วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนังอินเทรน(ด์)เรื่อง…The Darjeeling Limited


“ ข้อหนึ่ง ให้เราสามคนกลับมาเป็นพี่น้องกันอย่างเคย 

สอง ให้การเดินทางครั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องของจิตใจ  เพื่อค้นหาสิ่งที่ไม่รู้แล้วเรียนรู้กันไป 

สาม เปิดใจให้เต็มที่ ยอมรับทุกสิ่งแม้มันจะรุนแรงและเจ็บปวด ”

ข้อตกลงทั้งสาม เพื่อมุ่งหวังสร้างประสบการณ์พร้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน  ของ ฟรานซิส(โอเวน  วิลสัน)  พี่ชายคนโตแห่งครอบครัวตระกูลวิทแมน บอกกล่าวกับสองน้องชาย ปีเตอร์(แอเดรียน  บรอดี้) และ แจ็ค(เจสัน  ชวาทส์แมน) ขึ้นหลังจากเจอหน้าตากันครบสามหนุ่มสามมุม  ช่วงต้นๆเรื่องของภาพยนตร์ชื่อ The Darjeeling Limited : ทริปประสานใจ  งานใหม่ของผู้กำกับอันมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เวส  แอนเดอร์สัน สังเกตได้จากลายเซ็นก่อนหน้านี้ของเขาจาก Rushmore (2001), The Royal Tenenbaums (2001)และ The Life Aquatic with Steve Zissou (2004) 

ซึ่งถ้าข้อมูลส่วนตัวของผมไม่ตกหล่น  โรงหนังบ้านเราเมินผลงานเหล่านี้ทั้งนั้นรวมถึงงานล่าสุดเรื่องนี้ด้วย   ซึ่งทุกๆเรื่องว่าด้วยเนื้อหาความผูกพันของคนในครอบครัวหนึ่ง อันมีบุคลิกแปลกประหลาดกึ่งเพี้ยนๆปนฮาชนิดจับแนวทางได้ลำบาก   แบบชนิดที่ว่าจะแหกปากหัวเราะให้เต็มขนาดความกว้างของขากรรไกร...ก็ใช่ที่  จะยิ้มเฉยๆก็ไม่เพียงพอ  จะออกอาการได้เพียงแต่เสียงหัวเราะหึๆหะๆอยู่ในลำคอเท่านั้น 

ส่วนเหล่าดาราก็เป็นขาประจำทีมเดิมจากเรื่องก่อนนี้จะคุ้นเคยคุ้นหน้าตาชนิดวัวเคยขาม้าเคยขี่ ของท่านผู้กล่าวคำแอ๊คชั่นกับคัทผู้นี้ทั้งนั่น  หนังเปิดเรื่องด้วยการซิ่งของรถแท็กซี่กลางเมืองอินเดียจากฝีมือของโชว์เฟอร์แขกที่มีผู้โดยสารแสนคุ้นหน้าบิล เมอร์เรย์  ดาราใหญ่หนึ่งในขาประจำท่านพี่เวส    ผลลัพธ์ของการซิ่งครั้งนี้เพื่อให้ผู้โดยสารมาให้ทันเวลารถไฟออก  ภาพบิล เมอร์เรย์ถือกระเป๋าวิ่งตามท้ายขบวนรถไฟจวนเจียนจะพร้อมกระโดดขึ้น  ภาพสโลว์โมชั่นการวิ่งพร้อมเสียงเพลงคอเคลียที่เปลี่ยนจากดนตรีอินเดียพื้นบ้านกลายไปเป็นเสียงตีคอร์ดกีต้าร์โปร่ง  พร้อมกับหน้าของ แอเดรียน  บรอดี้ (พระเอก The Pianist, King Kong) โผล่พรวดวิ่งแซงหน้าเฮียบิล  พร้อมกระโดดขึ้นรถไฟได้คนเดียวพร้อมกระเป๋าประจำกาย...เฉยเลย   ปล่อยทิ้งให้ภาพพี่บิลค่อยๆละไปจากกล้องกลายเป็นตัวละครประกอบเปิด(ปิดเรื่องด้วยเห็นอีกแว๊บเดียวจริงๆ) เรื่องแค่นั้น  หนังเปิดเรื่องได้เก๋...ซ้าขนาดนี้  ทำให้ผมจ้องตาแทบไม่กระพริบว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ธรรมดาแน่ๆ

