วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บาหลี ตอนที่4 เมื่อยามอาทิตย์อัศดง


และแล้วก็ถึงวันที่สามในบาหลี

สภาพภูมิอากาศระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว บางครั้งก็คาดเดาไม่ได้ จากที่เมื่อวานอากาศขมุกขมัวทั้งวัน เช้านี้ตื่นขึ้นมา สิ่งที่ทำอันดับแรกคือ วิ่งไปที่ระเบียงเพื่อสังเกตสภาพอากาศ เช้าวันนี้ท้องฟ้าช่างสดใส มีเมฆเพียงประปราย ดังนั้นวันนี้จึงน่าจะเป็นวันดีสำหรับเรา ไม่ต้องคอยหลบฝน อีกทั้งการถ่ายรูปก็น่าจะให้ภาพที่สดใสกว่าเมื่อวานด้วย

มาเด คนขับรถของเรามารับตอน 9 โมงเช้าอย่างเคย จากที่เมื่อวาน ผมเลือกที่จะท่องเที่ยวอยู่ในโซนตะวันออกของเกาะ มาวันนี้เราจะย้ายไปที่บาหลีตอนบนกับตอนกลาง ซึ่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่งครับ

พอกันที คราวนี้ไม่ยอมเสียตังส์
จุดหมายแรกของวันนี้ ตอนวางแผนเที่ยวไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในรายการ แต่เห็นว่าเป็นเส้นทางผ่าน และก็อยู่ใกล้ๆกับอุบุตอันเป็นที่พักด้วย ก็ขอแวะซะหน่อย ซึ่งสถานที่นี้ก็คือ กัว กาจาห์ หรือคนไทยมักเรียกว่าถ้ำช้าง เป็นถ้ำเล็กๆที่เกิดจากการแกะสลักภูเขาเข้าไปเป็นรูปตัวที ภายในประดิษฐานเทวรูปพระพิฆเนศวร์ อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำช้างครับ ผมเดินทางมาถึงในช่วงเช้าๆที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้วก็ต้องเดินบันไดลงไปนิดหน่อย ก็จะเห็นตัวถ้ำปรากฏอยู่ด้านล่าง ผนังด้านหน้าของถ้ำมีการแกะสลักไว้อย่างสวยงาม แค่ก้าวลงไปถึงหน้าถ้ำ บรรดาชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็ตรงรี่เข้ามา
“ต้องการไกด์มั้ยครับ”
“เอ่อ..ไม่เป็นไรครับ ผมมีไกด์บุ๊กอยู่ เดี๋ยวอ่านจากไกด์บุ๊กได้” ผมพยายามตอบอย่างสุภาพ
“แต่เดินเข้าไปข้างในต้องมีไกด์ดีกว่านะ เดี๋ยวเดินไม่ถูก”    
“ไม่เป็นไรครับ เราเดินกันเองได้”
ในใจตอนนั้นไม่อยากเสียตังส์แล้ว ประกอบกับเริ่มรำคาญ ก็เลยเดินหนีไกด์เข้าไปภายในถ้ำ ครั้นพอเดินเข้าไปยังไม่ทันถึงยี่สิบก้าว ปรากฏว่าสุดทางแล้วครับท่าน ดีที่ไม่หลวมตัวเสียเงินให้ไกด์หลอกเอา ตอนเดินออกมาหน้าถ้ำ บรรดาไกด์ที่เมื่อกี้มายืนตื้อ ต่างก้มหน้าก้มตา เดินหนีออกไปหมด คงรู้ว่าสองคนนี้มันรู้ความจริงเข้าแล้ว แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้โกรธอะไร ออกจะขำๆว่า เช้านี้รอดมาได้แล้ว

ไปชมเขาพระสุเมรุ ที่เม็งวี

จากถ้ำช้าง เรามุ่งหน้าสู่เมืองเม็งวี ผมเองสังเกตว่าเส้นทางที่เราวิ่งผ่าน เป็นถนนคดเคี้ยวเล็กๆ เหมือนถนนซอยบ้านเรา สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นนาข้าวเขียงขจี หรือไม่ก็เป็นป่าดิบ มาเดแจ้งกับเราสองคนระหว่างทางว่า เค้าตั้งใจเลือกที่จะพามาถนนเล็กๆ เพื่อให้เห็นวิถีชีวิตของบาหลีจริงๆ ดีกว่าและสวยกว่าวิ่งอยู่บนถนนเส้นหลัก ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง 

