วันที่ อังคาร มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตกเครื่องบินที่บราซิล…ตอนถุยชีวิต


ทุกขลาภงวดนี้คือได้รับทุนให้เดินทางไปนำเสนอผลงานวิชาการที่ประเทศบราซิล (Federative Republic of Brazil) ทวีปอเมริกาใต้ เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวางเป็นอันดับ 5 ของโลก และมีประชากรมากติดอันดับ 5 เช่นกัน ฉันอดชื่นชมมูลนิธิพ่อบิลล์ เกตส์ (Bill Gates)  ไม่ได้ ที่ให้การสนับสนุนพวกหมอระบาดวิทยาจนๆ ซึ่งทำงานสาธารณสุขอย่างเรา อาจารย์โรงเรียนแพทย์ที่ทำงานชุมชนนั้นไม่มีบริษัทยาใดๆ มาสนุนดอก เพราะไม่ได้ใช้ยาหรือเครื่องไม้เครื่องมือเขา ดังนั้นการไปต่างประเทศแต่ละทีของหมอระบาดวิทยาอย่างฉันจึงไม่ได้ไปเที่ยวประชุมอย่างคนอื่น แต่ต้องไถนาแลกตั๋วเครื่องบินและที่พัก โดยไปเป็นวิทยากรสอนหนังสือบ้าง ไปทำหลักสูตรบ้าง ไปเป็นที่ปรึกษาบ้าง หรือ ไปนำเสนอผลงานบ้าง ดังนั้นจึงต้องบินเดี่ยวตะเกียกตะกายไปเป็นส่วนใหญ่ นับครั้งได้ที่ไปเป็นหมู่คณะและมีคนคอยดูแลจัดการเรื่องต่างๆ  ให้แบบไม่ต้องคิดอะไร ใช้แค่ก้านสมองไว้หายใจกินนอนขับถ่ายก็พอ

คราวนี้ฉันไปนำเสนอเรื่อง ‘บทเรียนเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มไทยในกรณีข้อมูลข่าวสาร’ จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็มิทราบได้ที่มีเพื่อนฝูงและลูกศิษย์ไปด้วย ฉันต้องไปสมทบพรรคพวกที่สนามบินสุวรรณภูมิ บางครั้งก็อดจะน้อยใจไม่ได้ที่ทุกรัฐบาลใส่ใจแต่คนกรุงเทพจนคิดว่าเป็นตัวแทนพลเมืองประเทศไทย ยิ่งตอนหลังนี้มี 2 สนามบิน แทนที่จะสะดวกสบายกลับวิบากในการต่อเครื่องและเปลี่ยนสายการบินมาก เจ้าพ่อสนามบินออกข่าวว่า ‘ไม่กระทบต่อผู้ใช้’ สงสัยว่าจะตกคำว่า ‘เต็มๆ’ เที่ยวบินก็มีให้เลือกเหมือนกัน คือเลือกว่าจะ ‘รอนานหน่อย’ หรือจะ ‘รอนานกว่า’ หลายครั้งที่ต้องวิ่งตุปัดตุเป๋ลากกระเป๋าออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าเพื่อไปยังอาคารผู้โดยสารขาออกชั้นบนสุดแล้วเอาบัตรขึ้นเครื่องอีกสายการบินซึ่งเป็นของไทยทั้งคู่ แทนที่จะสามารถทำได้ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้าเพื่อเชื่อมต่อไปยังอาคารผู้โดยสารต่างประเทศที่ห่างกันเพียงแค่กระจกกั้น นับว่าเป็นความเมตตากรุณาอย่างยิ่งที่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 สายการบินทั้งสองเจรจาตกลงกันได้ในด้านธุรกิจทำให้ผู้โดยสารได้รับอนิสงค์ทั่วหน้า

