วันที่ อังคาร มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป ร า ส า ท เ ข า พ ร ะ วิ ห า ร … รอยอดีต ของมหาปราสาท


 

June 24, 2008

ปราสาทเขาพระวิหาร รอยอดีต ของมหาปราสาท

 

เขาพระวิหาร มีชื่อเรียกในภาษาเขมรว่า เปรี๊ยะ วิเฮียร์ บริเวณนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏชื่อเรียกเก่าสุดบันทึกไว้ในจารึกว่า ภวาลัย ภายหลังมีชื่ออื่นๆคือ ศรีศิขรีศวร วีราศรม และ ตปัสวีนทราศรม ซึ่งมีผู้สร้างอุทิศให้แก่ ศิขเรศวร แปลตามคำว่าผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา คือพระศิวะ และกษัตริย์ขอมได้สร้างปราสาทเสมือนที่ประทับแห่งเทพเจ้าไว้ ณ ที่นี้คือปราสาทพระวิหาร หรือเทวสถานศรีศิขรีศวร

 

เขาพระวิหาร มีความสูงจากพื้นดิน 547 เมตร และระดับความสูง 657 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา .. ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศเหนือสู่เขตอิสานใต้ของประเทศไทย แทนการหันไปสู่ทิศตะวันออกดังเช่นศาสนสถานแบบเขมรโดยทั่วไป ซึ่งนอกจากสภาพภูมิศาสตร์เป็นเครื่องกำหนดแล้วก็น่าจะเกิดจากปัจจัยอื่นบางประการที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับดินแดนเขมรสูงเป็นพิเศษ รวมถึงการแสดงถึงการเป็นที่สักการะของผู้คนในแถบที่ราบสูงโคราช และสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศสำหรับผู้คนในดินแดนเขมรต่ำ มีทางขึ้นที่สูงชันมาก

 

ปราสาทเขาพระวิหารได้เป็นศูนย์กลางความเชื่อในระดับลัทธิเทวะราชและเป็นศูนย์รวมแห่งพิธีกรรมการนับถือบรรพบุรุษของผู้คนในท้องถิ่น มีการอุทิศถวายเทวะสถานด้วยที่ดิน ข้าทาส วัตถุสิ่งของที่ทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนรอบปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ในบริเวณใกล้ๆปราสาทพระวิหารยังมีสถานที่น่าสนใจคือภาพแกะสลักนูนสูงที่ผามออีแดง และสถูปคู่ อันเป็นโบราณสถานรูปทรงแปลกตาตั้งอยู่คู่กันสองหลัง

 

ทางขึ้นปราสาทต้องขึ้นลงตามบันไดลาดเชิงเขาจากด้านประเทศไทย เส้นทางติดต่อกับเขมรต่ำนั้นสูงชัน ต้องผ่านขึ้นมาทางช่องเขาแคบ ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่าช่องบันไดหัก อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวปราสาท ซึ่งทำเป็นถนนและขั้นบันไดยาว 340 เมตรลงไปถึงไหล่เขา และมีบันไดหินทอดลงไปเบื้องล่างอีกทอดหนึ่ง กาลเวลาได้สร้างความทรุดโทรมให้กับเส้นทาง ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะเป็นเส้นทางของผู้จาริกแสวงบุญที่เปี่ยมศรัทธาจากแผ่นดินเขมรต่ำ .. ผู้ซึ่งไม่ย่อท้อต่อการทดสอบของพระเป็นเจ้า

 

องค์ประกอบทั้งหมดของศาสนสถานแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาลาดลงตามไหล่เขาพระวิหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงเร็ก ในวัฒนธรรมเขมรได้ให้ความสำคัญแก่ยอดเขาโดยถือว่ายอดเขาเป็นสถานที่ซึ่งได้รับการเลือกสรรมาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ตั้งแต่กลางสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 ได้เริ่มนิยมสร้างศาสนสถานบนยอดเขาธรรมชาติตามความหมายของศาสนบรรพต เหนือยอดเขาพระวิหารซึ่งถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่สถิตของเทพเจ้า

 


ปราสาทเขาพระวิหารเปรียบดังวิหารสวรรค์ของผู้คนในดินแดนเขมรต่ำและในเขตพนมดงเร็ก ปราสาทเขาพระวิหารนี้มีลำตราว ซึ่งอยู่ที่มอดินแดง  เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติร่วมกันของชุมชน    ยอดเขาพระวิหารถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่ออำนาจที่นอกเหนือธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของสรรพสิ่งของชนพื้นเมือง

 

