วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สายลับ พ.27 บทที่ 19


บทที่ 19

ขอย้อนกลับไปเล่าเรือง  การหลบหนีของ พโยม  โรจนวิภาต  ด้วยขบวนรถไฟจากหัวหิน  ในคืนวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2476  ซึ่งไปถึงสงขลาบ่ายวันอาทิตย์ที่ 19 โดยราบรื่น  ปราศจากอุปสรรคใดๆ  เพราะเมื่อเขาเล็ดลอดหนีมาได้โดยมีข้ออ้างว่าไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ ที่ประทับที่จังหวัดสงขลาแล้ว  สันติบาลของหลวงอดุลย์ฯ  ก็หันความสนใจไปยังบรรดา "พวกกบฎ"  ตามรายชื่อในบัญชีหางว่า  ที่กำลังค้นหาและจับกุมกันอย่างวุ่นวายอยู่ในระยะนั้นต่อไป

            พโยม  บันทึกเรื่องราวของเขาตอนเดินทางระหว่างหัวหินถึงสงขลาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน  ดังต่อไปนี้

......... รู้สึกสะเทือนใจ  เมื่อนึกถึงการสกัดกั้น  ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐาลซึ่งกระทำต่อนายพันโท  หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ วงศ์สนิท  สวัสดิวัตน์ ผู้ควบคุมขบวนรถไฟ "พิเศษ"  ออกเดินทางจากหัวหินในตอนดึกของคืนวันที่ 17 ตุลาคม 2476  หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี  ได้แปรพระราชฐานออกจากวังไกลกังวลไปแล้ว  พร้อมด้วยคณะผู้โดยเสด็จ  ด้วยเรือพระที่นั่ง "ศรวรุณ"  ซึ่งเป็นเรือยนต์ที่ไม่เคยใช้วิ่งในทะเลลึกมาก่อนเลย  นายเรือเอก หลวงประดยัตนาวายุทธ์  (เฉียบ  แสง-ชูโต)  ทำหน้าที่เป็นผูบังคับเรือ  มีทหารรักษาวังเป็นลูเรือ  และรักษาพระองค์เพียง 6-7 คน  ผู้โดยเสด็จฯในยามคับขันและฝ่าอันตรายอย่างยิ่งครั้งนี้มีสมเด็จพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์, พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี, พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช, พ.ต. หม่อมเจ้าประสพศรีจิรประวัติ  จิระประวัติ , ร.อ. หม่อมเจ้าครรชิตพล  อาภากร ร.น.,ร.ส.อ. หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล,  หม่อมเจ้านนทิยาวัติ  นายเวร (แจ่ม เงินยวง) และนายรองสนิท (สมสวาท  โชติกเสถียร) 

         เรือพระที่นั่ง  "ศรวรุณ"  มุ่งฝ่าความมืด  ของท้องทะเลไปสู่จังหวัดสงขลา  ด้วยความเร็วสูงสุดเพียงไม่เกิน 15 น๊อต

         ส่วนพระบรมวงศ์งเจ้าและข้าราชบริพาร  ที่ไม่สามารถจะอพยพไปในเรือ "ศรวรุณ" ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เดินทางโดยขบวนรถไฟ  ซึ่งทหารรักษาวังต้องไปยึดมาจากสถานีวังพง  โดยมีหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ  เป็นผูควบคุมขบวน  ทหารรักษาวัง 1 กองร้อยเป็นผู้พิทักษ์รักษาการณ์และมี เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่  นายช่างกรมรถไฟ  ทำหน้าที่พนักงานขับรถไปตลอดทางจนถึงสงขลา  (เจ้ากาวิละวงศ์ ผู้นี้ สำเร็จวิชาวิศวกรรมรถไฟจากฝรั่งเศส ชื่อไดเดย์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในปลายรัชกาลที่ 6 ) ผู้อพยพโดยรถไฟขบวนพิเศษนี้ มี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ,กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์, นายพลโทพระยาวิชิตวงศ์-วุฒิไกร (สมุหราชองครักษ์)  พระยาอิศราธิราชเวี (จางวางมหาดเล็ก) เป็นอาทิ  นอกจากนนี้ยังมีเจ้านายและข้าราชสำนักทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในอีกจำนวนหนึ่ง

          การเดินทางของรถไฟขบวนพิเศษนี้  เต็มไปด้วยอุปสรรคนานาประการ  เช่นถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลรื้อรางรถไฟเพื่อให้รถตกรางทั้งขบวน  เมื่อก่อนจะถึงสถานีประจวบคีรีขุนธ์  แต่เจ้ากาวิละวงศ์  ณ  เชียงใหม่  ก็ใช้วิธีรื้อรางเบื้องหลังขบวนรถ  เอาไปแซมตอนนที่ถูกรื้อเบื้องหน้า  รถทั้งขบวนจึงสามารถแล่นผ่านไปได้โดยปลอดภัย  แต่ก็ถูกนายสถานีประจวบคีรีขันธ์สะกัดกั้นไว้ตามคำสั่งของกรมรถไฟ  ที่พระบรมวงศ์ชั้นสูงเสด็จพร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชสำนักตามพระบรมราชโองการ----

          เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายบ้านเมืองสำแดงความลบหลู่พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ อย่างน่าชัง  ด้วยการขึ้นตรวจค้นขบวนรถอย่างละเอียด  และไม่ฟังเสียงของผูว่าราชการจังหวัดนั้น  ซึ่งดำรงเกียรติศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าคือ  หม่อมเจ้าทองเดิม  ทองแถม  ซึ่งเสด็จมาเฝ้าพระบรมวงศ์ผูใหญ่ บนขบวนรถ  และทรงขอร้องและขอรับผิดชอบในการที่จะให้ขบวนรถพิเศษนี้ผ่านไป

          เมื่อนายสถานีและผู้บังคับกองตำรวจยังยืยนกรานไม่ยอมให้ผ่าน  พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร  สมุหราชองครักษ์จึงต้องโทรเลขถึงพระยาพหลฯนายกรัฐมนตรี  และรออย่จนพระยาพหลฯโทรเลขสั่งอนุญาตมาแล้ว  ขบวนรถพิเศษซึ่งเดินทางโดยพระบรมราชโองการ  จึงออกเดินทางต่อไป ได้เมื่อใกล้รุ่งของวันใหม่  ผ่านสถานีที่ตั้งท่าจะขัดขวางการเดินทางอีกบ้าง  หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ ผู้ควบคุมก็ใช้ปืนเป็นอำนาจ  บุกเบิกทางจนถึงสงขลาในตอนเย็น----

          เหตุการณ์และความหยาบคายก้าวร้าวต่างๆ ที่พระบรมวงศ์แห่งราชวงศ์จักรี  ซึ่งมีถึงชั้น "สมเด็จเจ้าฟ้า"  พระชนมายุเกิน 70 พรรษาแล้ว  ยังต้องเผชิญในการเดินทางครั้งนั้น เป็นที่น่าสลดใจยิ่งนัก  เมื่อบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ประจักษ์ชัดอยู่ว่า  รถไฟขบวนนั้นนำเจ้านายชั้นสูงและทรงมีอาวุโส  เสด็จไปสงขลาโดยพระบรมราชโองการ  ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยืนยัยรับผิดชอบทุกประการอยู่แล้ว  การดูหมิ่นเหยียดหยามพระบรมเดชานุภาพขององค์พระประมุขแห่งชาติ  ในยุคนั้นได้ปรากฎและทวีขึ้นเรื่อยๆๆมา  นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวาระแรก  จนถึงวาระสุดท้าย  คือการสละราชสมบัติ  สมเจตนาของรัฐบาล  เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 

          ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย  เพื่อรับทราบสำเนาพระราชหัตถ์เลขาสละราชสมบัติ  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2477  นั้น พระพินิจธนาการ  ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่  ได้คัดค้านอย่างรุนแรง ต่อการที่สมาชิกได้ขอให้ทางสภาโทรเลขไปถวายความอาลัยในการที่ทรงสละราชสมบัติ....ส.ส.ผู้นี้แถลงว่าเขาไม่เห็นสมควรที่จะโทรวเลขไปเสียใจให้เสียอัฐเปล่าๆ "โอกาสเช่นนี้จะหาได้ที่ไหนในชีวิตของพวกเรา  ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยว่า มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องแสดงความเสียอกเสียใจ"

          ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสได้พบเพื่อน....นายเรือเอกสงบ  จรูญพร บนขบวนรถไฟด่วน  วันที่ 19 พฤศจิกายน 2476  จนกระทั่งถึงสงขลา  จึงเห็นหน้ากันแว่บหนึ่ง  เมื่อเขาโบกมือลาอยู่ห่างๆ ในขณะที่ต่างก็กำลังเดินออกจากสถานี  แยกกันไปขึ้นรถยนต์

         ที่พักของข้าพเจ้าและผู้ช่วย  ในบริเวณวังสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์        ที่จังหลวัดสงขลาซึ่งพระยาอิศราธิราชเสวีจางวางกรมมหาดเล็กจัดให้อยู่นั้นคงจะเคยใช้เป็นที่อยู่ของมหาดเล็กหรือเจ้าหน้าที่ประจำวังนั้นมาแต่เดิม  เพราะสร้างไว้ใกล้กับพระตำหนักใหญ่  จนสามารถมองเห็นที่อยู่บนตำหนักนั้นได้ถนัด  ที่ทำการชั่วคราวของกรมมหาดเล็ก  และกรมวังในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จฯแปรพระราชฐานมาประทับ  ก็คงจะรวมกันอยู่ในเรือนหลังนี้  ข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะสนใจกับสิ่งอื่นใดที่ในวัง  เพราะต้องรีบลงมือทำรายงานในทันทีที่มาถึงเพื่อจะได้ทูลเกล้า ฯ ถวายโดยเร็วที่สุด  พระยาอิศราฯ  ได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบแล้วว่า  ในขบวนรถด่วนเที่ยวนี้มีผู้ใด มาจากสำนักพระราชวังในกรุงเทพบ้าง  ข้าพเจ้าจึงถูก จางวางมหาดเล็กเร่งรัดจะนำรายงานขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

            ข้าพเจ้าเขียนรายงาน  ตามเอกสารและบันทึกเตรียมมาจากกรุงเทพฯ ส่งให้ "พ20" ผู้ช่วย  เร่งมือพิมพ์เรื่อยไปจนจบ  เมื่อตรวจ, ทานเสร็จแล้วก็เซ็นชื่อรหัส "พ 27" และ "พ20" พร้อมด้วยชื่อจริงทั้งสองคน  นับเป็นครั้งแรกที่รายงานราชการพิเศษของเราไม่มีชื่อ "วรพงศ์"  เซ็นกำกับ  และก็เป็นรายงานลับ  ฉบับสุดท้ายของเราอย่างแท้จริงด้วย

           ตอยท้ายของรายงาน  ข้าพเจ้าเขียนข้อความกราบบังคมทูลเรื่องส่วนตัว  ที่กำลังถูกตำรวจของรัฐบาลตามล่าและท่านเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์  เห็นสมควรให้หลยลี้หนีภัยการเมืองไปอยูที่เมืองปีนัง- ถ้าการอยู่ในพระราชฐานที่สงขลาจะไม่ปลอดภัย ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ทราบอยู่แล้วว่า ตำรวจได้เข้าไปถามหาตัวข้าพเจ้าถึงที่กรมบัญชาการในพระบรมมหาราชวังมาแล้ว  จึงเชื่อได้ว่าเขาจะต้องติดตามมาจับกุมถึงสงขลานี้ด้วย...