ฉันออกจากเชียงใหม่ไปสมทบกับคณะแพทย์ประจำบ้านสาขาระบาดวิทยาทั้งไทยและเทศราว 10 กว่าคน พร้อมอาจารย์อีก 2 ท่าน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดูเสมือนว่าการเดินทางครั้งนี้คงราบรื่นดีลบคำปรามาสเรื่องความซวยของฉันลงไปได้ ยิ่งทราบว่าอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มีปัญหาเรื่องตั๋ว ต้องเดินทางแยกจากกลุ่มที่เมือง São Paulo ซึ่งล่าช้ากว่าราว 1 ชั่วโมง ก็ยิ่งทำให้ฉันคุยฟุ้งว่าหามีความซวยไม่

เมื่อถึงสนามบินเมือง São Paulo  แม่นางฟ้าประจำเครื่องก็ประกาศบอกกล่าวผู้โดยสารตั้ง 3 ภาษา รวมทั้งภาษาอังกฤษสำเนียงโปรตุเกสในรูปแบบของคนบราซิล ลูกศิษย์คิดว่าไม่ได้ประกาศเพราะจับความไม่ได้ จึงต้องอรรถาธิบายเผื่อไปถึงผู้โดยสารชาวจีนที่มาประชุมวิชาการเช่นกัน ขณะที่เตรียมตัวจะลงจากเครื่อง ลางสังหรณ์มาเคาะกะโหลกเข้าจังหนับ เมื่อแม่นางฟ้าประกาศใหม่ว่าเครื่องที่จะต่อไปเมือง Rio De Janeiro จะล่าช้า ฉันรีบแจ้นไปคุยกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเพราะต้องต่อเครื่องบินต่างสายการบินชื่อแปลกๆ เพื่อเดินทางจากเมือง Rio De Janeiro ไปยังเมือง  Brasilia อีกที หลังจากคุยย้ำแล้วย้ำอีก หล่อนก็ยังยืนยันอย่างหนักแน่นเช่นกันว่าไม่มีปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่คอยพบที่สนามเพื่อต่อเครื่องอีกที ลำพังฉันไม่เท่าไหร่ดอก เพราะตกเครื่องบ่อยจนชำนาญในการเอาตัวรอดมาหลายทวีปแล้ว  แต่ลูกศิษย์ที่เหลือเป็นโขยงที่ต้องหอบหิ้วไปด้วยนี่สิ จะทนไหวไหมหนอ

ระหว่างรอเครื่องบิน พรรคพวกก็เริ่มกระแนะกระแหนว่าใครซวยกันแน่  ความวิบากยังไม่หมดเมื่อมาถึงสนามบินเมือง Rio De Janeiro ฉันก็รู้สึกแทม่งๆ อยู่ เพราะไม่เห็นเจอพนักงานใดๆ เลย มีแต่ความโล่งโหวงแหวงตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากตัวเครื่องบิน   จึงรีบบอกลูกศิษย์ให้รีบยกขบวนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่โหดเหมือนอเมริกาและผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ฉันหลุดออกมาคนแรกๆ เนื่องจากมีกระเป๋าลากขึ้นเครื่องเพียงใบเดียว จึงรีบหาทางติดต่อสายการบินให้ได้โดยเร็วพลัน   เมื่อเผ่นขึ้นมาชั้นสองของตัวอาคาร กวาดตามองรอบๆ เห็นจำนวนผู้โดยสารโหรงเหรงเหลือเกิน เป็นลางบอกเหตุร้ายแก่หัวใจดวงน้อยๆ ของหญิงตัว...เอ้ย..ตาดำๆ  ฉันรีบเผ่นไปยังแผนกบัตรโดยสารของสายการบินเป้าหมายอธิบายเรื่องราวด้วยภาษาและกริยาสุภาพสุดๆ  หวังจะได้เที่ยวบินที่ต่อไปยังเมือง Brasilia หนุ่มน้อยผมสีน้ำตานอ่อนผิวขาวรูปร่างสมส่วนกล่าวต้อนรับและยิ้มตามท่ามาตรฐาน แล้วก็เคาะเครื่องสมองกลป๊อกเป๊ก จากนั้นก็บอก เสียใจเที่ยวบินหมดแล้ว เพราะเป็นวันสุดสัปดาห์

