วันที่ อังคาร มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราจะรอดกันไหมหนอ??


patisserie shop

     

    ไม่นึกเลยนะครับ ว่าจะต้องมาเจอวิกฤตด้านเศรษฐกิจกันอีกรอบภายในระยะเวลา 10 ปี ผลพวงจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยหลักด้านการผลิต พาเอาสินค้าอื่นๆวิ่งตามกันเป็นแถว จนชาวบ้านหาเงินตามไม่ทัน ไม่เพียงแต่ประชาชนผู้บริโภคจะแย่เท่านั้นครับ ผู้ผลิตเองก็ต้องกัดฟันกลืนเลือดกันเป็นแถว  นี่ก้อเวียดนามลดค่าเงินด่องไปแล้วด้วยเจออัตราเงินเฟ้อเข้าไปอย่างหนัก มาเลเซียเองก็ต้องขึ้นราคาน้ำมันเพราะสุดกลั้นที่ต้องเอางบประมาณไปอุดหนุน ส่วนบ้านเราก็จะพิเศษกว่าประเทศอื่นก็ตรงที่มีปัญหาการเมืองมาตอกย้ำความเครียดกันเข้าไปอีก  คนไทยเราก็ต้องไม่ประมาทครับ ผมว่าเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่คล้ายๆกับวิกฤตปี 40 กันไว้บ้างก็ดีนะครับ

    ช่วงนี้เป็นขาลงสำหรับหลายๆธุรกิจครับ รวมถึงธุรกิจกาแฟและเบเกอรี่ด้วยที่ยอดขายลดลงอย่างน่าใจหาย ต้นเดือนที่ผ่านมาสำหรับผมเองจัดว่าเงียบมาก จากที่เคยทำขนมกันมือพันกับเท้าอุตลุด ลูกค้าพร้อมใจกันกินแกลบกินเกลือหรืออย่างไรก็มิทราบได้ แต่ขอบอกว่าเงียบจริงๆ เลยต้องทำคุกกี้เก็บสต็อคไปพลางๆ พอเจอปัญหานี้(อีกแล้ว??) ก้อต้องมาขบคิดกันครับ ว่าเราจะอยู่รอดได้อย่างไรในสภาวะการณ์แบบนี้ แล้วเราจะนำพาธุรกิจนี้ให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้กันยังงัยนะครับ เอ้า..มาฟังกัน ( ซีเรียสหน่อยนะครับ อิอิ)

    1. การขึ้นราคาสินค้าและบริการ   อะ อ๊ะ อย่ารีบนักสิครับ คุณคำนวณต้นทุนของคุณกันดีแล้วยังครับ? แหม ไม่ใช่ว่าพอน้ำมันขึ้นก็ต้องขึ้นราคาสินค้าทันทีทันใด้ แต่เดี๋ยวพอน้ำมันลดคุณก็ทำลืมๆกันไป แต่คนทานเค้าไม่คิดอย่างนั้นสิครับ พอขึ้นราคาขึ้นปุ๊บ คนที่เคยทานก็ต้องคิดก่อนที่จะจ่ายกันทั้งนั้นล่ะครับ ดีไม่ดีอาจจะเลิกทานไปเลยก็ได้ กลับแย่กว่าไม่ขึ้นราคาเสียอีก อย่าลืมนะครับว่า กาแฟและเบเกอรี่ ไม่ใช่อาหารจำเป็น ราคาขายก็ไม่ใช่ถูกๆที่จะทานกันได้ทุกวัน ผมว่ามันออกจะง่ายไปหน่อยหากจะคิดขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยกำไรที่หายไป ช่วงนี้ก็ต้องยอมกำไรน้อยกันดีกว่าที่จะไม่มีรายได้เข้ามาเลยจะดีกว่านะครับ

"ไม่เห็น ไม่กิน ไม่เห็น ไม่กิน...."