ปราสาทเขาพระวิหาร ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมซึ่งก่อสร้างด้วยศิลาทราย จำแนกออกเป็นประเภทต่างๆได้แก่ ปราสาทประธาน ระเบียงคด โคปุระ อาคารรูปกากบาท วิหาร บรรณาลัย และบันไดนาคพร้อมทางเดิน เรียงกันเป็นระยะตามลานหินต่างระดับ รวมทั้งหมด 4 ระดับ ปรางค์ประธานอยู่ชั้นบนสุด บนลานต่างระดับแต่ละชั้น คือกลุ่มอาคารรูปกากบาท (โคปุระ) ความยาวของศาสนสถานทั้งหมดครอบคลุมความยาวประมาณ 800 เมตร

 

การเขียนบทความและนำชมปราสาทในที่นี้ จะเริ่มต้นจากพื้นล่างต่ำสุดขึ้นไปสู่ยอดสูงสุด คือ จากลานหินชั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 4 อันเป็นที่ตั้งของภวาลัย

 

ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปะรุคั่นอยู่ 5 ชั้น (ปกติจะนับจากชั้นในนออกมา ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

โคปุระชั้นที่ 5 เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว สำหรับโคปุระชั้นที่ 4 เป็นศิลปะสมัยหลัง คือ แคลง/บาปวน และมีหน้าบันด้านนอกทางทิศใต้ ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" (Freeman, p. 162): เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร สำหรับโคปุระชั้นที่ 3 นั้นมีขนาดใหญ่สุด และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเป็นบรรณาลัย (ห้องสมุด) สองหลัง

บันไดดินด้านหน้าของปราสาท บันไดดินด้านหน้าเป็นทางเดิน ขึ้นลงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดตามไหล่เขา บางชั้น สกัดหินลงไปในภูเขา มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 75.50 เมตร ช่วงแรกมีจำนวน162 ขั้น สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก (กระพักแปลว่า ไหล่เขาเป็นชั้นพอพักได้) ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ทวาร-บาล (ทะ-วา-ละ-บาน) เพื่อเฝ้าดูแลรักษาเส้นทางของบันไดหินด้านหน้า

 

 

มีคนเคยบอกกับฉันว่า วิธีการเดินขึ้นเขาพระวิหารให้ขึ้นตรงกลาง ตามอย่างกษัตริย์ในอดีต ถ้าขึ้นด้านข้างจะเป็นพวกสนมและเสนาอำมาตย์ แล้วพอถึงบันไดให้คุกเข่าเอาหน้าจรดพื้นขึ้นไป 3 ขั้น เป็นการเคารพ จากนั้นก็เดินปกติได้ ฉันเชื่อ แต่ทำตามไม่หมดทุกอย่าง เลือกเพียงจะเดินตรงกลางบันไดที่สูงชันขึ้นไปทีละขั้น และแม้จะไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยลองนับขั้นบันไดเลยสักที่ เอาเป็นว่าเชื่อว่ามีครบ 162 ขั้นก็แล้วกัน ด้วยความสูงและความชันของบันได เมื่อก้าวข้ามขั้นสุดท้าย .. อากาศสดชื่น ก็กลับกลายเป็นร้อนขึ้นมาเหมือนเสกมนต์

 

 

ลานนาคราช ซึ่งอยู่เหนือบันไดศิลาช่วงที่สองนั้นปูพื้นด้วยแผ่นศิลาเรียบมีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 31.80 เมตร ขอบสะพานทั้งสองข้างด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกทำเป็นฐานทึบขนาดเตี้ยมีพระยานาค 7 เศียรเลื้อยอยู่บนฐานเตี้ยๆดังกล่าว นาคทั้งสองตัวนี้มีหัวข้างหนึ่งของลำตัวและมีหางข้างหนึ่งของลำตัวหันเศียรไปทางด้านทิศเหนือคือทางด้านหน้า ส่วนหางของนาคนั้นชูขึ้นเล็กน้อยหันไปด้านทิศใต้ นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคซึ่งไม่มีรัศมีเข้ามาประกอบและลักษณะยังคล้ายกับงูตามธรรมชาติ เป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบบาปวนอย่างแท้จริง ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในศิลปะแบบอื่นใดทั้งสิ้น ลักษณะเช่นนี้อาจเปรียบได้กับนาคที่เลื้อยอยู่บริเวณขอบสระน้ำที่ปราสาทเมืองต่ำ

 

 

คตินิยมนาคนี้ มีทั่วไปในอุษาคเนย์ที่นับถือศาสนาพุทธ  ซึ่งมีรากมาจากศาสนาฮินดู เทวดาแห่งน้ำก็คือวรุณและสาคร ซึ่งเป็นพญาแห่งนาคราช คนโบราณจึงนับถือบูชาพญานาค นาคจึงเป็นสัญลักษณ์ของโลกศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังแห่งชีวิตยิ่งใหญ่ เสมือนบันไดแก้วมณีหรือสะพานสายรุ้ง ชี้ทางให้มนุษย์มุ่งยึดมั่นศรัทธารักษาศีล ทำความดีงาม เพื่อนำพาตัวเองข้ามพ้นห้วงวัฏฏสงสาร .. สู่ทิพย์วิมานสวรรค์

