วันที่ พุธ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

=แบกเป้หนีน้ำป่า : เสียงฟ้องจากธรรมชาติ=


 
หุบธารบนเทือกเขาบรรทัด ด้าน จ.ตรัง

14 เมษายน 2550 (วันครอบครัว) ที่ต้องกลายเป็นวันพรากครอบครัว ในหลายๆครอบครัวที่ไปเที่ยว ที่น้ำตกสายรุ้ง และไพรสวรรค์ นั่นก็คือเหตุน้ำป่าที่ทะลักทลายลงมาพร้อมกับน้ำสีขุ่นขลั่กของโคลน กลืนชีวิตนักท่องเที่ยวไปทั้งหมด 38 ศพ

น้ำตกสายรุ้งและไพรสวรรค์
อยู่กันคนละตำบล ห่างกันราว 4 กิโลเมตร แต่อยู่อำเภอเดียวกัน คือ อ.ย่านตาขาว ของ จ.ตรัง เสียหายพอกัน เพราะนอกจากมีผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้บาดเจ็บ และสุดท้ายที่เหมือนกัน คือมันอาจจะถูกปิดในยามหน้าฝน หรือแม้ขณะนี้(ฝนไม่มาก) ผู้คนก็ยังหวาดหวั่น 

สิ่งที่ติดตามมา คงอย่างที่ทราบข่าว ทั้ง มท.2 บัญญัติ จันทร์เสนะ บอกสงสัยมีตัดไม้ทำลายป่า บนเทือกบรรทัด บ้างก็ว่าเพราะความขัดแย้งในพื้นที่ ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งเกิดขึ้นหลายจุดรอบๆ เทือกเขาบรรทัด แต่ที่มีชุมนุมประท้วงกันชัดๆ ก็มีที่นาโยง รวมถึง ที่ย่านตาขาว ระหว่างรักษ์สายรุ้ง กับ ป่าไม้ แต่อะไรคือคำตอบของน้ำป่า  และอะไรคือคำตอบของการสูญเสียที่เกิดขึ้น 



              สภาพป่าที่เห็น ระหว่างทางขึ้นเขาบรรทัด จากด้านน้ำตกสายรุ้ง

เทือกเขาบรรทัดนี้ แรกเริ่มเดิมที ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง ก่อนจะประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ในปี 2518 พื้นที่ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง,ตรัง,สตูล และสงขลา มีเนื้อที่ประมาณ 805,000 ไร่ แต่อีก 2 ปีต่อมาก็ประกาศเพิกถอนพื้นที่ในส่วนของจ.พัทลุง เพื่อให้นิคมพัฒนาสร้างตนเอง จัดพื้นที่ให้ราษฎรทำกิน ทำให้เหลือเนื้อที่ประมาณ 792,000 ไร่ ต่อมาในปี 2528 ก็ได้ประกาศเพิกถอนพื้นที่บางส่วนเป็นครั้งที่ 2 เพื่อสร้างและขยายถนนเพชรเกษม จาก จ.พัทลุง ถึง จ.ตรัง  และปี 2530 ได้ประกาศเพิกถอนพื้นที่บางส่วนอีก เพื่อให้กองทัพภาคที่ 4 เข้าไปจัดตั้งสถานที่ฝึกการรบพิเศษของกองทัพ

ณ วันนี้ ที่ขึ้นเขาบรรทัด จากด้าน จ.ตรัง หรือพัทลุง ยังเห็นสภาพป่าดิบ ต้นไม้เยอะ ร่องรอยตัดไม้ คงเป็นเมื่อก่อน **แถมป่าแถบนี้
มีเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะเมื่อยามเป็นพื้นที่สีแดง **