ขอแทรกเนื้อเรื่องสักนิดว่า หนังเป็นเรื่องของสามพี่น้องที่ไม่ค่อยได้พูดจากันนัก  ได้นัดหมายกันออกเดินทางไปประเทศอินเดียพร้อมกันเพื่อตามหาแม่  ผู้ซึ่งไม่ยอมไปงานศพของพ่อ  โดยแต่ละตัวละครหลักมีฉากหลังเป็นคนละเรื่องละราวมีปัญหาชีวิตต่างกันไป  น้องคนเล็กแจ็คพึ่งอกหักรักคุดจากแฟนสาวที่ฝรั่งเศษ  คนกลางปีเตอร์ยังทำใจไม่ได้ที่คนรู้ใจท้องได้เจ็ดเดือนกว่าแล้ว  และพี่ชายคนโตจอมวางแผนที่พึ่งประสบอุบัติเหตุทางถนนจนต้องใช้ผ้าพันศรีษะไว้ตลอดเวลา

ย้อนกลับมาที่ความไม่ธรรมดาของหนังเรื่องนี้  เพราะส่วนใหญ่หนังถ่ายอยู่บนรถไฟกว่า 80 เปอร์เซนต์ อินเทรน...in train จริงๆ ซะไม่มีละ   ไม่ใช่แค่นั้น...ต่อมาสามพี่น้องสุดเพี้ยนยังทำเท่แบ่งยากันกินอีก ฟรานซิสกินยากล่อมประสาท ปีเตอร์กินยาคลายกล้ามเนื้อ และแจ็คกินยาแก้ไข้ที่ทั้งหมดซื้อตามร้านยาข้างสถานีรถไฟอินเดีย ไม่รู้จิกตีกัดวงการแพทย์อีกรึเปล่า?   เมื่อเรื่องราวผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง  จึงทำให้พอเห็นลักษณะอันโดดเด่นของสามตัวละครเอกอีกพะเรอเกวียนว่า

พี่ชายใหญ่มีนิสัยชอบเจ้ากี่เจ้าการทุกๆเรื่องของน้องๆ มักตัดสินใจแทนให้น้องๆ  เช่น การสั่งอาหารให้ตามความคิดเห็นของตัวเอง  แม้จะโตๆกันแล้วก็ไม่สน  แถมยังดูออกงกๆในตอนปีเตอร์นำสมบัติเก่าของพ่อเช่น แว่นตา กุญแจ มีดโกน มาใช้รวมทั้งเข็มขัดของเขาเองที่ไม่ยอมอนุญาตให้น้องชายยืมโดยอ้างว่า ฉันก็กำลังจะใช้พอดี

น้องคนรองผู้มักมีปัญหากับการเก็บงำความลับไม่ยอมบอกพี่ชาย(แต่บอกกับน้องชาย)  เรื่องตนกำลังสับสนกับการที่กำลังจะกลายเป็นคุณพ่อคนใหม่  เลยทำตัวไม่ถูกจนถึงขั้นหนีหน้าแฟนสาวโดยไม่บอกกล่าว  และยังชอบกินยาแก้ปวดหัวเป็นประจำ  อีกทั้งมีบุคลิกการเอาแต่ใจตัวเองโดยเอาสมบัติเก่าของพ่อมาใช้แล้วอ้างว่า  พ่อเคยบอกว่ารักฉันมากกว่าใครๆ

น้องชายผู้ชอบความโดดเดี่ยว(แต่ยกเว้นเวลามีสาวๆจะไม่ยอมอยู่คนเดียว)  ชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆแล้วไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งไปกับสาวสวยไปทั่ว   แม้แต่พนักงานสาวเสริฟบนรถไฟครั้งนี้ก็ไม่อาจหลุดมือเขาได้  เขาคอยเป็นคนห้ามตาทัพขณะพี่ชายทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกัน  ฉากเดินเท้าเปล่าๆด้วยการเสียสละรองเท้าให้พี่ชายที่โดนเด็กขัดร้องเท้าขโมยไป  บ่งบอกถึงความเป็นคนมีน้ำใจระดับหนึ่ง

ว่าไปแล้วด้วยสไตล์เล่าเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบเดิมๆมีพ่อ แม่ ญาติพี่น้องคล้ายเรื่องก่อนๆของผู้กำกับเวส    ถ้าทำซ้ำๆจะดูเป็นการละทิ้งหรือไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้แฟนเก่าแฟนพันธุ์แท้ตัวยงของเขาเกินไป     เพื่อให้ความซูฮกยังคงอยู่ ชั้นเชิงหนึ่งของหนังเรื่องนี้จึงอยู่ที่การใช้พื้นที่แคบๆบนรถไฟให้เป็นประโยชน์ด้วยการโชว์ฝีมือด้านในการถ่ายการเลื่อนภาพในแนวนอนจากซ้ายป่ายขวา วกกลับมากลาง ย้อนไปขวาอีกที..บลา  บลา  บลา .ตามบทพูดและแอ็คชั่นขอตัวละครอย่างต่อเนื่อง  แปลกตาและมีอยู่บ่อยมากจนดูเป็นการทำซ้ำที่จงใจโชว์เทคนิคด้านภาพอันโดดเด่นคล้ายการหันศรีษะไปๆมาๆ  ไม่แพ้สีสันของหนังที่ออกโทนสีเหลืองน้ำตาลอันสวยสดของแดนดินภารตะในแถบพื้นที่เขตร้อน  ทำให้อดนึกถึงหนัง City of God ที่ถ่ายในบราซิลไม่ได้แต่ครานี้แสงไม่แข็งดูนุ่มนวลกว่าเยอะ..หรืออาจจะเป็นที่เนื้อหาที่เบากว่ากันทำให้ได้ฟีลคนละอารมณ์ก็ได้