คุณคงไม่อยากเห็นลูกค้าของคุณเดินผ่านร้านในลักษณะนี้หรอกนะครับ  

   2. ลดเลิกรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แน่นอนครับว่าที่ไหนก็ต้องทำกัน เราลองมาพิจารณาหน่อยสิครับว่ามีรายจ่ายอะไรบ้างที่เราพอจะลดลงได้บ้าง อาทิเช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ก็ต้องให้ลูกจ้างช่วยกันประหยัดกัน แต่เรื่องที่จะลดแรงงานในร้านขอให้เป็นตัวเลือกสุดท้ายจริงๆนะครับ (ผมว่ากรณีนี้ ร้านคุณคงอาการโคม่าแล้วล่ะครับ)  ค่าโฆษณานี่ก้ออยู่ในข่ายที่พอจะลดได้ครับ ค่าน้ำมันรถนี่อาจจะลดยากหน่อย ฉะนั้นก่อนออกรถควรคิดว่าไปทำธุระอะไรพร้อมๆกันหลายแห่งจะได้คุ้มค่าน้ำมันนะครับ (แต่ถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ 50 บาท ผมว่าจะหาเกวียนมาเทียมม้า เทียมวัว ไปส่งขนมแล้วล่ะครับ กินหญ้าประหยัดซู้ดดดดดด.....) ควรพยายามลดรายจ่ายที่ไม่กระทบกับคุณภาพสินค้าและบริการนะครับ ไม่ใช่ลดไปเสียทุกอย่างจนสินค้าเราไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน แล้วลูกค้าจะพากันหนีหายกันอีกสิครับ

สต็อคเยอะโคตร....แล้วตรูจะทำอะไรก่อนล่ะเนี่ย????

 3. ควบคุมต้นทุนการผลิต อันนี้สำคัญเลยครับ จุดนี้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของสินค้าในร้านด้วยอีกทั้งเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของธุรกิจเลยทีเดียว เราลองมาพิจารณาถึงวัตถุดิบที่เรานำมาทำขนมสิครับ โห...แต่ละตัวก็พากันขึ้นราคาทั้งนั้น ทั้งแป้ง น้ำตาล ไข่ไก่ สารพัด หากจะลดสัดส่วนลง ก็ทำให้ขนมเราไม่อร่อย ข้อนี้ผมแนะนำให้ผู้ผลิต ขยันทำการบ้านหน่อยครับ                     

      อันดับแรกเลยคือการจัดซื้อและสต็อคของคุณ หากวัตถุดิบมีราคาค่อนข้างผันผวนก็น่าจะมีสต็อคที่มากหน่อยครับ แต่หากราคาวัตถุดิบไม่ขยับขึ้นมานัก การมีสต็อคเอาไว้เยอะๆก็เหมือนดองเงินสดไว้ในของนะครับ ฉะนั้นช่วงนี้ควรสงวนเงินสดไว้ก่อนดีกว่าครับ แล้วที่สำคัญอีกอย่างคือ อย่าลืมตรวจดูวันหมดอายุของสินค้าด้วยนะครับ เพราะหากเป็นสินค้าที่หมดอายุเร็ว ก็ไม่ควรสต็อคไว้มาก เพราะถ้าหมดอายุใช้ไม่ได้ก็ไม่มีความหมายครับ เวลาทิ้งของทีงี้น้ำตาร่วงเชียวล่ะ

     ต่อมาก็ ลองหาวัตถุดิบใหม่ๆจากซัพพลายเออร์ใหม่ๆดูบ้างสิครับ เผื่อว่าจะได้ราคาที่ถูกกว่า อย่าลืมนะครับว่าเดี๋ยวนี้การค้าเสรี ซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ก็อยากจะได้เกิดในวงการบ้าง ลองดูวัตถุดิบใหม่ๆที่คุณภาพทัดเทียมหรือดีกว่าที่เราใช้อยู่ หากราคาไล่เลี่ยกันกับของเดิมที่เราใช้อยู่ก็ต้องมาดูที่คุณภาพ ยกตัวอย่างแป้งสาลีทำเค้ก เดิมผมใช้อยู่กก.ละ 36 บาท พอขยับขึ้นมาเป็น 42 - 45 บาทแล้ว เลยต้องเปลี่ยนมาใช้อีกยี่ห้อซึ่งคุณภาพเท่ากัน(อันนี้ต้องลองใช้ดูก่อน) ราคาแค่กก.ละ 36 บาท แล้วจะจ่ายแพงกว่าทำไม ชิมิ???  หรือลองใช้วัตถุดิบใหม่ๆที่ลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มปริมาณสินค้าได้มากขึ้นในต้นทุนที่เท่ากัน อาทิเช่น ลองใช้ผงสำเร็จรูปทำคัสตาร์ดดูบ้าง ถ้ารสชาติไม่เลวเกินไปนัก อีกทั้งประหยัดเวลา  ผมว่าบางทีต้องเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาบ้างครับเพื่อให้ธุรกิจของเราอยู่ได้

ทำขนมใหม่ๆออกมาขายบ้างเด้อ คนกินเค้าเบื่อเมนูเดิมๆแล้วอ่ะ.....