  
ป่าแคระโบราณ ก่อนขึ้นยอดเขาล่อน หรือภูผาเมฆ         ในเส้นทางผ่าน

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด  เป็นทิวเขาแนวยาว เขาสูงหลายลูกสลับซับซ้อน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ จ.พัทลุง,ตรัง,สตูล และสงขลา ยอดเขาสำคัญคือ เขาหลัก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร แหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ที่ไหลรวมกันเป็นทะเลสาบสงขลา หล่อเลี้ยงประชากรในพื้นที่ 4 จังหวัด  นอกจากนี้ ยังมียอดที่สูงกว่านี้อีกมากมาย อย่างเช่นยอดเขาที่เคยไปเดิน ก็คือ ยอดเขาสระฝั่งพัทลุง ที่สูงติดระดับ 1,000 ม.รทก. แต่ยังไม่เคยมีใครจับพิกัดความสูงจริงๆเสียที หรือเขาล่อน (ภูผาเมฆ)ฝั่ง จ.ตรัง ที่ยอดสูง 1,350 ม.รทก. เป็นต้น

        
 น้ำตกหนานม่วง กลางป่าเทือกเขาบรรทัด 

น้ำป่ากับน้ำตก

น้ำป่าความจริงก็เกิดขึ้นบ่อย ทั้งป่าสงวน เทือกเขา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติ เพียงแต่บางสถานที่ มีนักท่องเที่ยวเข้าถึง และบางสถานที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าถึง ความเสียหาย หากไม่มีท่อนซุงหลากลงมาด้วย ประกอบกันไม่มีชาวบ้านเข้าไปอยู่ในที่ ที่ไม่ควรอยู่ ความเสียหายก็คงเป็นที่ระบบนิเวศน์ ไม่ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 

สำหรับครั้งล่าสุดนี้เกิดใน ช่วงบ่ายๆ เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำตกกันมาก และมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว ในยามที่อากาศร้อนๆ เหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2537 เวลา 14.00 น. สถานที่ คือ อช.วังตะไคร้ ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก  

ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังสนุกสนาน กับการเล่นน้ำ ล่องห่วงยาง นั่งพักผ่อน น้ำป่าสีขุ่นแดงก็ทะลักมาตามลำธารด้วยความรวดเร็ว และรุนแรง กลืนร่างนักท่องเที่ยว ที่หนีไม่ทัน มีผู้เสียชีวิตที่กู้ศพขึ้นมาได้ 18 ราย และจากการขึ้นสำรวจต้นน้ำ พบว่า เหตุน้ำป่าคราวนี้เกิดจากกระแสน้ำพัดพาเศษดิน ใบไม้ มาทับถม อุดตันช่องทางน้ำ บนน้ำตกแม่ปล้อง อช.เขาใหญ่ พอฝนตกมากๆ ปริมาณน้ำเยอะขึ้น เศษดิน เศษใบไม้ทานน้ำหนักไม่ไหว ทะลักทลายกลายเป็นน้ำป่าถล่มลงมาตามร่องน้ำ

เหตุการณ์ที่น้ำตกสายรุ้ง และไพรสวรรค์ก็เช่นกัน หลังเหตุการณ์ คณะอช. ขึ้นบินสำรวจ พบว่ามีก้อนหินถูกน้ำพัดพาไปทับถมกัน ตามร่องน้ำ นี่ก็ทำให้น่าเป็นห่วงว่า คราวหน้า ถ้าหินเหล่านี้ ทานกระแสน้ำไม่ไหว อาจจะเกิดการพัดถล่มลงมาได้อีก ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่


  
น้ำตกคลองโต๊ะฮั่ง กลางป่าเทือกเขาบรรทัด 

หนีน้ำป่า -เรื่องเล่าที่เคยประสบ
ในมุมมองของคนเดินป่าอย่างเราๆ  ถ้าว่ากลัวมั๊ยน้ำป่า คำตอบก็คือ เฉยๆ นะ ถ้ามันมาแต่น้ำ แต่ที่น่ากลัวน่ะ คือมันมาพร้อมกับต้นไม้ ท่อนซุงมากมาย  หรือก้อนหินน้อยใหญ่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง น้ำป่าที่เคยเจอครั้งแรกของการเดินป่า ก็คือ ที่เทือกเขาบรรทัด ที่กำลังโด่งดังนี่แหล่ะ

