วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บาหลี ตอนที่2 วัดงามกลางสายหมอก


“เปาะ...แปะ.......เปาะ..แปะ......”
ผมลืมตาขึ้นพร้อมกับเสียง เปาะ..แปะ ที่ก้องมากระทบหูทั้งสองข้าง มองออกไปที่ระเบียง ท้องฟ้าเริ่มสาง แต่ก็ดูขมุกขมัวอย่างไรชอบกล รีบถีบตัวเองออกจากเตียงนอน แล้วเปิดม่านออกไปดูภายนอก แล้วก็ต้องห่อเหี่ยวแต่เช้า เพราะฝนเจ้ากรรมที่ตกตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงเช้านี้ก็ยังคงตกอยู่เลย ถึงแม้ไม่หนักมากแต่ก็น่ากังวลว่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางวันนี้หรือไม่

อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย สองคนพี่น้องก็ออกมาทานอาหารเช้ากันริมสวนของโรงแรม รอเวลาที่คนขับรถจะมาตามที่นัดไว้ตอน 9 โมงเช้า เหมือนกับสิ่งที่ภาวนาไว้ในใจจะเริ่มได้ผล เพราะขณะทานข้าวไป ฝนก็เริ่มขาดเม็ด จนกลายเป็นแค่โปรยๆเท่านั้น

ออกเดินทาง
รอจนเกือบ 9 โมง คนขับรถของเราก็เข้ามาแนะนำตัว เป็นชายหนุ่มชาวบาหลีโดยกำเนิด ชื่อมาเด สำหรับรถของมาเดเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ สภาพทั้งภายนอกและภายในสะอาดสะอ้านดี เทียบกับราคาค่าเช่าที่ตกวันละพันนิดๆแล้ว ถูกกว่าการเช่ารถที่เมืองไทยค่อนข้างมากอาจเป็นเพราะราคาน้ำมันของที่นี่ถูกกว่าบ้านเรา ผมนัดแนะและย้ำกับมาเดถึงจุดหมายแต่ละที่ ที่จะไปในวันนี้ ถึงแม้ว่ามาเดจะดูมีอัธยาสัยดี แต่อาจเป็นเพราะความกลัวโดยส่วนตัว เลยทำให้ผมยังคงระวังตัวอยู่ ไม่ว่าจะย้ำสถานที่ที่จะไป รวมถึงพยายามปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ถ้าถูกชวนให้แวะร้านขายของ 

ก่อนออกนอกเมือง มาเดถามว่าเรามีผ้าโสร่งหรือเปล่า เพราะการเข้าชมวัดส่วนใหญ่ของบาหลี จำเป็นต้องนุ่งโสร่งทั้งชายและหญิง เมื่อเราบอกว่าไม่มีเพราะของพี่สาวที่เตรียมมาก็อยู่ในกระเป๋าที่ยังมาไม่ถึง มาเดเลยเสนอว่ายืมของที่บ้านเขาก็ได้จะได้ไม่ต้องซื้อ ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาหน่อยหลังจากแรกๆยังรู้สึกระแวงๆอยู่

เพราะพื้นที่ของบาหลี มีสภาพเป็นภูเขาไฟและเทือกเขา ดังนั้นการทำการเกษตรจึงต้องปรับสถาพให้เหมาะสม จึงเป็นที่มาของทุ่งนาขั้นบันไดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่พลาดที่แวะชม สำหรับพวกเราก็เช่นกัน ขณะที่รถวิ่งลัดเลาะไปตามขุนเขา อยู่ๆมาเดก็จอดรถข้างทางให้เราสองคนได้ลงเดินชมทุ่งนาขั้นบันไดที่เหยียดตัวอยู่ในหุบเบื้องล่าง บรรยากาศเช้าๆ กับภาพของทุ่งนาที่เคลียเคล้าไปด้วยหมอกฝน พาลจะทำให้เราอยากจะลงไปนั่งๆนอนๆอยู่ตรงนั้นเลย แต่เพราะวันนี้ยังมีโปรแกรมอีกยาวไกล จึงต้องเดินทางต่อไปยังเมืองเทมปักซิริง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่  กุนุง กาวี อนุสรณ์สถานแห่งเมืองเทมปักซิริง