 

 

ในความเชื่อของจักรวาลของศาสนาฮินดูนั้น สะพานที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้านั้นคือสายรุ้ง ร่องรอยหลายประการที่เป็นเครื่องยืนยันว่าสะพานที่มีราวเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นทางเดินเหนือคูน้ำจากมนุษย์โลกไปยังศาสนสถานคือภาพของรุ้ง ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกรวมทั้งประเทศอินเดียมักกล่าวถึงรุ้งซึ่งถูกเปรียบเทียบกับพญานาค หรืองูที่มีหลายสีชูศีรษะไปยังท้องฟ้าหรือดื่มน้ำจากทะเล ตำนานของเรื่องนี้มักกล่าวถึงงูสองตัวเนื่องจากมักมีรุ้งกินน้ำสองตัวบ่อยครั้ง บางทีอาจจะเป็นรุ้งกินน้ำคู่ ซึ่งหมายถึงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่ท้องฟ้า ซึ่งส่งความบันดาลให้มีการสร้างนาคเป็นราวทั้งสองข้างของสะพานที่เสมือนการแสดงภาพทางเดินของเทพเจ้ามายังพื้นพิภพของโลกมนุษย์

 

ฉันแหงนหน้ามองนาคราช 7 เศียรที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมกับนึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ฉันได้กลับมายืนเพ่งพิศนาคประหลาดนึ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แสงสว่างยามเช้าส่องมากระทบรูปหน้าพญานาคอย่างชัดเจน ปากสั้นๆ หัวเกลี้ยงเกลา และไร้หงอน เป็นนาคที่แตกต่างจากนาคที่ฉันเคยเห็นที่ปราสาทอื่นๆ .. นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่มีใครบางคนเรียกนาคแบบนี้ว่า นาคหัวลิง และที่พิเศษไปกว่านั้นคือพญานาคด้านตะวันตกสลักขึ้นจากศิลาก้อนเดียว ไม่มีรอยต่อ หาไม่ได้อีกแล้ว

เมื่อหลายปีมาแล้วก่อนที่กัมพูชาจะยื่นขอเป็นมรดกโลก ทางด้านขวามือของลานนาคราชจะมองเห็นซากของเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งตกจมอยู่ในพงหญ้า .. มีคนเล่าให้ฟังว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่พานักข่าวมาแล้วหางแมงปอยักษ์ลำนั้นเกี่ยวกับต้นไม้ จนตกลงมา ตอนนี้ไม่มีซากของ ฮ. ลำนั้นอีกต่อไปแล้ว .. ฉันคิดว่าคงจะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบให้เทวะสถานแห่งนี้ดูสวยงาม เช่นเดียวกับการย้ายพ่อค้า แม่ค้า ที่เคยตั้งแผงขายบนทางระดับต่างๆตลอดแนวทางเดิน ให้ลงไปรวมกันอยู่ด้านล่าง แต่การเดินขายของโดยใส่ตะกร้ายังคงมีอยู่

 


โคปุระ ชั้นที่ 1 ปัจจุบันโคปุระชั้นนี้กลายเป็นซากปรักหักพัง เหลือแต่ประตูทางเข้า ด้านหน้ามีฐานตั้งเสาธง บนยอดเสามีธงชาติกัมพูชาโบกสะบัด

 

 

โคปุระชั้นที่ 1 ตามแบบสถาปัตยกรรมเดิม สร้างเป็นศาลาจตุรมุข เป็นโคปุระโถงรูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวหินสี่เหลี่ยมย่อมุมบันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 1 ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการเคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป บันไดหน้าประตูซุ้มสี่ทิศตั้งรูปสิงห์นั่ง ทางทิศตะวันออกของโคปุระชั้นที่ 1 มีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอนเป็นเส้นทางขึ้น-ลง ไปสู่ประเทศกัมพูชา เรียกว่าช่องบันไดหัก

เสาเป็นหินรูปสี่เหลี่ยมตั้งซ้อนกัน จำหลักลายกระจัง ลายดอกมณฑากลีบบัวซ้อน และลายประจำยามก้ามปู

เครื่องมุงหลังคา มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบที่เรียกว่า กาบู ตัวปั้นลมเป็นรูปก้นหอยผูกลายประจำยามเป็นช่วงๆ ยอดปั้นลมจำหลักรูปเทพนั่งชันเข่า คือ พระวิสุกรม ปลายหางปั้นลมจำหลักลายรูปเทพรำ

ใบระกา จำหลักเป็นลายช่อดอกไม้

ประตูซุ้มตะวันออกยังคงรูปทรงอยู่ หน้าบันจำหลักรูปเทพนั่งชันเข่าอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข ผูกลายก้านขดเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบหน้าบันจำหลักเป็นรูปเศียรนาคราชข้างละ 1 ตัว ทอดลำตัวโค้งประสานหาง