วันนั้น เป็นวันสุดท้ายของการเดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่ทรหดที่สุด เพราะคืนก่อนหน้าเดินไม่ถึงจุดหมาย ทำให้ต้องอดข้าวมื้อเย็นไป 1 มื้อโดยปริยาย  ไม่ซิ  มื้อเช้าด้วยอีก 1 มื้อ รวม 2 มื้อที่อดไป มันทรมานสิ้นดี แต่คืนนั้นก็หลับสบาย เช้ารุ่งขึ้นก็รีบออกเดินกันตั้งแต่ 07.00 น.กว่าจะถึงแหล่งน้ำ ทำอาหารปาเข้าไปเกือบ 10.00 น. พอจัดแจงเสร็จ  เราก็มุ่งหน้าเดินต่อ วันนี้เป้าหมายคือจะเดินให้ออกจากป่าเลย จนเมื่อตอนไปพักเที่ยง(บ่ายกว่า) ถึงธารน้ำใส อีกจุดหนึ่ง เราเล่นน้ำกันเต็มที่ อย่าง
ที่เห็นในภาพล่าง(คนอยู่ไกลๆ)

หลังเล่นน้ำเสร็จสรรพ เราก็ขึ้นมาจัดแจงหาอาหารลงท้อง แล้วฝนตกโปรยปรายลงมา เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนสังเกตุได้ว่า ระดับน้ำสูงขึ้น สูงขึ้น จนสุดท้ายหันไปอีกที สายน้ำสีขุ่น เชี่ยวกราก ไหลหลากมา จนก้อนหินที่มองเห็นในรูป หายวับไปกับตา ไม่ใช่ถูกพัดกลิ้งไปนะ  หากแต่เป็นระดับน้ำที่ท่วมจนมิด  โชคดีที่เราไม่นั่งกินข้าวบนหินกลางน้ำ อย่างที่ชอบทำ เห็นแบบนี้ หัวหน้าทริปรีบบอกให้ขึ้นเป้ รีบไปก่อนที่น้ำป่าจะมา

 

จำได้ว่า ครั้งนั้น ทุกคนพร้อมใจกันเดินจ้ำ ตามรอยบากของต้นไม้ เพื่อหาจุดตัดขึ้นเขา เพราะตามทางเดินที่น้ำแห้งขาไป กลับต้องลุยน้ำข้ามไป รวมถึงธารน้ำตกกว้าง ที่เราต้องเร่งลุยข้ามไปให้ได้ ก่อนที่น้ำจะขึ้นสูงกว่านี้ หรือบ่าลงมาแรงกว่านี้ น้ำตรงนี้จากที่มันสูงแค่ครึ่งแข้ง คราวนี้มันสูงเกือบเอว แถมไหลเชี่ยวอีกตะหาก เพื่อนร่วมทริปคนหนึ่งควักเชือกออกมา ส่งให้อีกคนปีนขอนไม้ที่ล้มพาดทางน้ำไปผูกโยงต้นไม้อีกฝั่ง แล้วพวกเราก็ช่วยกันจับ ช่วยกันจูงลงไปในน้ำ เกาะเชือก เรียงแนวกันไป ขึ้นอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย ภาพวันนั้นยังติดตา แต่ไม่มีกะใจจะควักกล้องออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ดู ไหนจะห่วงกล้องเพราะฝนตก ไหนจะห่วงน้ำป่า แล้วที่สำคัญ มันเหนื่อย !! 