สำหรับเมืองเม็งวี เป็นเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรเม็งวี แห่งบาหลีตะวันตก มีวัดทามัน อายุนเป็นศูนย์กลางของเมือง สำหรับวัดแห่งนี้ ในอดีตคือพระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์เม็งวี ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในพื้นที่รอบนอก แต่ไม่สามารถเข้าไปยังภายเขตภายในของวัดได้ รูปแบบของวัดทามัน อายุน เป็นการจำลองจักรวาลตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู ไม่ว่าจะเป็น เจดีย์สูงใหญ่ (เมรุ) ที่สื่อถึงเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือสระน้ำที่รอบล้อมวัด เปรียบดั่ง มหาสมุทรสีทันดร

ผมเดินทางมาถึงวัดทามัน อายุน เอาตอนสายๆ อากาศวันนี้ดีอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ภาพของวัดสวยๆตัดกับท้องฟ้าสีคราม ดูสดใสอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะไม่สามารถเดินเข้าสู่พื้นที่ภายในของวัดได้ แต่การเดินรอบกำแพงเตี้ยๆของวัดแห่งนี้ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการชื่นชมความงามของวัดแห่งนี้ แต่ที่น่ารื่นรมย์ที่สุดของวัดนี้ คือไม่มีไกด์เถื่อนมากวนใจ แค่จ่ายเงินค่าเข้าชม แล้วก็สามารถเดินชมได้โดยสะดวก

อูลัน ดานู บราตัน.....สวย สงบ กลางท้องน้ำ
ผมใช้เวลานานมาก กับวัดทามัน อายุน อาจจะด้วยอากาศสบายๆ กับวัดสวยๆ ถึงแม้จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ทำให้เมมโมรี่ในกล้อง หมดไปหลายอยู่ จากวัดทามัน อายุน เราจะมุ่งขึ้นเหนือสู่สถานที่ที่ผมบอกตัวเองไว้ตอนวางแผนการเดินทางว่าพลาดไม่ได้เป็นอันขาด นั่นคือ วัดอูลัน ดานู บราตัน ทั้งๆที่เป็นวัดเล็กๆ แต่ภาพของเจดีย์สูงที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ มีภาพของเทือกเขาสูงใหญ่อยู่เบื้องหลังที่เคล้าเคลียไปด้วยไอหมอก แค่นี้ผมก็บอกตัวเองก่อนหน้านี้แล้วหละครับว่า ไม่มาไม่ได้แล้ว

เส้นทางที่คดเคี้ยวและสูงชันนำเรามุ่งสู่ทะเลสาบบราตัน ก่อนที่จะลัดเลาะไปตามริมทะเลสาบจนในที่สุดก็มาหยุดที่ วัดอูลัน ดานู บราตัน จากที่จอดรถเดินเข้าไปไม่ไกล ก็จะเห็นตัววัดที่สวยดั่งภาพฝัน ทั้งๆที่ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว แต่ตามทิวเขาเบื้องหลัง ยังปรากฏสายหมอกขาว เป็นตัวช่วยขับให้ภาพตรงหน้าดูมีมนต์เสน่ห์จนน่าตะลึง เนื่องจากวันนี้ผมไม่ต้องทำเวลามากนัก ดังนั้นจึงขอนั่งนิ่งๆ ชื่นชมภาพตรงหน้าให้สมกับที่เดินทางมาไกลแสนไกล สำหรับวัดแห่งนี้ เป็นการสร้างเพื่ออุทิศให้กับ เทพีดานู เทพเจ้าแห่งสายน้ำ ตามความเชื่อของชาวบาหลี หลังจากนั่งทอดอารมณ์ได้ซักพัก ก็ต้องเคลื่อนขบวนกันอีก สาเหตุก็คือ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกหิวแล้วสิ

จากทะเลสาบบราตัน มาไม่ไกล เราแวะเดินเล่นกันที่ตลาดผลไม้เพื่อลองดูว่ามีอะไรพอที่จะฝากท้องไว้บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะร้านอาหารข้างทางที่เล็งๆไว้ ดูจะไม่ค่อยปลอดภัยกับสุขภาพท้องเท่าไหร่ อีกทั้งจากการสอบถามมาเด ก็ไม่ค่อยแนะนำ เพราะกลัวเราจะท้องเสียเอา มื้อนี้จึงต้องอาศัยร้านอาหารริมทาง ที่ดูภายนอกแล้วก็น่ากลัวว่าราคาคงไม่ถูกแน่ๆ แต่ยังดีที่มาเดช่วยเข้าไปจัดการต่อราคาให้เรียบร้อย จาก 80000 รูปีเหลือแค่ 60000 รูปีต่อคน บ่ายนี้เลยได้กินข้าวเที่ยงกันริมระเบียงที่มองไปเห็นทุ่งนาขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา

ไกด์อีกแล้ว แต่คราวนี้มามุขใหม่
สามวันที่อยู่บาหลี ผมสรุปได้หนึ่งอย่างคือ กาแฟบาหลีไม่มีผลต่อผมเลย เพราะทั้งๆที่ไม่ขาดกาแฟทั้งอาหารเช้า และเที่ยง แต่ขึ้นรถทีไรก็เป็นอันได้หลับตลอด ซึ่งหลังมื้อเที่ยงนี้ก็เช่นกัน เพียงแค่ออกเดินทางได้ไม่เท่าไหร่ผมก็หลับแล้ว มาตื่นขึ้นอีกทีเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่สถานที่หนึ่ง มองจากป้ายเห็นเขียนว่า อลาส เคดาตัน ขณะนั้นก็งงๆ เพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน และมาเดก็ไม่ได้บอกอะไรมากนัก แค่ชี้ทางเดินเข้ากับที่จำหน่ายตั๋วให้เท่านั้น ก็เลยถามกันสองคนพี่น้องว่า มาดูอะไรฟะ

ไหนๆก็มาแล้ว เลยเดินไปจ่ายค่าเข้าชม หลังจากนั้นก็มีคุณป้าที่เดาว่าเป็นเจ้าหน้าที่เข้ามาเดินนำทาง ขณะนั้นก็งงๆว่าเดี๋ยวคงต้องเสียค่าไกด์ให้คุณป้าแน่ๆ เดินมาซักพักก็ถึงลานกว้างที่เต็มไปด้วยลิงจำนวนมาก คุณป้าก็ชี้ให้เราดูใหญ่ แต่ผมเริ่มบ่นว่า “เสียตังส์มาดูลิงหรือนี่” ซึ่งก็พยายามทำใจเดินต่อไป ซักพักคุณป้าก็ชี้ให้ดูท้องฟ้าเหนือหัวพวกเรา แล้วสิ่งได้เห็นก็ทำให้ผมต้องอึ้งไป เพราะบนท้องฟ้าเหนือยอดไม้ ปรากฏภาพค้างคาวจำนวนมากบินว่อนกันอยู่ ซึ่งปกติค้างคาวที่เคยเห็นในเมืองไทยส่วนใหญ่จะบินเร็วมากจนมองแทบไม่ทัน แต่ค้างคาวที่นี่จะบินในลักษณะร่อนไปมา อีกทั้งขนาดก็ใหญ่มากๆ กะคร่าวๆ น่าจะเป็นเมตรขึ้นไป   มองไปที่ต้นไม้ก็เห็นเจ้าค้างคาวเกาะอยู่เต็มไปหมด เมื่อเดินลึกเข้าไปก็จะเป็นวัดอลาส เคดาตัน วัดเล็กๆที่อยู่กลางป่า และก็เช่นเคย คือไม่สามารถเข้าชมภายในได้ แต่สามารถเดินชมจากทางเดินรอบวัดได้ ดีที่วัดในบาหลีมักมีกำแพงเตี้ยๆ จึงสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดได้

ขณะที่เดินออกมายังลานจอดรถ เราสองคนก็คุยกันว่าจะให้ป้าแกเท่าไหร่ พอดีกับที่ป้าแกก็อธิบายให้ฟังว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่านำทางกับแก แต่แกมีร้านขายของอยู่ใกล้ๆกับลานจอดรถ แค่อยากให้แวะไปดูหน่อย ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร เราสองคนจีงตาสว่างกับวิธีจัดการของที่นี่เข้าให้แล้ว คือบรรดาป้าๆลุงๆ ที่เป็นคนนำทางนักท่องเที่ยว จริงๆแล้วก็คือพ่อค้าแม่ค้าตามแผงต่างๆ ที่จะมาเข้าคิวเพื่อนำทางนักท่องเที่ยว แล้วก็ถือโอกาสพาไปแวะร้านขายของของตนเองด้วย ดีที่พี่สาวกำลังอยากจะซื้อกางเกงพอดี เลยได้อุดหนุงคุณป้าแกนิดหน่อย ถือว่าดีกว่าต้องเสียค่าไกด์ฟรีๆครับ

เฝ้ารออาทิตย์อัศดง
จุดหมายสุดท้ายของวันนี้อยู่ที่วัดงามริมฝั่งทะเล ที่มีชื่อว่า ทานาห์ล็อด เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งที่ผู้มาเยือนบาหลีมักไม่พลาดที่จะมาเยือน โดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก ด้วยเหตุที่ว่าวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กริมชายฝั่ง ภาพของแสงอาทิตย์ยามเย็นกับวัดสวยริมน้ำ ชักนำนักท่องเที่ยวให้มาเยือนสถานที่นี้อย่างไม่ขาดสาย