ส่วนรายละเอียดยิบย่อย  อยู่ที่ความเก๋ในการสอดแทรกตัวละครรายทางที่โดดเด่นจนทำให้ตัวผู้สวมบทนั้นๆโดดเด้งขึ้นมาจนถึงขั้นนึกภาพออกถึงทันทีทันใด(โดยเฉพาะบทสรุปภาพแสดงในตอนท้ายเรื่องที่แค่แพนกล้องผ่านเท่านั้น) อาทิ  แม่มะนาวหวานพนักงานเสริฟสาวสุดสวยในชุดส่าหรี่บางเบา  ผู้ช่วยของฟรานซิสที่เข้าตำราหัวล้านขี่ใจน้อย  พนักงานเสริฟชายชาวอินเดียในแบบฟอร์มคุ้นตาโพกผ้ากับไว้เคราที่สามารถจับงูได้ด้วยมือเปล่ากับตะหลิวหนึ่งอัน(ฮา) 

หัวใจของเรื่องราวผ่านชื่อของขบวนรถไฟ The Darjeeling Limited อันแปลความว่า ขบวนรถไฟแห่งโชคชะตา  ล้วนเป็นการผันผ่านห้วงโมงยามขณะหนึ่งไปด้วยกันของสามหนุ่มที่คลานตามกันมาแต่ไม่เคยไว้ใจกันและกันเลย  ซึ่งช่วงแรกของหนัง ฟรานซิสต้องยึดใบพาสปอร์ตของน้องชายเพราะกลัวการหนีกลับก่อน    ถึงกระนั้นเมื่อเรื่องราวมาถึงบทสรุปที่ ผันผ่านเรื่องราวรายละเอียดอีกมากเหตุการณ์เหมือนการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างจริงจัง เห็นใจจริงเบื้องลึกกันและกัน  ทำให้ตอนท้ายน้องชายทั้งสองพร้อมใจกันมอบใบพาสปอร์ตให้ฟรานซิสเก็บไว้  นั้นบอกถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางเชิงบวกได้ก่อตัวขึ้นแล้ว

ความเก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของบทภาพยนตร์คือ เมื่อตอนพบแม่บังเกิดเกล้า(แองเจลิก้า  ฮุสตัน-ดาราหญิงเจ้าบทบาทขาประจำพี่เวสอีกคน) เธอให้ลูกทั้งสามของเธอทำสามข้อต่อไปนี้  น่าจะล้อกับที่ ฟรานซิสตกลงกันตอนต้นเรื่อง

“หนึ่ง พรุ่งนี้ให้เริ่มพยายามอยู่เป็นเพื่อนกันและกัน อย่างมีความสุขในเมืองแสนสวยนี้

สอง ให้หยุดเสียใจกับตัวเอง เพราะมันไม่มีประโยชน์

สาม ตั้งต้นวางแผนเพื่ออนาคตวันข้างหน้า”

ถึงแนวทางของภาพยนตร์จะออกมาในทางเรียนรู้เพื่อเข้าใจกันและกัน...แค่นั้น  อาจจะมีแรงดึงดูดไม่มากพอให้ใครๆอยากจะดูหนังแผ่นไร้โรงฉายเรื่องนี้    แต่สามข้อความคำโปรยคนดังบนโปสเตอร์โฆษณาดีวีดีแผ่นนี้คงพอสะกิดสะเกาต่อมความอยากที่จะเสาะแสวงหาเรื่องราวบนรถไฟแห่งโชคชะตา  เรื่องนี้มายลกันได้บ้างไม่มากก็น้อย

“ ความบันเทิงเอ่อล้นที่มาจากบทเฉียบคมและการแสดงอันลื่นไหล ” ริชาร์ด  โรเปอร์

“ หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีอย่างไร้ข้อกังขา ” มาร์แชล ไฟน์ นิตยสารสตาร์

“ ภาพยนตร์ที่ไม่ธรรมดา ” เกล็นน์  วิป  หนังสือพิมพ์ แอล.เอ.เดลี่นิวส์

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net