ฉันแหงนหน้าขึ้นฟ้าอุทานในใจว่า ‘ถุยชีวิต’ แล้วจมอยู่ในอารมณ์นี้สัก 10 วินาที จากนั้นก็รีบตั้งสติเพียรพยายามถามเพื่อหาทางออกให้ได้

ยังไงๆ เขาก็ยิ้มอย่างหวานหยดย้อยพร้อมคำปฏิเสธว่าไม่มี และปัดความรับผิดชอบไปยังสายการบินแรกที่ล่าช้าทำให้เราตกเครื่อง

‘ à ð ě Ÿ җ چ  پ’  เปล่า..ฉันไม่ได้พูด แต่คิดดังๆ ในใจที่เดือดดาล

ฮึ่ม...โกรธหนอ..โกรธหนอ...แต่พอลดโทษให้กึ่งหนึ่งเพราะความหล่อ ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ‘อันที่จริงเขาก็พูดถูกนะ’  จะมามัวเสียเวลาไปใยเล่า ต้องหาหนทางอื่นเอาตัวรอดให้ได้ก่อน จึงขอบคุณแล้วรีบไปยังแผนกบัตรโดยสารของสายการบินที่ถูกพาดพิง

พ่อหนุ่มใหญ่ใบหน้าเข้ม กล่าวต้อนรับตามระเบียบ ฉันเริ่มอรรถาธิบายด้วยภาษาและกริยาสุภาพเช่นเดิมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาขอดูเอกสาร เคาะเครื่องสมองกลอีกสักพัก แล้วเงยหน้าบอกข่าวร้ายให้ฉันเหมือนเดิม คราวนี้เห็นทีต้องลุยด้วยสติปัญญาเพราะเป็นความรับผิดชอบของสายการบินนี้ที่พนักงานเมืองต้นทางทำให้เกิดความเสียหาย

“คุณคะ พอจะมีทางต่อเครื่องสายการบินอื่นไหม เพราะเราต้องเข้าประชุมวิชาการ วันรุ่งขึ้น”

“มีครับ แต่ต้องรีบหน่อยนะถึงจะทัน” หนุ่มใหญ่รีบตอบพอเห็นท่าเอาจริงเอาจังของฉัน

“เพื่อนดิฉันยังติดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่เลย”

“อืม....งั้นคงไม่ทันแน่ อาจจะต้องนอนค้างแล้วต่อเครื่องพรุ่งนี้”

“งั้นก็จ่ายค่าโรงแรม อาหาร และค่ารถรับส่งสนามบินให้ด้วยค่ะ เพราะสายการบินคุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้  อ้อ...ทั้งหมด 10 กว่าคนนะคะ”

“หา...” หนุ่มใหญ่คงอึ้งเพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก

“ยังมีกลุ่มผู้โดยสารจีนอีกเกือบสิบคนก็ตกเครื่องเช่นกัน” ฉันรีบให้ข้อมูลเพื่อให้เขาหนักใจ (ผิดศิลขอแรก..เบียดเบียนให้สัตว์เดือดร้อน)

“อันที่จริงดิฉันก็เห็นใจ้...เห็นใจค่ะ เนื่องจากไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่ได้ถามย้ำพนักงานหลายรอบแล้ว และเธอก็รับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าได้แน่”

“เมืองนี้มีเที่ยวบินน้อยในวันหยุด ที่จริงต่อจากเมือง São Paulo จะง่ายกว่าเยอะเลย ไฉนส่งมาเมืองนี้ (วะ)” หนุ่มใหญ่บ่นอุบ

“คุณหาสายการบินอื่นให้ต่อได้ไหมละ”