          " ข้าพระพุทธเจ้า จึงขอพระราชทาน พระบรมราชวโรกาสกราบถวายบังคมลาออกไปอยู่นอกประเทศสยาม จนกว่าสถานการณ์จะอำนวยให้ให้ได้กลับมารับราชการ ฉลองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีต่อเบื้องยุคลบาทสืบต่อไป_____ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ "

            ขณะเขียนคำกราบบังคมทูลนี้  ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่า  จะได้มีโอกาสกลับมารับราชการในราชสำนักต่อไปอย่างแน่นอน  ช่างไม่มีสังหรณ์ใจแม้สักนิดว่า  โอกาสดังกล่าวนั้นคือ " อวกาศ " ที่ไม่มีวันจะมีตัวมีตนขึ้นได้เลย

           " ผมจะนำขึ้นทูลเกล้าถวายเอง "  พระยาอิศราธิราชเสวี  จางวางมหาดเล็ก  บอกข้าพเจ้าเมื่อเราทำรายงานเสร็จเรียบร้อย

          " ระหว่างนี้  พระเจ้าอยู่หัว  กำลังทรงกลุ้มพระทัยมาก  คุณอย่าขึ้นไปเฝ้าฯ  ให้เป็นที่รบกวนพระราชหฤทัย  เลยนะ "  เสียงอ่อนๆ ของจางวางมหาดเล็ก  แสดงให้เห็นความรู้สึกของบรรดาข้าราชสำนัก  ในพระราชฐานชั่วคราวแห่งนี้ว่า  เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง  ซึ่งเราทั้งสองก็รูสึกเช่นเดียวกัน  เพราะตลอดเวลาที่เรามาพักและทำงานอยู่ ณ ที่นี้  เราได้แลเห็นพระประมุขแห่งชาติ   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงดำเนินวนเวียน  กลับไปกลับมาอยู่ในท้องพระโรงชั้นบนของพระตำหนักใหญ่นั้น ไม่หยุดหย่อน  ในพระอริยาบถซึ่งมีคำเปรียบเทียบไว้ว่า  " เหมือนชะมดที่อยู่ในกรง "

            โอ้อนิจจา....พระมหากษัตริย์ผู้อาภัพของไทย  ไฉนความปราถนาดีของพระองค์ต่อพสกนิกร ชาวสยามจึงนำความร้อนรุ่มกล้มพระราชหฤทัยอย่างหนักหน่วงถึงขนาดนี้

           "ความจริง ท่านผู้สำเร็จราชการ ให้ผมมาทูลเกล้าฯถวายรายงาน  แต่ผมก็ได้เห็นกับตาอยู่แล้วว่า  พระเจ้าอยู่หัวกำลังไม่ทรงสบายพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง  จึงไม่จำเป็นที่ผมจะต้องขึ้นเฝ้า ฯ ทูลเกล้าก็ได้ "

            เมื่อเห็นรอยยิ้มปรากฎขึ้นที่มุมปากของจางวางมหาดเล็กข้าพเจ้าก็จับกางเกงแพรดึงขึ้นนิดหน่อย  และพูดสอดเสริมว่า

           " อีกประการหนึ่ง  ผมนุ่งกางเกงตัวเดียวนี้มาจากกรุงเทพฯ เสื้อก็สีไข่ไก่...สกปรกด้วยไม่มีเครื่องแต่งตัวมาเปลี่ยน   จะขึ้นไปเฝ้าฯ ได้ยังไง "

            คำอธิบายนี้  ทำให้ท่านจางวางพิศดูสาระรูปของข้าพเจ้าแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นอีกหน่อย   ความจริงเสื้อชั้นนอกไม่สกปรกอะไรมากนัก  บนรถไฟเมื่อคืนวาน  ข้าพเจ้าก็ยังได้ถอดออกให้สุภาพสตรีผู้หนึ่งห่มคลุมกันความหนาว  เธอเป็นภริยาคุณหลวงข้าราชสำนักท่านหนึ่ง  ซึ่งตามเสด็จจากวังไกลกังวลไปสงขลาโดยขบวนรถไฟ  " มหาภัย" เมื่อเดือนก่อน  ภริยาจึงเดินทางไปเยี่ยม.....