จากตรงนั้นก็ตัดขึ้นเนินเขาสูง ระดับ 70-80 องศา ก่อนจะถึงทางลาดชันด้านบนที่เดิน เดิน เดิน จนน้องคนหนึ่งบอกว่า"ผมเดินด้วยใจเลยนะเนี่ยะ (เพราะกายไม่ไหวแล้ว)" ตอนนั้นเริ่มมืด ยิ่งเดินลำบาก ไฟฉายถูกหยิบออกมาใช้ โดยไม่มีการหยุดเดิน สุดท้ายออกมาจากราวป่าก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มครึ่ง แล้วก็มารู้ว่า ช่วงที่เราข้ามน้ำมากินข้าวเที่ยงกัน  อีกกลุ่ม เป็นลูกหาบ กับแม่ครัวจากชุมชนลานวัดตะโหมด ต้องติดอยู่อีกฝั่งของน้ำ เพราะน้ำทะลักมาไว จนข้ามไม่ทัน เนื่องจากจุดนั้นจะน้ำลึกกว่าด้านล่างที่เราลงมาเล่นน้ำกัน เป็นวันว่าต้องนอนอยู่ในป่าอีก 1 คืน พร้อมกับข้าวสวย 2 หม้อสนาม 5 5 5

ชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างบอกว่า เห็นน้ำที่น้ำตกลานหม่อมจุ้ย มากผิดปกติ ก็รู้เลยว่าเราต้องเจอน้ำป่า ยังคิดว่าเราจะติดอยู่ในป่าอีก 1 คืน เห่ะ ๆ ดีที่ไหวตัวทัน ไม่งั้นก็กินข้าวลิงกันอีก 1 คืน เผลอๆ ก็เอาน้ำป่าลูบท้อง

อีกครั้งกับน้ำป่าที่ภูเมี่ยง

เมื่อคราวไป เดินป่า ที่ภูเมี่ยง อช.คลองตรอน จ.อุตรดิตถ์  น้ำป่าเจอเมื่อวันขากลับ จวนจะออกจากป่าแล้วเชียว มัวแต่แวะกินข้าวเที่ยง(อีกแล้ว) ตรงนาข้าว ชาวบ้านด้านล่าง (ก็โชคดีที่ไม่เจอตอนที่เดินตามธารน้ำในป่าออกมา)  จากนาข้าวชายป่า ออกสู่ถนนรถ จะมีฝายกั้นน้ำเป็นระยะ ระดับน้ำตอนเดินบนสันฝายก็ราวตาตุ่ม อย่างในภาพซ้าย  

    
                น้ำป่าทะลักที่ฝายสุดท้าย ทริปภูเมี่ยง จ.อุตรดิตถ์  ภาพโดย M-77

แต่พอเดินไปเดินมา ก่อนถึงสันฝายสุดท้าย เราก็ได้ยินเสียงน้ำดัง ดังมาก ดังมากๆ จนนึกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ได้เห็นกับตา อีตอนโผล่ไปเจอริมน้ำ ชาวบ้านคนหนึ่งสวนออกมา บอกว่าข้ามไม่ได้ น้ำป่ามา   ไม่เป็นไร พวกเราขอเดินไปดู  แต่ปรากฎว่า เห็นเพื่อน 1 คน กะเจ้าหน้าที่ป่าไม้(นำทาง)อีกคน ข้ามไปอยู่อีกฝั่งแล้ว และสั่งพวกเราห้ามข้าม หลังดูสถานการณ์ระยะหนึ่ง ที่ปริมาณน้ำเริ่มนิ่งๆ ก็ช่วยกันกับลูกหาบ  เอาเชือกที่เราใช้โรยตัวลงจากเขาข้างน้ำตกนั่นแหล่ะ ผูกกับต้นไม้ 2 ฝั่ง แล้วโหนกันไป ดูในภาพขวา

จากน้ำแค่ตาตุ่มขยับขึ้นมาถึงเอว  เพื่อนคนที่ข้ามไปก่อน เล่าให้ฟังว่า ก็เดินตามเจ้าหน้าที่ไปเฉยๆ น้ำใสแจ๋ว อีกคนกำลังจะตามไป แค่ก้าวลงไป ก็เห็นสีน้ำเริ่มเปลี่ยน เป็นขุ่น แล้ว ปริมาณก็เริ่มเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นสีขุ่นขลั่ก บอกดีนะ ที่ยังไม่ได้เดินไปถึงตรงกลางฝาย ไม่งั้นก็คงปลิวไปเจอกันข้างล่างนู๊น น น ....

