วันที่ พุธ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นี่คือ Crisis managementและผู้บริหารวิกฤติต้องทันข่าว ชัดเจน และฉับไว


วันพุธที่ 10 มกราคม

         รัฐบาลชั่วคราวของนายกฯสุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคณะรัฐมนตรี “ขิงแก่” ของท่านจะสามารถผ่านการทดสอบว่าด้วยยุทธศาสตร์แห่ง “การบริหารบ้านเมืองในยามวิกฤติ” หรือ crisis management ได้อย่างไร
         ขอเน้นว่าไม่ใช่เพียงแค่สอบผ่าน “ได้หรือไม่” แต่จะฝ่าข้ามไป “ได้อย่างไร” นะครับแปลว่าเราไม่มีเวลาสำหรับการรีรอ ไม่มีโอกาสสำหรับการ “ลองผิดลองถูก” และไม่มีข้อแก้ตัวว่าเวลาน้อย
        เพราะ “ขุนพลผู้อาสา” คณะนี้เข้ามาด้วยความรู้อยู่เต็มอกว่า กรอบเวลาคือ 1 ปี และภารกิจหลักคือการจัดการให้ประเทศชาติเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้กติกาที่โปร่งใสเป็นธรรม
        และภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการทำให้คนไทยมีความเลื่อมใสศรัทธาในความเป็น “ผู้เสียสละ” ของท่านที่ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่มีความต้องการที่จะ “สืบทอดอำนาจ” ที่เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน
         คณะรัฐมนตรีชุดนี้จึงต้องสำนึกในหน้าที่หลัก นั่นคือการบริหาร crisis นี้ให้ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ...ไม่ใช่เป็นห่วงเป็นใยในนโยบายปลีกย่อย หรือ “วาระปลีกย่อย” ที่เป็นความเชื่อและทิศทางที่ตนอยากเห็น
         ไม่ผิดครับที่รัฐมนตรีบางท่านจะมุ่งผลักดันนโยบายที่ตนเชื่อว่าจำเป็นต้องทำให้เสร็จ เพราะรัฐบาลที่มี ส.ส. และนักการเมืองเป็นผู้กำหนดทุกอย่างนั้น จะไม่มีความกล้าหาญหรือ political will เพียงพอที่จะทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” แต่ “ไม่ถูกใจ” กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม
          แต่ความจำกัดของเวลาและความคาดหวังของประชาชน ทำให้ท่านทั้งหลายจะต้องตัดใจกับเรื่องรายละเอียด หันมาจัดการเรื่องใหญ่ที่บ้านเมืองจะต้องเห็นว่าเกิดขึ้นได้ นั่นคือ
     1.ปราบปรามคอร์รัปชันโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลก่อนอย่างจริงจัง แสดงถึงความไม่กลัวอิทธิพลของอำนาจเก่าและพร้อมที่จะชำระสะสางบ้านเมืองให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะสะอาดได้
     2.ออกกฎหมายว่าด้วยการทับซ้อนผลประโยชน์ของนักการเมือง, ข้าราชการประจำ และธุรกิจ เพื่อสลาย “สามเหลี่ยมแห่งความชั่วร้าย” ที่เป็น มะเร็งทำลายชาติอยู่ทุกวันนี้
     3.สลายค่านิยมของระบอบ “ประชานิยม” และสร้างคุณค่าแห่งการ “ร่วมกันสร้างชาติ” บนพื้นฐานของการมีบทบาทอย่างแท้จริงของประชาชนทุกภาคส่วน
      4.วางกติกาพื้นฐานที่จะปกป้องเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อสารมวลชน, สร้างความแข็งแกร่งให้กับสื่อ, ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย “เสรีภาพแห่งข่าวสาร” หรือ freedom of information act ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทุกหน่วยงานราชการอย่างง่ายดายและทันท่วงที
      5.ผลักดัน, ประสาน และส่งเสริมให้มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนมากที่สุด
 เหตุระเบิดป่วนเมืองที่แถมมาตั้งแต่วันสุดท้ายของปี ก่อนประกอบกับความขัดแย้งทางการเมือง ยิ่งทำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ต้องตระหนักในบทบาทหน้าที่ของการเป็น crisis managers ซึ่งหมายถึงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว, ฉับพลัน, สามารถจะวิเคราะห์สถานการณ์ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างรอบด้าน และมีทีมข่าวสารข้อมูลพร้อมที่จะบอกกล่าวผ่านสื่อไปถึงประชาชนอย่างทันอกทันใจ
          และเมื่อสื่อทั้งหลายเชิญหมอดูทั้งหลายมาทำนายข่าวร้ายตามดวงดาว ก็ควรที่ทีมบริหารประเทศชาติจะส่งคนออกมาบอกกล่าวกับประชาชนว่า ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองย่อมไม่นั่งรอให้ “ทิศทางของดวงดาว” มากำหนดอนาคตของคนทั้งประเทศ
          บ้านเมืองนี้ไม่ได้ถูกบริหารโดยหมอดูและดวงดาวเป็นแน่แท้
          ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา เห็นแต่ผู้นำทหารของ คมช. กับนายกฯ เท่านั้นที่ออกมาแสดงความเห็นต่อบ้านเมือง
          ท่านรัฐมนตรี, ท่านปลัด, ท่านอธิบดี, ท่านที่กินเงินเดือนประชาชนเพื่อดูแลบ้านเมืองทั้งหลาย ออกมาบอกกล่าวกับชาวบ้านว่ากำลังทำอะไรอยู่...กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายปล่อย “เกียร์ว่าง” ไม่ได้นะครับ
          ผู้บริหารบ้านเมืองยามมีคนพยายาม “ป่วนเมือง” นั้น จะต้องสื่อกับประชาชนตลอดเวลา วันละ 24 ชั่วโมง

โดย กาแฟดำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net