วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

H a l o n g B a y ... ความงามของเส้นทางสู่ ฮาลอง เบย์ ..


June 09, 2008

Halong Bay ... ความงามของเส้นทางสู่ ฮาลอง เบย์ ..

ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตรจากนครฮานอย เป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง ที่เราตั้งใจจะเดินทางไปเยือนในวันนี้ .. ระยะทางที่ไกลโข ฟังแล้วน่าระเหี่ยใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนามมีการจำกัดความเร็วในการขับรถผ่านชุมชน ซึ่งจะกำหนดไว้ที่ประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเมื่อออกจากชุมชนเข้าเขตทางหลวงความเร็วจะถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

แต่การเดินทางของเราก็ผ่านไปแบบไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เพราะสองข้างทางมีวิว ทิวทัศน์แบบชนบทช่วยให้ดูเพลินๆ นาข้าวสุดลูกหูลูกตาสีเขียว … เขียวจริงๆจังๆ เหมือนของปลอมปรากฏอยู่ในสายตา ตลอดเส้นทาง ไกด์เล่าให้ฟังว่าในเวียดนามมีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ระบบการชลประทานยอดเยี่ยม ประกอบกับคนเวียดนามขยันขันแข็ง ขะมักเขม้นกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ จึงทำให้สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง และสามารถส่งออกข้าวได้ถึงปีละกว่า 50 ล้านตัน .. ติดอันดับโลกในการส่งข้าวออกขายในตลาดโลก จะเป็นรองบ้างเล็กน้อยก็เพียงประเทศไทยแห่งเดียว แต่หากวัดด้วยพื้นที่แล้ว เวียดนามสามารถปลูกข้าวและให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่าประเทศไทยมาก .. นับว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคตสำหรับประเทศไทยทีเดียวค่ะ

ภาพชาวนา ทุ่งนา วัว ร่องสวนผัก สวนผลไม้ และแปลงข้าโพดที่มีให้เห็นตลอดทาง ไกลสุดลูกหูลูกตา บางช่วงเราผ่านแม่น้ำ สะพาน ที่แสงแดดส่องสะท้อนผืนน้ำเป็นประกายระยับ ..

ที่น่าสังเกตก็คือตามรายทางจะมองเห็นธงสีแดง และผ้าแดงที่มีตัวอักษร อยู่บนอาคาร บ้านเรือน หรือตามท้องถนน เป็นระยะๆ .. ไกด์ของเราอธิบายว่า ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาเฉลิมฉลองวันรวมชาติของเวียดนาม ซึ่งจะมีงานใหญ่ประจำทุกปี ในวันที่ 30 เมษายน ถนนหนทางของทุกเมืองใหญ่จะมีการประดับธงทิวเพื่องานนี้กันอย่างเอิกเกริก อีกทั้งเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนเกิดของลุงโฮ (19 พฤษภาคม 1890) ชาวเวียดนามจึงประดับธงเพื่อเป็นเกียรติ์แก่ท่านวีรบุรุษของชาติ

ช่วงหนึ่งของการเดินทาง เราผ่านแม่น้ำแดง .. มองเห็นสะพานในสมัยอาณานิคม และเป็นสะพานยุทธศาสตร์ในสมัยสงครามเวียดนามอีกด้วย .. สะพานนี้ถูกทิ้งระเบิด และได้รับความเสียหายในช่วงสงคราม แต่ได้รับการซ่อมแซมในยุคต่อมา

ก่อนถึงอ่าวฮาลอง รถโดยสารนักท่องเที่ยวทุกคันจะแวะพักที่เมืองไฮเดือง ที่มีร้านค้าขนาดใหญ่ของชุมชนแห่งหนึ่ง .. สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่เป็นงานหัตถกรรม มีทั้งผ้าปัก เครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้าน สดใส งานแกะสลักไม้ อัญมณี และอาหารประเภทผลไม้แปรรูปต่างๆ

ลูกค้าได้รับการต้อนรับด้วยของว่าง ที่มีให้ทานกันเพลินๆ พร้อมกับชาร้อนๆรสชาติดี ซึ่งหากติดใจในรสชาติ ก็สามารถซื้อหาติดไม้ติดมือเป็นของฝากญาติมิตรกันได้ในราคาพอควร

สิ่งที่เรียกความสนใจจากฉันได้มากมาย ก็คือ การได้เฝ้าดูเด็กๆในท้องถิ่นที่กำลังขะมักเขม้นสาวด้ายสีสวยที่ใช้ปักขึ้นๆลงๆไปตามลวดลายสวยงามที่กำหนด เช่นภาพของวิถีชีวิตชาวเวียดนามในแง่มุมต่างๆที่ประณีต สวยงามมาก เด็กๆดูท่าทางคล่องแคล่ว ชำนาญในงานปัก ..

เด็กส่วนใหญ่ที่เห็น ดูเหมือนเด็กที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ .. ไกด์ได้อธิบายให้ฟังว่า เด็กๆเหล่านี้เป็นเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง (Agent Orange) เมื่อครั้งสงครามเวียดนาม ฝนเหลืองทำให้ยีนในพันธุกรรมไม่ปกติ และเด็กที่เกิดมาต้องพิการ ทางการของเมืองได้คัดเลือกเด็กเหล่านี้เข้ามารับการฝึกงานอาชีพ .. รวมถึงการปักผ้า .. เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเด็กเหล่านี้อีกทางหนึ่ง ..