“ก็พอจะมี แต่ต้องไปอีกสนามบินหนึ่งนะ จะไปถึงดึกเพราะต้องย้อนกลับไปเมือง São Paulo แล้วต่อไปยังเมือง Brasilia อีกที” หนุ่มใหญ่ตอบอย่างมีความหวังหลังจากเคาะเครื่องสมองกลดูข้อมูลอีกสักพัก

“เอาค่ะ” ถึงจะเดินทางมาสิบกว่าชั่วโมง ฉันก็ยินดี (สีทนได้) สองวันห้าลำก็เคยเดินทางมาแล้ว อีกอย่างคงช่วยให้พ่อหนุ่มใหญ่สบายใจขึ้น 

“เอางี้ คุณเอาตั๋วทั้งหมดมาผมจะรีบทำให้ แล้วจะจัดรถส่งพวกคุณจากที่นี้ไปอีกสนามบินหนึ่ง แล้วคุณนำเอกสารไปติดต่อสายการบินนี้นะ” หนุ่มใหญ่ตอบด้วยใบหน้าที่มีหัวคิ้วชนกัน

“น้องรีบลงไปเอาตั๋วของเพื่อนๆ มาให้หมดนะ พี่จะรีบจัดการเรื่องนี้ให้ทัน” ฉันหันไปบอกลูกศิษย์ซึ่งเป็นหมอจากสายทหาร เพราะคาดว่าน่าจะได้เรื่องมากสุด

“ยังอยู่ชั้นล่างหลายคนครับ รอกระเป๋า”

“ตัวไม่ต้องมาก็ได้ เอาแต่ตั๋วมาให้ได้ก่อน” ฉันกำชับ

เจ้าหมอทหารรีบสาวเท้ายาวๆ หายลับไป

สักพักก็โผล่มาพร้อมเสียงอันดัง

“ได้มาเพิ่มอีก 4 ใบพี่”

“จะทำได้ยังไงละ ถ้าไปก็ต้องไปหมด”

“บางคนยังติดอยู่ในด่านอยู่เลยพี่”

“พี่ไม่ได้เอาตัวคนโว้ย จะเอาตั๋ว ถ้าทำให้ตัวเองป่านนี้พี่ได้ไปแล้ว” ฉันชักเสียงดังขึ้น

“คือ...กระเป๋าของหมอจีนหายด้วยครับกำลังติดต่อเจ้าหน้าที่อยู่....”

“แล้วต้องยกโขยงไปช่วยกันทั้งหมดหรือไงน้อง” ฉันข่มเสียงให้เรียบแต่ภายในชักเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาตงิดๆ พอจะมีสติตามมาทักท้วงทัน ว่าจะหงุดหงิดไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะเด็กไม่เคยมีประสบการณ์ แถมบรรยากาศจะเสียไปด้วย

“……..”

“คืออย่างนี้นะน้อง เที่ยวบินหมดแล้ว เราต้องเปลี่ยนไปขึ้นอีกสายการบินหนึ่งซึ่งอยู่คนละสนามบิน ถ้าชักช้าจะไม่ทันรถแล้วติดเหง็กอยู่ที่นี่อีกคืนนะครับ (จะเอามั๊ย -พูดในใจ)”

“ขนาดนั้นเลยรึ
“ใช่..ดังนั้นทำยังไงก็ได้ให้ได้ตั๋วมาทั้งหมดบัดเดี๋ยวนี้”

“ครับ ครับ” คราวนี้เจ้าหมอทหารรีบเผ่นไปในบัดดล

สักพักก็กระหืดกระหอบโผล่มาพร้อมตั๋วครบทุกใบ  ฉันรีบส่งให้พ่อหนุ่มใหญ่เพื่อเปลี่ยนเป็นสายการบินใหม่ แล้วก็ขอใส่หมายเลขสมาชิกการบินไทยเพื่อสะสมไมล์เพราะเป็นสายการบินในเครือข่าย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  ขอสนุกกับทุกข์ให้เต็มที่ก็แล้วกัน

