเวียน หรือระเบียงรอบฐานพระเจดีย์ฯ เรียงรายไปด้วยพระพุทธรูปต่างรูปต่างสมัย วางไว้โล่งโจ้งอย่างนี้ ก็มีหายไปบ้างเป็นธรรมดา

 

พระเจดีย์และพระพุทธรูปเก่า เสียดายที่ไม่มีเรื่องบอกเล่าไว้ว่าเก่าแค่ไหน แต่ตามประวัติศาสตร์วัดนี้เคยถูกโจรสลัดมลายูยกทัพเรือมาปล้นเผาทำลายถึง 2 ครั้ง กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนวัดพระโคะเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528

 

ภายในบริเวณวัดมีรูปหล่อจำลองของหลวงปู่ทวด หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ อยู่หลายแห่ง พระเครื่องหลวงปู่ทวดของวัดพะโคะรุ่นแรกสร้างเมื่อปี พ.ศ.2506 แม้จะไม่เป็นที่นิยมมากเหมือนพระเครื่องของวัดช้างให้ แต่ก็มีเรื่องเล่าอยู่มากเกี่ยวกับความแคล้วคลาดและเมตตามหานิยมจากคนพื้นถิ่น

วิหารสมเด็จเจ้าพะโค สถานที่รวบรวมเรื่องราว ประวัติ และรูปหล่อจำลองของหลวงปู่ทวด

 

ภายในวิหารมีรูปหล่อจำลองของหลวงปู่ทวดปางนั่งสมาธิ หน้าตักกว้าง 27 นิ้ว ซึ่งจัดสร้างที่วัดปัตตานีนรสโมสร เมื่อปี พ.ศ.2506 และปางจาริกธุดงค์ ซึ่งจัดสร้างที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ.2514

คาถาบูชาสมเด็จเจ้าพะโคะ เริ่มต้นจากท่องนะโม สามจบ แล้วอาราธนา 3 ครั้งว่า ปาทัง ราชะมุนีสามีรามัง อาราธะนัง สาระณัง อาคัจฉามิ ตามด้วยคาถาปลุกเสกหรือบูชา 3 ครั้งว่า นะโมโพธิสัตโต ราชะมุณีสามีราโม มหาปุญโญ อานุภาเวนะ เมรักขันตุ

รอยพระพุทธบาทที่มาของชื่อเรียกว่าเขาพระพุทธบาท แต่ตอนหลังได้ยินบางคนบอกว่าเป็นรอยเท้าของหลวงปู่ทวด

หันหน้าเหลียวมองกลับออกมาทางประตู เห็นบานประตูหนึ่งเปิด และอีกบานประตูหนึ่งปิด ระหว่างคนข้างนอกกับคนข้างในอาจจะมีอะไรที่มองเห็นอยู่ต่างกัน ถ้าเพียงละวาง ยุทธวิธี แล้วหันสู่ พุทธวิธี ความต่างก็เป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้รู้เรื่อง !!!

ชาร / 6 มิถุนายน 2551

โดย ชาร

 

กลับไปที่ www.oknation.net