 

ทางดำเนิน ระหว่างโคปุระชั้นที่หนึ่งกับโคปุระชั้นที่สอง .. มีทางเดินยาว 270.53 เมตร กว้าง 11.10 เมตร ทอดไปทางทิศเหนือสู่โคปุระชั้นที่สอง โดยมีขอบทางทำเป็นเขื่อนหินยกสูงขึ้นเป็นขอบทั้งสองข้าง ส่วนพื้นทางปูด้วยศิลาทรายโดยตลอด แต่กระนั้นก็ดีบางตอนของพื้นทางก็เป็นลานซึ่งเป็นหินทรายตามธรรมชาติที่ไม่เป็นระเบียบก็จำต้องตัดผิวหน้าให้เรียบเพื่อเข้ากับรูปแบบส่วนรวม

 

บนขอบทางเดินทั้งสองข้างปักเสาศิลาทรายซึ่งเรียกกันว่า เสาเทียน เสานางเรียง เสานางจรัล มีลักษณะเป็นเสาศิลาสี่เหลี่ยม มียอดคล้ายรูปดอกบัวตูมสูงราว 2.15 เมตร ปักเรียงรายเป็นระยะซึ่งเข้าใจว่ามีข้างละ 70 ต้น ปักห่างกันต้นละ 4.10 เมตร เสานางเรียงสองเข้าทางเดินนี้มียอดซึ่งมีลักษณะเป็นรูปพุ่มขนาดใหญ่ บริเวณใต้พุ่มนี้สลักเป็นชั้นลวดบัวตกแต่งด้วยลายประจำยาม ลายกลีบบัว บัวกุมุทและลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมสลับพวงอุบะลดหลั่นกันลงมา ในทำนองเดียวกันที่โคนของเสาก็ทำล้อในลักษณะคล้ายคลึงกับยอดของเสา ถึงแม้ว่ายังไม่อาจทราบความหมายที่แท้จริงได้แต่ก็เป็นไปได้ว่าเสานองจรัลที่กล่าวถึงนี้อาจมาจาก ไนจุมวล ในภาษาเขมรซึ่งหมายถึงเสาที่ปักรายเรียงตามทางเข้า ตรงกับความหมายของคำว่าcumval

 

 

การเดินขึ้นลงเขาพระวิหารไม่ใช่เรื่องเล่นๆของชาวเขมร บนเขาพระวิหารจึงมีที่พักของทหารเขมรปลูกสร้างอย่างง่ายๆ กลางวันเราจะเห็นทหารเดินไป เดินมาอยู่บ้าง ทำหน้าที่ดูแลปราสาท และปิดสถานที่เมื่อหมดเวลา

 

ปกติเวลาเดินขึ้นไปชมปราสาท จะมีคนนะนำว่าเส้นทางไหนควรเดิน เราควรทำตามอย่างเคร่งครัด ไม่ควรเดินออกนอกเส้นทาง เพราะยังคงมีกับระเบิดอยู่เป็นจำนวนมาก

 

 

ตลอดทางที่เดินขึ้นมานับจากลานนาคราช มีเด็ก และหนุ่มสาวเขมรนับสิบมารอขายสิ่งของ และโปสการ์ดให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมกับเป็นไกด์คอยอธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ฟัง .. หนุ่มน้อยเขมรที่เดินตามฉันเล่าให้ฟังว่า เขาและเพื่อนๆอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆห่างจากเมืองใหญ่ของเขมร และห่างจากปราสาทค่อนข้างมาก พวกเขาเดินทางมาที่เชิงเขา แล้วปีนป่ายเขาสูงขึ้นมา เสียค่าเช่าเพิงพักเล็กๆในบริเวณนี้ในราคาวันละ 50 บาท .. ซึ่งดีกว่าอยู่ที่บ้านซึ่งไม่มีอาชีพให้ทำ และการกสิกรรม หักร้างถางพงก็เสี่ยงในเรื่องของกับระเบิด

 

 

สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือ เห็นมีเด็กหนุ่มสาวหลายคนที่พูดคุยโทรศัพท์ครั้งละนานๆ .. โรคติดโทนศัพท์แพร่เข้ามาถึงที่นี่เหมือนเชื้อรา ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

 

 

เด็กเล็กๆ .. พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเดินทางไปเมืองใด .. เศร้าใจจริงๆกับอนาคตของเด็กเหล่านี้

 

ขอบคุณ .. เนื้อความบางส่วนจากหนังสือ เขาพระวิหารโดย ดร.ธิดา สาระยา

 และ  http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm

http://www.sisaket.go.th/nation_park/prasat_khaopravihan_th.html

http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net