เมื่อได้เอกสารเรียบร้อยฉันก็รีบเข้าไปหาลูกศิษย์ที่นั่งหน้าเมื่อย ท่าทางอ่อนล้าอยู่ท่ามกลางสัมภาระระเกะระกะ

“เป็นไงบ้าง ผ่านด่านออกมาครบทุกคนหรือยัง” ฉันพยายามใช้น้ำเสียงให้รื่นเริงสดใสให้มากสุด

“ครบแล้วครับ ครบแล้วค่ะ” ต่างตอบกันด้วยเสียงเนือยๆ

“หมดสมรรถภาพทางแพทย์แล้วหรือไง”

“……”

“เดี๋ยวเราจะได้เที่ยวเมืองฟรี เมืองนี้มีรูปปั้นพระเยซูที่ตั้งอยู่บนเขา ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเชียวนะ” 

“ดังขนาดนั้นเชียวรึ” น้ำเสียงค่อยดีขึ้นหน่อย ท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้น

“แน่นอน”

“เออ...เก่งนะ ผมไปเอาตั๋วมาได้ยังไง” ฉันหันไปชมหมอทหาร

“คนที่ผ่านด่านออกมาแล้วไม่มีปัญหา แต่พวกที่ยังติดอยู่ข้างในนั้นเป็นฝีมือพี่ขอล้วนๆ ครับ”

“แกทำยังไงหละ”

“พี่แกวิ่งแหกด่านเข้าไป ทำท่ากระเร่อกระร่าไม่รู้เรื่องพร้อมตะโกนว่า ...Where is my friend..(เพื่อนผมอยู่ไหนนน..)”

“หา...ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้นเลยรึ” ฉันหันไปถามหมอขออย่างทึ่งปนขำ

“ผมยอมอายครับพี่ เพื่อพี่น้องผองไทย”

“พี่ขอคารวะในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของหมอบ้านนอกที่มีหน้าที่การงานสูงส่ง แต่ต้องมาทำอะไรติงต๊อง นะน้องนะ”

“…..” หมอขอยิ้มอย่างพูดไม่ออกเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นคำชื่นชมหรือไม่

เมื่อมีจังหวะฉันก็รีบปลุกปลอบให้ขวัญกำลังใจแก่บรรดาลูกศิษย์ ความเหนื่อย ความหิว ความล้า และ เหตุการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา จะกระหน่ำตีผู้ที่อ่อนประสบการณ์หรือพลิกใจไม่ทันให้ซึมเศร้า ห่อเหี่ยว ท้อถอย อย่างบอกไม่ถูก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเดินทางแต่ผู้เดียว

***VDO BrazilMiss ***

“เป็นไงบ้าง ออกมากันครบหรือยัง”

“ครบแล้วค่ะ”

“ได้แจ้งเจ้าหน้าที่เขาจัดส่งกระเป๋าที่หายไปยังโรงแรมที่เราจะพักหรือยัง”

“แจ้งให้ส่งไปยังสนามบินเมือง Brasilia แทนเพราะไม่รู้ว่าพักที่ไหน”

“หา...ใครจัดการเรื่องข้อมูลโรงแรม”

“เจ้าคอ ค่ะพี่”

“ไหนบอกว่ามีข้อมูลเรียบร้อย ช่วยบอกพี่สิว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้แก้ไข”

“เออ..ได้แต่รายชื่อโรงแรมแต่ไม่ได้รายละเอียดว่าใครพักที่ไหน”

“งั้นขอหมายเลขโทรศัพท์ของคนจัดการเรื่องที่พักให้พี่”

“ไม่มีครับ”

“ตูจะบ้าตาย… งั้นมีหมายเลขโทรศัพท์โรงแรมที่จัดการประชุมไหม”

“มีครับ”

“เอาให้หมองอกับหมอจอ”