อันที่จริง เวลาที่เหมาะสมกับการมาเฝ้าดูพระอาทิตย์ตก ควรมาถึงที่ทานาล็อดประมาณ 5 ถึง 6 โมงเย็น แต่เนื่องจากเราทำเวลาดีเกินไป จึงมาถึงตั้งแต่ 4 โมง จากลานจอดรถซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหนาตา สองข้างทางเป็นร้านขายของที่ระลึก ทั้งที่เป็นอาคารแถว และเป็นแผงลอย ขณะนั้นเหลือบไปเห็นพวกกุญแจอันเล็กๆขายเป็นห่อ ห่อละ 5 อัน ก็เลยลองถามราคาดู
“อันนี้ห่อเท่าไหร่”
“40000 รูปี” (ร้อยกว่าบาท)
“โห แพงจัง “แล้วเราก็ก้าวเดินต่อ
“20000”
สองคนมองหน้ากัน แต่ก็ยังเดินต่อไป
“10000”
คุยกันเองว่า สามสิบกว่าบาทแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยากได้มาก เลยก้าวต่อไป
“5000”
สองคนหยุดกึก แล้วหมุนตัวกลับทันที เพราะ 5000 รูปี ก็แค่สิบกว่าบาท
“ตกลง เอาห่อนึง”
ของที่ขายที่นี่เปิดราคาน่ากลัวมาก ทำให้ไม่ค่อยอยากซื้อ เพราะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วราคาควรหยุดที่เท่าไหร่ ที่นี่ว่าโหดแล้ว วันถัดมาลองไปถามราคาพวงกุญแจแบบนี้ที่ตลาดอุบุต ราคาเปิดที่ 80000 รูปี บ้าไปแล้ว

ขณะน้ำทะเลลดลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปยังเกาะที่เป็นที่ตั้งของวัดทานาห์ล็อด แต่ไม่สามารถขึ้นไปยังตัววัดได้ ผมเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินกันให้ขวักไขว่ ซึ่งอันที่จริงการจะเก็บภาพวัดแห่งนี้ให้สวย ต้องอยู่ในระยะที่ห่างออกไปพอสมควรจึงจะเห็นความสวยงาม เราสองคนเดินเล่นกันซักพัก ก็เดินเลยไปยังจุดที่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก โดยมีลักษณะเป็นหน้าผาที่มองลงไปเห็นตัววัดได้อย่างชัดเจน ตามแนวของหน้าผาเป็นที่ตั้งของร้านขายอาหารเครื่องดื่ม มาตั้งกันตลอดแนว เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ตก แต่เนื่องจากต้องการประหยัดงบ ผมจึงเลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆจนสุดทาง เรียกว่าสุดเขตของร้านขายของ แล้วนั่งรอกันตรงพื้นหญ้า กินลมชมวิวไปเรื่อยๆ

ยิ่งใกล้เวลาพระอาทิตย์ตก ผู้คนเริ่มหนาตา มีบ้างที่มาร่วมเฝ้าดูใกล้ๆกับที่ผมจับจองไว้ คงไม่อยากเสียตังส์เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะนั่งชมอยู่ตามร้านค้า มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ปรากฏเมฆฝนหนาทึบขึ้นมาเป็นแนวยาว เหลือช่องว่างระหว่างท้องทะเลกับกลุ่มเมฆไม่มากนัก หมายความว่าช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ลอดพ้นกลุ่มเมฆลงมาจนถึงผืนน้ำ จะเป็นเวลาทอง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ช่วงระยะเวลาสั้นๆที่ดวงตะวันหลุดพ้นเมฆฝนลงมา พร้อมๆกับแสงสีทองที่สาดส่องมากระทบตัววัดทานาห์ล็อด ช่างเป็นภาพที่ตราตรึงใจจนกดชัตเตอร์แทบไม่ทัน

ครั้นพอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ได้เวลากลับที่พักซะที มาเดกล่าวคำยินดีกับพวกเราที่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ตกในวันนี้ เพราะในช่วงฤดูมรสุม มีโอกาสไม่มากนักที่จะเห็นภาพอย่างที่เพิ่งผ่านตาพวกเราไป ก่อนลงจากรถ ผมตกลงเรื่องแผนการกับมาเดอีกครั้ง เนื่องจากพรุ่งนี้ผมตัดสินใจว่าจะไม่ไปไหนไกล คงเดินเล่นอยู่แถวๆอุบุต แต่จะใช้บริการมาเดอีกครั้งในวันสุดท้าย โดยจะเที่ยวกันอีกวัน ก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯในตอนเย็น

เพิ่งรู้สึกตัวเอาก่อนนอนว่าจากการนั่งเฝ้าพระอาทิตย์ตกเกือบสองชั่วโมง เสมือนเป็นการนั่งอาบแดดไปในตัว ใบหน้าเลยโดนแดดเผาจนดำเกรียมเลย

โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net