            เมื่อได้ส่งรายงานขึ้นไปทูลเกล้าฯถวายแล้ว  ข้าพเจ้าและผู้ช่วยก็รอฟังข่าวการเคลื่อนไหวของสถานณการณ์บ้านเมืองอยู่เงียบๆ  ซึ่งก็มีแต่เสียงวิทยุของรัฐบาล ฟังได้กะท่อนกะแท่นเต็มที  เพราะอากาศรบกวน

           เช้าวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2476  ทางราชสำนักที่สงขลาได้รับรายงานว่า คณะรัฐบาลจะพาเดินทางมาเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวในวันพุทธที่ 22 หรือวันพฤหัสที่ 23 เพื่อกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ฯ  กลับกรุงเทพ ฯ  เพื่อทรงประกอบราชพิธีเปิดสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 ธันวาคม

           มีรายงาน  "ลับเฉพาะ" ส่งมาด้วยว่า  ในโอกาสที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทครั้งนี้  รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์  บางพระองค์  และ  "ขอตัว" ข้าราชสำนักบางคนไปสอบสวนเกี่ยวกัยกรณี " กบฎบวรเดช " ด้วย

           ข่าว "ลับเฉพาะนี้" เป็นข่าวยิ่งใหญ่ในรอบปี 2476 สำหรับเจ้านายหลายพระองค์  รวมทั้งข้าราชสำนักผู้ใช้รหัส " พ.27 " ด้วย

           ดังนั้น  เจ้านายบางพระองค์ที่ทรงทราบว่า  พระชาตากำลังตกอยู่ในเกณฑ์ " เทวดา จร " เข้าทับพระบาท  ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องเสด็จจรลี หนีจากพารา เมื่อผีป่ามากินคน จึงทรงเร่งร้อนเตรียมพระองค์เพื่อรีบรุดออกจากสงขลาโดยด่วน  ข้าพเจ้าและ พ.20 ผู้ช่วยไม่มีอะไรต้องเตรียม  จึงได้แต่รอฟังพระราชกระแสเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า

           บ่ายวันนั้น...พระยาอิศราธิราชเสวี  มาแจ้ว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสให้รองเส-วก ตรี   พโยม  โรจนวิภาต  ออกไปอยู่  เมืองปีนังจนกว่าเหตุการณ์จะเรียบร้อย ....  ให้เจ้ากรมมหาดเล็กจ่ายเงินค่าใช้สอยให้ตามสมควร.....ซึ่งหมายความว่าจะต้องออกจากสงขลาโดยด่วน

           พระยาอิศรา ฯ มอบเงินค่าเดินทางและใช้สอยให้ 500บาท  และบอกว่าจะส่งเพิ่มเติมไปให้อีก  เมื่อข้าพเจ้าต้องการ

           ข้าพเจ้าก้มเกล้าฯ  ถวายบังคม  ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ   ที่โปรดเกล้า ฯ พระราชทานแก่  แก่ข้าราชการผู้น้อยในยามยุ่งยากเช่นนี้

           พระบรมวงศานุวงศ์ที่มาประทับแรมอยู่สงขลา  หลายพระองค์จะต้องหลบลี้หนีจากไป...ทอดทิ้งให้พระมหากษัตริย์ทรงฝืนพระทัยให้เผชิญหน้ากับคณะรัฐบาล   เป็นครั้งแรกหลังจากการปฏิวัติซ้อนของ  พระองค์เจ้าบวรเดช  จะต้องทรงจำพระทัย สดับคำกราบทูล ด้วยวาจาที่เคลือบหวานและเต็มไปด้วยเล่ห์กะเท่ ร้อยแปดพันประการ อย่างน่าเอือมระอาพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย มีหน้าที่ต้องระทดระทมพระราชหฤทัยเช่นนี้แหละหรือ?

โดย คนโคก

 

กลับไปที่ www.oknation.net