“งอกับจอพอจะไปหาซื้อบัตรโทรศัพท์แล้วโทรติดต่อโรงแรมเรื่องรายชื่อคนเข้าพักได้ไหม ถ้ามีชื่อพวกเราก็แจ้งเขาว่าเราเข้าพักแน่แต่จะมาถึงดึกเนื่องจากตกเครื่องบิน เขาจะได้ไม่ตัดห้องให้แขกอื่นๆ เพราะคนจะมาประชุมกันเพียบ” ฉันเลือกคนที่คิดว่ามีภาษาอังกฤษดีสุดและพอจะเป็นเรื่องเป็นราวไปทำภารกิจนี้

“หมอฉอมีโทรศัพท์เปิดบริการส่งข้อความต่างแดนได้ใช่หรือเปล่า”

“ครับ”

“พี่รบกวนขอช่วยบอกอาจารย์ทั้งสองด้วย เขาจะได้ไม่กังวล และขอร้องอาจารย์ช่วยตรวจสอบเรื่องโรงแรมให้พวกเราด้วย” 

เพิ่งมารู้เอาตอนหลังที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์เลยก็เพราะว่าท่านนิทรารมย์อย่างบรมสุข ส่วนข้อความกว่าจะผ่านระบบเมืองไทยมาถึงโทรศัพท์ของท่านก็ล่วงเลยมาอีกวัน ไม่รู้จะเสียเงินให้เจ็บใจเล่นไปทำไมหนอ หรือ ‘S’ ตัวแรกของ ‘SMS’ ซึ่งย่อมาจากคำว่า ‘Short’ คงจะหมายถึง ‘สั้น (ไปไม่ถึง)’

“หมอจีนเดินทางจากประเทศเขา โชคดีได้เลื่อนขึ้นไปนั่งชั้นธุรกิจ พอมาเจอพี่สู้ความซวยของพี่ไม่ได้ นอกจากลดอันดับมาอยู่ชั้นประหยัดแล้ว หนำซ้ำยังกระเป๋าหายอีก” เสียงลูกศิษย์เพ่งโทษมาทางฉัน

“น้องเอ๋ย...หมอจีนเป็นเรื่องบังเอิญนะ ไปกับพี่ได้เที่ยวเมืองฟรีไม่ต้องเสียค่ารถ ได้บินดูรูปปั้นพระเยซูไม่ต้องจ่ายเงิน แล้วยังได้สะสมไมล์เพิ่มอีก โชคดีปานฉะนี้แล้ว จะหาได้อีกที่ไหนละน้อง”

“…”

“ก่อนอื่นต้องไปขึ้นรถให้ทันก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีถ้ามีอะไรเกิดขึ้น”

“โธ่เอ๋ย... แค่นี้ก็พอแล้วละพี่”

สำหรับกลุ่มชาวจีนราว7-8 คน ซึ่งตกเครื่องบินเหมือนกัน ใช้วิธีสอบถามพนักงานแผนกบัตรโดยสารแบบยกพวกรุม เสียงดังล้งเล้งหลายภาษาหลากสำเนียงจนพนักงานรีบขวนขวายหาเที่ยวบินให้ได้ นี่แหละสัจจะธรรมของสังคม ทีฉันขอด้วยความละมุนละม่อม….แต่ก็มิได้นำพา