หรือเมื่อครั้งไปน้ำตกวังเหว อช.เขาใหญ่
ปรากฎว่า คืนแรกผ่านพ้นไปด้วยดี ป๋มเองผูกเปลนอนริมธารน้ำกว้าง ๆ ๆ   ด้านบนก่อนที่จะตกเป็นมุมสวยด้านล่าง  ปรากฏว่า วันที่ 2 ฝนตกหนักช่วงกลางวัน แล้วมี ว.เจ้าหน้าที่แจ้งว่า มีน้ำป่าบนเขาใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวขึ้น  พวกเราต้องรีบรื้อเปลกันเป็นการใหญ่ การท่องเที่ยวแบบนี้ ประมาทไม่ได้  และห้ามดื้อเด็ดขาด มันเป็นความปลอดภัยของเราเอง 


ลานน้ำเหนือตัวน้ำตกวังเหว ภาพโดยหนูบิว

สุดท้ายย้ายที่นอนเสร็จ เราก็เริ่มอยากรู้ว่าน้ำป่ามันจะสูงแค่ไหน  แล้วระดับไหนถือว่าน้ำขึ้นเรา  เราก็เลยเอาเชือกไปผูกกับต้นไม้เล็กๆ ริมน้ำ เพื่อวัดระดับ ปรากฏว่า โชคดีที่ระดับน้ำขึ้นไม่มาก แค่ราวๆ คืบเดียว แต่คืบเดียวของลานน้ำกว้างมาก ๆๆ ก็ถือว่าเยอะโข  เพียงแต่ยังไม่เสี่ยงถึงชีวิต 

น้ำป่ากับธรรมชาติเป็นของคู่กัน  หากมีเขา ต้นไม้บนเขาเหลือน้อย  หรือฝนตกเยอะ ดินอุ้มน้ำเยอะเกินไป หรือเกิดการทับถามขวางทางน้ำ จนอั้นไม่อยู่ เหมือนกรณีที่วังตะไคร้ หรือสายรุ้ง  หากแต่ถ้าได้เรียนรู้ธรรมชาติ  ความสูญเสียก็อาจจะบรรเทาเบาบางลงได้

การแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งวันที่เกิดเรื่องก็ได้ทราบว่ามีการเตือน หากแต่มันไม่ทั่วถึง เพราะไม่มีกระบวนการกระจายข่าวที่รวดเร็ว ประกอบกับนักท่องเที่ยวเยอะ จึงไม่ทันการ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวเอง ก็ต้องเรียนรู้ หัดสังเกตุการเปลี่ยนแปลง อาทิ ฝนตกหนัก น้ำเย็นขึ้น ปริมาณสูงขึ้น มีเสียงดังเหมือนป่าลั่น (นี่ก็เข้ามาจวนตัวแล้วถึงได้ยินนะ) ก็รีบขึ้นจากน้ำ หรือขึ้นที่สูงเถอะ

                   

 
"น้ำป่า" เมื่อธรรมชาติตามเช็คบิล

ปี 2531 เหตุการณ์ใหญ่ที่ยังไงก็ไม่ลืมไปจากความทรงจำ ป่าที่ถูกลักลอบทำลาย จนต้องประจานความชั่วของนายทุนออกมา และคนที่รับผลกรรมก็เป็นชาวบ้าน ที่หลายคนอาจจะเป็นลูกมือของนายทุนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คราวนั้น น้ำป่าทะลักลงมาจากเขาหลวง ด้าน ต.กะทูน อ.พิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกับท่อนซุงน้อยใหญ่นับพันท่อน จนทั้งตำบลจมน้ำภายในพริบตา คร่าชีวิตประชาชนทั้งตาย และสูญหาย ราว 700 ชีวิต 

ปี 2542  ท่อนซุงมรณะ ถอนรากถอนโคน ลงมาจากเขาคิชกูฎ ในเหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง และน้ำท่วมใหญ่ ที่ จ.จันทบุรี-ตราด (พี่สาวป๋มแต่งงานท่ามกลางสายน้ำเลยอ่ะฮับ ในวันที่น้ำทะลักเข้าเมืองจันทบุรี) สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง
  