กุนุง กาวี อนุสรณ์สถานหลวง
สถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างอุทิศให้แก่ กษัตริย์และราชินีของราชวงศ์ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 ประกอบด้วยแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่แกะสลักลงไปในผาหินที่ขนาบข้างลำธารที่ไหลอยู่ในหุบเบื้องล่าง เราเดินทางมาถึงกุนุง กาวี เอาตอนที่ร้านขายของต่างๆยังไม่เปิดทำการ บรรยากาศจึงยังคงเงียบสงบ หลังจากจอดรถแล้ว มาเดก็มาช่วยจัดแจงแต่งตัวให้เราสองคน ทั้งผ้าโสร่ง ทั้งสายคาดเอว ใส่แล้วก็ดูแปลกดี หลังจากนั้นก็ชี้ทางให้เราเดินลงไปตามบันไดที่มุ่งตรงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง สองข้างทางขนาบข้างด้วยทุ่งนาขั้นบันไดเขียวชอุ่ม ยิ่งฝนเพิ่งหยุดเม็ดไป ทำให้อากาศขณะนั้นชุ่มชื้น จนต้องระมัดระวังในการเดินลงบันได เพราะอาจลื่นได้

เดินลงบันไดมาไกลพอสมควร ก็เห็นอนุสรณ์สถานที่แกะสลักลึกลงไปในผาหิน รูปลักษณคล้ายๆกับเจดีย์เรียงยาวกันไป ตอนที่เห็นในรูปไม่คิดเลยว่าจะสูงใหญ่ขนาดนี้ นอกจากผาหินที่เห็นแล้ว เดินข้ามลำธารไปอีกฝั่ง ก็จะมีสิ่งก่อสร้างลักษณะเดียวกัน เป็นการก่อสร้างขนาบกับลำธารทั้งสองข้าง บรรยากาศยามเช้าที่ปราศจากผู้คน ทำให้ที่นี่ดูขรึมขลังอย่างบอกไม่ถูก

เตียร์ตา อัมปึล บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งบาหลี

เดินชมความงามกันจนอิ่มหนำแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อ แต่เพราะตอนเข้ามาเราเดินลงบันไดมาตลอด ดังนั้นขากลับก็เป็นภาระสิครับ ว่าต้องปีนขึ้นบันไดที่ดูแล้วก็สูงไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว สำหรับจุดหมายต่อจากนี้ยังคงอยู่ในเขตเมืองเทมปักซิริง นั่นคือวัดเตียร์ตา อัมปึล หรือที่รู้จักกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบาหลีนิยมมาอาบน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะวันที่พระจันทร์เต็มดวง

เราสองคนเดินเข้าเขตวัดเตียร์ตา อัมปึล พร้อมๆกับชาวบาหลีที่มากันทั้งครอบครัว เพื่อมาสักการะเทพเจ้าและในขณะเดียวกันก็มาอาบน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วย แต่สำหรับผมแล้วคงต้องขอตัว ขอชื่นชมอยู่ห่างๆดีกว่า สำหรับบ่อน้ำชั้นแรกจะเป็นบ่อน้ำที่อนุญาตให้ชาวบ้านทำการอาบน้ำ ซึ่งน้ำเหล่านี้ต่อมาจากบ่อน้ำชั้นใน ซึ่งสามารถมองเห็นน้ำผุดขึ้นมาจากพื้นดินได้อย่างชัดเจน สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของที่นี่คือเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก จากตัววัด ถ้าเดินตามทางที่บอกว่าเป็นทางออกไปลานจอดรถ จะเหมือนว่าเราหลุดไปอยู่ในเขาวงกตของร้านขายของที่บังคับให้เดินวกวนอยู่ในนั้น กว่าจะหลุดมาก็แทบงงกับทิศทาง ทั้งๆที่ถ้าเดินตามทางที่เข้ามาวัด จะใช้เวลาไม่นานก็จะถึงลานจอดรถ เนื่องจากวันนี้เพิ่งเป็นวันแรกๆของการเดินทาง เลยยังไม่ค่อยสนใจที่จะจับจ่ายซื้อของเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ชื่นชอบการซื้อของแล้ว คงสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้เป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว

 ไร่กาแฟ กับช็อกโกแลต
จุดหมายต่อไป เป็นสถานที่ที่ผมไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องการไป แต่มาเดบอกว่าอยากให้แวะไป ซึ่งเดาเอาก็รู้ว่าน่าจะเป็นสถานที่ขายของสำหรับนักท่องเที่ยว โดยมาเดแจ้งว่าไปดูไร่กาแฟ ซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดอะไร ไปก็ไปเพราะไม่เสียอะไรอยู่แล้ว สำหรับสถานที่นี้เป็นเสมือนที่สาธิตการผลิตกาแฟแบบพื้นบ้าน มีการคั่วกาแฟให้ดูรวมถึงมีกาแฟให้ชิมฟรีๆท่ามกลางวิวทิวทัศน์ของหุบเขาเขียวขจี นั่งจิบกาแฟหอมๆพร้อมกับชมวิวท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ตอนนั้นยังคุยกันว่าเหมือนนั่งอยู่แถวๆแม่ฮ่องสอนอย่างนั้นเลย ก่อนกลับผมลองแวะเข้าไปดูที่ร้านขายของที่มีกาแฟจำหน่าย ซึ่งดูราคาแล้วก็ไม่แพงนัก เลยอุดหนุนมานิดหน่อย นอกจากนี้ก็มองไปเห็นช็อคโกแลตที่วางขายอยู่ เป็นช็อคโกแลตที่ผลิตจากโกโก้ภายในสวนแห่งนี้ ราคาอยู่ที่ 100000 รูปีต่อแท่ง ขณะนั้นก็คำนวณโดยพลันว่า 30 กว่าบาทเอง เลยอุดหนุนมาหนึ่งแท่ง แต่พอกลับมาที่รถแล้วก็ตะหงิดๆว่าทำไมเราจ่ายไปหลายรูปีจัง คิดไปคิดมา 100000 รูปีไม่ใช่ 30 กว่าบาทนี่น่า แต่มัน 300 กว่าบาทเชียวนะ กลายเป็นเสียรู้ ไปนี่ จะโทษร้านก็ไม่ได้เพราะเรามันโง่เอง

วัดงาม กลางสายหมอก
ขณะนั้นเรามุ่งตรงขึ้นเหนือ มุ่งสู่เมือง คินตามณี หมู่บ้านชายขอบภูเขาไฟ กุนุง บาตูร์  โดยมีจุดหมายอยู่ที่ วัดอูลัน ดานู บาตูร์ หนึ่งในวัดสำคัญของบาหลี ที่งดงามด้วยศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นประตูทางเข้าที่สูงใหญ่ เป็นการผสมผสานโครงสร้างที่เป็นอิฐและหินภูเขาไฟ สำหรับวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงสันเขา จึงเป็นเสมือนแนวรับลมอย่างดี ดังนั้น อูลัน ดานู บาตูร์ ในเวลาที่ผมก้าวเข้าไปพบ จึงปกคลุมไปด้วยหมอกฝน อีกทั้งลมยังคงพัดแรง พัดพาละอองฝนมาปะทะหน้าตลอดเวลา แต่ดูไปก็ช่วยขับให้วัดแห่งนี้ดูขรึมขลังขึ้นมากกว่าเดิม เหมือนเดินอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ขับกล่อมด้วยดนตรีพื้นเมือง ที่บรรเลงอยู่ในศาลาภายในวัด 

อาหารเที่ยง กับวิวลางๆของภูเขาไฟ
ออกจากวัดอูลัน ดานู บาตูร์ มาเดก็พาเราย้อนกลับไปยังเมืองคินตามณีเพื่อทานอาหารกลางวัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักไม่พลาดที่จะมารับประทานอาหารกลางวันกันที่คินตามณี เพราะสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟ กุนุง บาตูร์ ได้จากระเบียงของร้านอาหารได้อย่างชัดเจน แต่วันนี้คงไม่ค่อยมีหวังเท่าไหร่ เพราะสภาพอากาศที่ปิด ทำให้เห็นเงาของภูเขาไฟ กุนุง บาตูร์ เพียงลางๆ ผมบอกกับมาเดให้แวะร้านที่ไม่แพงจนเกินไปนัก ร้านอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่มักเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งก็เช่นเดียวกับร้านที่เราแวะ พนักงานของร้านให้การต้อนรับเราสองคนเป็นอย่างดี ดีจนสงสัยว่าทำไมช่างคุยช่างถามจัง ราคาของบุฟเฟ่ห์อยู่ที่ 100000 รูปี บวกกับภาษีอีก 21% เป็นเงินไทยก็สามร้อยกว่าบาท ตอนรู้ราคาผมก็เริ่มลังเลว่าจะแพงเกินหรือเปล่า เลยลองทำหน้าน่าสงสารแล้วต่อราคาดู อันที่จริงก็ไม่ได้หวังหรอกว่าจะลดให้ แต่พนักงานก็ใจดีบอกว่าเดี๋ยวคุยให้ แล้วก็หายไปซักพัก พอกลับมาก็มากระซิบว่าลดราคาให้เหลือ 75000 รูปีบวก 21% อันเป็นการแสดงว่าทุกอย่างในบาหลีต่อได้นะครับ  

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net