  4. เพิ่มผลผลิตสินค้าใหม่ๆ    การเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่นี่ไม่ง่ายเลยนะครับ จุดนี้ก็สำคัญเพราะคงไม่มีลูกค้าไหนทนทานขนมซ้ำๆกันอยู่ได้นานๆ เจ้าของร้านต้องเอาใจใส่เช็คเรทติ้งสินค้าในร้านบ้าง หัดเปิดหูเปิดตาทำขนมใหม่ๆออกมาบ้าง คนที่เก่งจริงๆจะต้องทำขนมได้มากชนิดจากวัตถุดิบที่มีอยู่แล้ว ไม่ควรขยายเมนูมากจนสต็อคบานเบอะ บางร้านทำขนมใช้ไข่แดงเยอะ ไข่ขาวเหลือบานเบอะจนต้องทิ้ง ถ้าเราไม่ทิ้งก้อต้องหาเมนูใหม่ๆที่ใช้ไข่ขาวเป็นหลักบ้าง อย่างตอนนี้เทรนด์ คุกกี้มาคารอง (Macaroon) กำลังมาแรง ไข่ขาวก็สามารถนำมาทำได้แล้วจะทิ้งทำไมล่ะเนี่ย?? หรืออาจจะเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ที่เข้ากับสินค้าตัวเดิมเช่น ทำไอศครีมหรือรับไอศครีมมมาขายเสริมก็น่าจะดีนะครับ แต่อย่าเอาส้มตำไก่ย่างมาขายคู่กับเบเกอรี่ล่ะ ไม่เวริ์คจริงๆ  

 5. จัดส่งเสริมการขายกันหน่อยสิครับ  แหมเมื่อกี้บอกว่าให้ลดค่าโฆษณาแล้วจะให้จัดส่งเสริมการขายทำไมอีกล่ะ ก็ลองเปลี่ยนมาทำอีกอย่างสิครับ โฆษณาไหนๆหรือจะสู้ลูกค้าบอกต่อกันได้ อาจจะเริ่มง่ายๆด้วยการแจกคุกกี้ชิ้นเล็กๆเป็นตัวอย่างทดลองชิมหรือจะมีการสะสมคูปองแลกเครื่องดื่มขนมกันบ้าง ให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านเรามีอะไรที่พิเศษไปกว่าร้านอื่นๆ ลองสร้างจุดขายที่แตกต่างสิครับ แล้วเราจะมีเอกลักษณ์ของเราเอง

 

ร้านนี้ส่งเสริมการขายโดยนำลูกจ้างมาใส่ชุดน่ารักๆ เรียกลูกค้า

 แต่ลูกจ้างทรมานชิบ.....ฮือๆๆๆ

 6. พัฒนาทักษะของลูกจ้าง อันนี้ก็สำคัญครับ ถ้าคุณจ้างลูกจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ สอนงานแล้วสอนอีก ต้องคอยควบคุมงานตลอดเวลา ใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองล้างผลาญอย่างนี้ ผมว่าเปลี่ยนเหอะครับ บางทีคุณอาจจะสงสารเค้าแต่สงสารตัวเองและกิจการของตัวเองก่อนดีกว่านะครับ คนทำงานดีๆจ้างแพงก็ไม่เสียดาย แต่คนทำงานไม่ดีแล้วต้องจำใจจ้างนี่ สู้เอาตังค์ไปบริจาควัดพระบาทน้ำพุเข้าท่ากว่าครับ

โดนเถ้าแก่เม้ง.....เครียดเฟ้ย!!!!

 7. ยิ้มไว้สิครับ อันนี้เด็ดสุดครับ ใช้ได้ดีมากๆด้วย อุตส่าห์ทำขนมอร่อยๆสวยๆออกมาทั้งที เจ้าของร้านหน้าเป็นแหนมป้าย่น คงจะไม่มีใครอยากมาซื้อใช่มะครับ ยิ้มสวยๆช่วยให้เรามีความสุขในงานที่เรารัก มีความสุขกับงานที่เราทำ เป็นกำลังใจให้กับตัวเองแล้วกับลูกจ้างด้วย ลูกค้าเข้ามาก็แฮปปี้ มองโลกในแง่บวกกันมากๆนะครับ แม้ว่าตอนนี้มรสุมเศรษฐกิจจะพัดกันหัวฟู ถ้าเรากำลังใจเข้มแข็งเสียอย่าง ไม่มีทางที่จะล้มง่ายๆหรอกครับ   

ยิ้มคร้าบบบบ...บบ!!  ถ้าเจ้าของร้านยิ้มอย่างนี้ลูกค้าคงคิดหนักนะครับ อิอิ

*** ตั้งหน้าตั้งตาดูแลปากท้องกันดีกว่าครับ

ไว้ท้องอิ่มไม่มีอะไรทำแล้วจะทะเลาะกันก็เชิญนะจ๊ะ......   

   

   

โดย Sydneychocolatier

 

กลับไปที่ www.oknation.net