**สองเหตุการณ์ข้างบนนี้ ต้นไม้และท่อนซุงที่ทลายลงมาจากเขาต่างกันตรงที่เขาคิชกูฏ มาแบบถอนรากมาเลย แต่ที่พิปูน เป็นซุงตัดท่อนแล้ว**

ปี 2544 น้ำป่าหลากลงมาจาก อช.เวียงโกศัย จ.แพร่  ท่วมบ้านเรือนหลายตำบล ใน อ.วังชิ้น ได้แก่ ต.แม่พุง, ต.สรอย, ต.กระต่อม, ต.ป่าสัก และ ต.แม่ลา ทะเลโคลนคร่าชีวิตชาวบ้านไป 33 ราย สูญหายอีก 16 ราย นับเป้นความเสียหายร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปี ขนาดที่บางคนชั่วชีวิตหนึ่งก็ไม่ทันได้เจอ(ซึ่งถือว่าโชคดี)

อีก 3 เดือนต่อมา ในปีเดียวกัน น้ำป่าไหลทะลักคร่าชีวิตประชาชนที่ บ้านน้ำก้อ น้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง อันเกิดจากอิทธิพลของ"พายุโซนร้อนอุซางิ" คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 170 คน และยังสูญหายอีก 11 ราย
*** จำได้ว่ามีการเตือน  แต่ไม่มีใครคาดคิดและไม่เชื่อต่างหากว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้ ขนาดซัดผ่านสะพานข้ามน้ำเข็ก ก่อนขึ้นเขาค้อ ซึ่งอยู่สูงมากๆ ได้ ***

ปี 2547 น้ำป่าจากเทือกเขาถนนธงชัย เขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ระมาด จ.ตาก ทะลักลงลำห้วยแม่ระมาดพร้อมท่อนซุงหลายร้อยต้น กวาดบ้านเรือนประชาชนจมหายไปกับกระแสน้ำก็หลายหลัง พร้อมกับทิ้งความเสียหายให้กับเทศบาลแม่ระมาด และตามเส้นทางซุงผ่าน 
            ปีเดียวกันนี้ มีน้ำป่าหลาก ทั้งที่ กาญจนบุรี เชียงใหม่ หรือเขาใหญ่ ปราจีนบุรี นครนายก ก็โดน เสียหายไปเยอะ             

ปี 2548 น้ำป่าที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ มาพร้อมท่อนซุง ซัดบ้านเรือนเสียหายเช่นกัน ว่ากันว่า สาเหตุเพราะป่าบนเทือกเขาตะนาวศรีถูกทำลายไปเยอะ

ปี 2549 ปีนี้หลายคนคงยังไม่ลืม ก็เหตุน้ำป่าที่ถล่ม ที่จ.อุตรดิตถ์, แพร่, สุโขทัย, ลำปาง และพิษณุโลก เสียหายหนักสุด ก็เห็นจะเป็นที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มีผู้เสียชีวิตและสูญหายไปกับกระแสน้ำและโคลนนับร้อยคน

ปี 2550 น้ำป่าทะลักลงมาจากเทือกเขาบรรทัด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง  คร่าชีวิตนักท่องเที่ยว ในวันครอบครัว 14 เมษายน ที่ไปเล่นน้ำตกสายรุ้ง 31 ศพ และน้ำตกไพรสวรรค์ 7 ศพ รวม 38 ศพ  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.oknation.net/blog/vickie/2007/04/14/entry-1

13 ตุลาคม 2550 น้ำป่าที่เขาสก จ.สุราษฎร์ธานี น้ำทะลักเข้าถ้ำน้ำหลุ หรือถ้ำน้ำทะลุ ระหว่างนั้นนักท่องเที่ยวอยุ่ในถ้ำ ผลคือเสียชีวิต 8 รอด 1
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมhttp://www.oknation.net/blog/vickie/2007/10/13/entry-3

 

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net