วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุนทรภู่...๒๒๒ ปี


“ วันสุนทรภู่ ” ..๒๒๒ ปี..

พฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

วันนี้ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ ๒๒๒ ของท่าน “สุนทรภู่” ผมขอถือโอกาสนี้ฝากบทกลอนรำลึกถึงท่าน พร้อมทั้งประวัติและผลงานของท่านมาฝากเพื่อน ๆ ครับ.

     ยี่สิบหกมิถุนามาบรรจบ...................เป็นคำรบ สองร้อยยี่สิบสอง

เหล่ากวี วจีถ้อย ร่ายร้อยกรอง...............ร่วมแซ่ซร้อง บรมครู “ภู่” สุนทร

ด้วยผลงานท่านฝากไว้ยิ่งใหญ่นัก..........โลกประจักษ์แก่ใจในอักษร

ท่านสร้างสรรค์ลิขิตไว้ในบทกลอน........ทุกบทตอนสอนใจไม่ขาดแคลน

ท่วงทำนองไพเราะเสนาะเหลือ..............ปรุงแต่งเจือครบทุกรสหมดจดแสน

ร่ายนิราศ เก้าเรื่อง ทั่วเมืองแมน.............ยามท่านท่องต่างแดนแสนเพลินใจ

อีกนิทานทั้งห้าก็น่าสนุก........................เศร้าปนสุขทุกเรื่องล้วนชวนหลงใหล

แฝงคติอุทาหรณ์ไว้สอนใจ...................จารึกไว้ในนิทานอ่านกันทั่ว

บทละครหนึ่งเดียวที่ปรากฏ..................ท่านกำหนดขึ้นถวายแด่เหนือหัว

สุภาษิตทั้งสามห้ามใจตัว......................ไม่เมามัวกลั้วเกลือกเลือกวางตน

บทเห่กล่อมเด็กน้อยให้ผล็อยหลับ...........บรรจงนับได้สี่ ที่เห็นผล

ส่วนเสภานั้นมีสองต้องเคยยล................แทรกปะปนไปทุกที่ทุกวี่วัน

ยี่สิบสี่เรื่องล้วนประมวลไว้....................หวังฝากให้ลูกหลานสืบสานฝัน

จรรโลงไว้ให้โลกรู้เชิดชูกัน...................ตราบนิรันดร์ “สุนทรภู่” ครูกวี

      ยี่สิบหกมิถุนามาบรรจบ..................ขอน้อมนบด้วยบทกลอนอักษรศรี

รำลึกคุณ “สุนทรภู่” ครูกวี....................ผู้มากมีคุณอนันต์นิรันดร์กาล....

                                                                           ช่างนอกตำรา.

                                                                             ๒๖ มิ.ย. ๕๑

สุนทรภู่ หรือ พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย

สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกันฝ่ายบิดากลับไปบวชที่วัดป่ากร่ำอันเป็นภูมิลำเนาเดิมที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดาคงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อสุนทรภู่อายุได้ประมาณ 2 ขวบ มารดาได้นำไปฝากให้เรียนหนังสือกับพระในสำนักวัดชีปะขาว (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่ ๔ ว่า วัดศรีสุดาราม อยู่ริมคลองบางกอกน้อย) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม

สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนางข้าหลวงในวังหลัง ชื่อ แม่จัน ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน ก็พ้นโทษออกมา แม้จะพ้นโทษก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัด ระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ ์ พระโอรสองค์เล็กของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้สุนทรภู่จึงสมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา

สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหงกับแม่จันยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี สุนทรภู่ ได้แต่งนิราศเรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐ สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนักในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว ้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาค ในพระราชวังหลัง

นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ ด้วยเลือดนักกลอนทำให้ท่านกลับมากรุงเทพฯ หากินทางรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอกบทละครนอก บางทีนิทานเรื่องแรกของท่านคงจะแต่งขึ้นในช่วงนี้ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก เพราะสมัยนั้นมีแต่กลอนนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่าน คนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว นิทานของท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดัง ในสมัยนั้นมาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่านจึงได้ร่วมคณะละคร เป็นทั้งคนแต่งบทและบอกบทเดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว

สุนทรภู่รับราชการครั้งแรกในสมัยพระพุทธเลิศหล้านนภาลัย อาจจะมาจากมูลเหตูที่รัชกาลที่ 2 ชอบบทกลอนเหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มี เรื่องอิเหนาและ เรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมีเวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง …(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)..เป็นความเห็นของคุณ อี๊ดคุง ผู้เขียน

อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

               "๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน

                     กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล

                     ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน

                    ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง

                    เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน

                   สารถีขี่ขับเข้าดงแดน

                   พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ" …..

ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า ….

                 "นทีตีฟองนองระลอก

                   กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น

                   เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน

                   อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน

                   ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท

                   สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน

                   บดบังสุริยันตะวันเดือน

                   คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"

กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน แต่หลังจากรัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึง กวีที่ปรึกษาในราชสำนัก ก็หมดวาสนาไปด้วย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึงเหตุที่สุนทรภู่ไม่กล้ารับราชการต่อในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ดังนี้..... "เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องอิเหนา ทรงแต่งตอนนางบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าวดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง "เมื่อทรงแต่งแล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งวานสุนทรภู่ตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว… ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรงปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งว่า " 'น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว' "สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น " 'น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว' " โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้วดำรัสว่า เมื่อขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง ".......

อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งบทละคร เรื่องสังข์ทอง ตอน ท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่ ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา' " ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า 'ลูกปรารถนาอะไร' พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องแก้ว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา' "ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง…. แต่นั้นมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของ นิราศภูเขาทอง ว่า….

                "จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย

                   ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา

                   เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา

                  ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป".....

       เมื่อกลับจากกรุงเก่า พระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง        ปี พ.ศ.๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฝากเจ้าฟ้ากลาง และเจ้าฟ้า ปิ๋ว พระโอรสองค์กลางและองค์น้อยให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภู่สุข สบายขึ้น….

พระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯ ราว ๒ ปี จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมาก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์หนึ่ง เชื่อว่าคงจะทรงคุ้นเคย กับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒ ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้งเมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และ นิราศสุพรรณ

ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่ง เรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่าชอบพระราชหฤทัยในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพ ถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือ นิราศพระประธม และ นิราศเมืองเพชร

สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว

                    สุนทรภู่ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

          ........และผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากสุนทรภู่จะได้รับนามสกุล "ภู่เรือหงส์ "…….

ผลงานสุนทรภู่

ผลงานสุนทรภู่ และวรรณกรรมของสุนทรภู่ มีอยู่มากมาย เท่าที่รวบรวมได้มีจำนวน ๒๔ เรื่อง

แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

ประเภทนิราศ มี ๙ เรื่อง

๑. นิราศเมืองแกลง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนต้นปี

๒. นิราศพระบาท แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนปลายปี

๓. นิราศภูเขาทอง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๑

๔. นิราศเมืองสุพรรณ (โคลง) แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๔

๕. นิราศวัดเจ้าฟ้า ฯ แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๕

๖. นิราศอิเหนา

๗. นิราศพระแท่นดงรัง

๘. นิราศพระประธม

๙. นิราศเมืองเพชร แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒

ประเภทนิทาน มี ๕ เรื่อง

๑. เรื่องโคบุตร แต่งในราวรัชกาลที่ ๑

๒. เรื่องพระอภัยมณี แต่งในราวรัชกาลที่ ๒-๓

๓. เรื่องพระไชยสุริยา แต่งในราวรัชกาลที่ ๓

๔. เรื่องลักษณวงศ์ (มีสำนวนผู้อื่นแต่งต่อ และไม่ทราบเวลาแต่ง)

๕. เรื่องสิงหไตรภพ แต่งในราวรัชกาลที่ ๒

ประเภทสุภาษิต มี ๓ เรื่อง

๑. สวัสดิรักษา แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔-๗

๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๓

๓. สุภาษิตสอนหญิง แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๘๓

ประเภทบทละคร มี ๑ เรื่อง

๑. อภัยนุราช

ประเภทเสภา มี ๒ เรื่อง

๑. เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม แต่งในรัชกาลที่ ๒

๒. เรื่องพระราชพงศาวดาร แต่งในรัชกาลที่ ๔

ประเภทบทเห่กล่อม มี ๔ เรื่อง

๑. เห่เรื่องจับระบำ

๒. เห่เรื่องกากี

๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี

๔. เห่เรื่องโคบุตร

(สำหรับประวัติและผลงานของท่าน ผมรวบรวมจากอินเตอร์เน็ตหลายเว็บไซด์ด้วยกัน จึงขอขอบคุณเว็บไซด์เหล่านั้นมา ณ โอกาสนี้ด้วย)

ป.ล. สิ่งที่ได้นำเสนอ ณ ที่นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยากนำเสนอ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังมิได้นำเสนอไว้ ก็คือ บทกลอนที่น่าสนใจในแต่ละผลงานของท่านสุนทรภู่ ซึ่งผมจะหาโอกาสนำมาเสนอต่อไปนะครับ.......สวัสดี...

โดย ช่างนอกตำรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net