ฟังแล้วเศร้าและหดหู่ในใจบอกไม่ถูกค่ะ .. ตราบจนปัจจุบัน คนเวียดนามบางคนยังคงต้องรับกรรมที่เกิดจากสงคราม ที่แม้จะจบสิ้นไปเกือบสี่สิบปีแล้ว แต่ผลพวงของสงครามก็ยังตามมาหลอหหลอนคนบางคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากนี้ .. ร้านค้าแห่งนี้ยังมีสินค้าจำพวกเซรามิค ถ้วยกาแฟ แจกัน ถ้วยชาม เครื่องประดับจากหิน หยก งาช้าง และงานไม้แกะสลัก รวมทั้งเสื้อผ้าไหมและผ้าฝ้ายไว้ขายให้กับนักท่องเที่ยวด้วย

จากนั้นรถมินิบัสพาเราแล่นผ่านเมืองท่าที่สำคัญของเวียดนามคือเมืองไฮฟอง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของเวียดนาม เป็นเขตอุตสาหกรรม มีโรงานเครื่องจักรกล กระจก ซีเมนต์ เกิดขึ้นมากมายตลอดเส้นทาง .. เมืองแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์การสู้รบที่ทำให้ทั้งกองทัพเรือของจีน มองโกลและฝรั่งเศสต้องพ่ายแห้ และถอยกลับไปในที่สุด

เมื่อเราเดินทางต่อจนเข้าใกล้ตัวเมือง .. ภาพของถนนหนทางที่ทันสมัย ที่ไกด์บอกว่าเป็นการถมทะเลเพิ่มเนื้อที่ให้กับเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โรงแรมหลายระดับที่ผุดขึ้นให้เห็นตลอดสองข้างทาง .. บ่งบอกให้รู้ว่าเมืองแห่งนี้มีการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ก้าวไกลไปกว่าเดิม

ยามเย็น .. หลังทานอาหาร ฉันเลือกที่จะเดินเล่นชมเมืองยามราตรี เดินลัดเลาะไปตามถนน ชมภาพวิถีชีวิตชาวเวียดนาม ในปี 2008 เป็นปีโปรโมทการท่องเที่ยวฮาลองเบย์ อาคารในโซนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่นโรงแรม ภัตตาคาร ร้านขายเครื่องดื่ม เบียร์ เหล้า รวมถึงถนนหนทางในใจกลางเมือง ต่างแข่งขันกันประดับไฟหลากสี จนฉันนึกว่าเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาสเสียอีก

ชอบใจกับรถเทียมม้าที่เห็นตามถนนในเมือง รถม้าที่นี่มีหลายสีสันให้เลือกนั่งกินลม ชมวิวกัน  ชิลชิล .. หรือหากอยากจะนั่งซิกโค่ ที่นี่ก็มีให้เลือกเช่นกัน ที่ฉันเห็นว่าน่ามีความสุขและน่าสนใจกว่าในเมืองฮานอยก็คือ เมื่อนั่งซิกโค่ที่นี่คงไม่ต้องคอยหวาดผวา กังวลกับกองทัพมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ รถจักรยานมากมาย ด้วยที่ฮาลองเป็นเมืองที่เล็ก และเงียบกว่าที่ฮานอยเยอะ

ในเมืองมีรถแท็กซี่บริการด้วยค่ะเป็นแบบแท็กซี่มิเตอร์ซะด้วย หากอยากจะออกมาเดินเล่น ช้อปปิ้ง ก็สามารถทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพารถใหญ่ที่เป็นพาหนะหลักของการเที่ยวในครั้งนี้ค่ะ

ที่เที่ยวในตัวเมืองฮาลองนอกจากแหล่งบันเทิงแล้ว ยังมีโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ ที่เล่าขานเรื่องราว วิถีชีวิตของชาวเวียดนามให้เลือกชมเช่นเดียวกับที่นครฮานอย หรือหากใครที่อยากเสี่ยงดวง กาสิโนแห่งใหม่ที่เปิดให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติใกล้ๆกับ Halong Plaza Hotel อาจจะช่วยให้คุณมีลุ้นในบางค่ำคืน .. สำหรับฉันขอบายค่ะ

สถานที่อีกแห่งที่น่าสนใจยามค่ำคืน คือ Night Market ซึ่งเป็นสถานที่ขายของที่ระลึก เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ช่วงเย็นๆจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม พ่อค้าแม่ค้าที่นี่มีกลยุทธ์ในการขายที่เรียกว่าตื้อเท่านั้นที่ครองโลก สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับไข่มุก ของที่ระลึกทำจากเปลือกหอย ตุ๊กตาไม้สาวเวียดนาม บางร้านมีหมวกกะโล่ของทหารเวียดนาม และเสื้ออังเคิลโฮ .. เสื้อยืดดาวแดงสุดฮิต

สิ่งที่หลายคนแนะนำในการซื้อสินค้าในเวียดนาม คือ อย่าด่วนตัดสินใจจับจ่ายในราคาแรกที่ถามไถ่ จงใช้ความสามารถในการต่อรองของคุณให้เป็นประโยชน์ ด้วยสินค้าทุกชิ้นสามารถต่อรองได้ในราคาประมาณครึ่งหนึ่งของราคาแรกที่พ่อค้าแม่ค้าบอก อยากจะแนะนำให้เดินไปเรื่อยๆ ถามไถ่ ต่อรองราคาหลายๆเจ้าก่อนตกลงใจซื้อ

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net