ฉันกล่าวขอบน้ำใจพ่อหนุ่มใหญ่ซึ่งมาส่งพวกเราขึ้นรถ คงโล่งอกโล่งใจพิลึกที่พวกเราไปพ้นๆ อกเสียที พวกเราสรวลเสเฮฮาถ่ายรูปร่วมกับพี่แก ฉันสังเกตเห็นว่า คนไทยนั้นบ้าถ่ายรูปตัวเองมาก ทุกที่ ทุกสถานการณ์ ทุกเรื่อง และทุกโอกาส แล้วก็จะมีท่า (ที่คิดว่า) เก๋ไก๋ประจำตัว ดูดูรูปไปเหมือนถ่ายกับกระดาษปิดผนัง เพราะเอียงหัวเหมือนเดิม ยิ้มเหมือนเดิม เทสะโพกเหมือนเดิม จะเปลี่ยนก็แต่ฉากหลัง บางทีไม่รู้ว่าไปที่ไหนเพราะมีแต่รูปหน้าตัวเองบดบังสถานที่จดเกือบมิด เมื่อนานนมมาแล้วก็เคยบ้าอย่างนี้เหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มเล่นกล้องก็ชอบที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า ถ้ามีรูปตัวเองด้วยก็มักจะยืนหันหลังบ้าง แอบเสาบ้าง หรือเป็นส่วนประกอบฉาก ประเภทไม่มองหาจริงจริงจังจังจะไม่เจอ ซึ่งได้แนวคิดมาจาก ‘CD tour’ ตอนไปเมืองควีเบค ประเทศคานาดา ไอ้ความความประหยัดผนวกกับความรักอิสระ จึงไม่ชอบไปกับบริษัทนำเที่ยวซึ่งฉันเรียกว่า ‘อาอึ่มทัวร์’ เพราะจะมีวงจรชีวิตแบบ ‘โบกธง...ลงกิน...ช็อปปิ้ง...ขึ้น...โบกธง...ลงกิน...ช็อปปิ้ง...ขึ้น’  ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีแผ่นซีดีซึ่งบันทึกเรื่องราวของจุดท่องเที่ยวแต่ละแห่ง บรรจุในกระเป๋าห้อยพร้อมหูฟังและสมุดภาพ ซึ่งในนั้นจะมีนายแบบใส่เสื้อฝนสีเหลืองยืนหันหลังบ้างหรือพิงเสาบ้างมองตรงไปยังจุดท่องเที่ยวตำแหน่งนั้นๆ จะฟังกี่รอบก็ได้ จะหยุดพักทานข้าวตรงไหนก็ได้ จะนอนทอดหุ่ยบนสนามหญ้าเขียวนุ่มตรงไหนก็ได้ และจะละเลียดชมความงามนานเท่าไรก็ได้ ตราบได้ที่มาคืนแผ่นให้ทันก่อนปิดสำนักงาน ค่าบริการตอนนั้นก็แค่ 10 เหรียญคานาดา เท่านั้นเอง ถูกใจคนเบี้ยน้อยที่รักอิสระเหลือเกิน

เมื่อรถที่จะรับพวกเราไปสนามบินมาจอด พวกหมอสาวๆ ก็ขมีขมันขนกระเป๋ากันอย่างขยันขันแข็งแบบทุลักทุเลเพราะกระเป๋าใหญ่เบ้อเริ่มเหิ่ม ส่วนพวกหมอผู้ชายก็รีบขึ้นไปนั่งรถเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งดูๆ จะผิดแผกแหกกฎวัฒนธรรมอยู่บ้าง  แต่พวกเราชาวหมอระบาดฯ คุ้นชินกันมานมนานแล้ว ผู้หญิงที่เลือกเรียนสาขานี้มักจะเหลือความเป็นหญิงน้อย มีความอึดเป็นเลิศ ทนทุกสภาวะ

 “เฮ้...น้องเอ๋ย นอกจากสภาพบุรษแล้ว ยังมีสุภาพบุรษเหลือมั๊ยเนี้ย” ฉันอดไม่ได้

“แฮะๆ..พวกผมไม่แย่งผู้หญิง และให้เกียรติ์สุภาพสตรีเสมอครับ lady first” มีเสียงสวนมาพร้อมกับอากับกิริยากุลีกุจอลงไปช่วย

รถเคลื่อนออกจากสนามบินนานาชาติมุ่งสู่สนามบินภายในประเทศเมือง  Rio De Janeiro หนังชีวิตยังอีกยาว คงต้องเล่าการผจญภัยต่อคราวหน้าแล้วค่ะ

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net