วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป ร า ส า ท เ ข า พ ร ะ วิ ห า ร … รอยอดีต ของมหาปราสาท (4)


June 27, 2008

 

ปราสาทเขาพระวิหาร รอยอดีต ของมหาปราสาท(4)

 โคปุระ ชั้นที่ 4

 

จากลานหินชั้นที่ 3 มีบันได 7 ขั้นขึ้นสู่ถนนตรงไปยังปราสาทหินซึ่งมีปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ ถนนลาดขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ยาวประมาณ 34 เมตร ปักเสานางเรียงข้างละ 9 ต้น ขอบถนนเป็นแท่งหินลำตัวของนาคราช 7 เศียร สุดถนนมีบันไดขึ้นสู่ปราสาท บนลานหินชั้น 4 นี้ เป็นชั้นสูงสุดของเขาพระวิหาร

 

รอบๆบริเวณนี้ พบชิ้นส่วนของปราสาท และอาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่พังทลายลงมาตามกาลเวลา

เป็นที่น่าสังเกตว่าแต่ละชิ้นมีลักษณะใหญ่โต ลักษณะของศิลปกรรมแบบที่พบที่ปราสาทธมที่เกาะแกร์มาก จึงคาดว่าจะสร้างในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ..

 

โคปุระชั้นที่ 4 (ปราสาทหลังที่ 2) หลังนี้ผุพังมากเนื่องจากกาลเวลาแผ่นดินทรุด โคปุระ ชั้นที่ 4 นี้ ประกอบด้วยหลายส่วน และจะมีตัวหนังสือขอมโบราณสลักลงในแผ่นศิลาบริเวณกรอบประตูด้านทิศเหนือของปรางค์ประธาน บริเวณข้าง (ภายใน) จะสร้างบรรณาลัยไว้ ซึ่งแปลว่าห้องสมุด สร้างไว้เพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา

มหาปราสาท บนลานหินชั้นที่ 4 ประกอบด้วยอาคารซึ่งเป็นโคปุระ ระเบียงคด บรรณาลัย และภวาลัย คือปรางค์ประธานที่ประดิษฐานเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์

          อาคารทั้งหมดบนลานหินชั้นนี้ แบ่งได้เป็น 2 หมู่ คืออาคารหมู่เหนือ และอาคารหมู่ใต้ ภวาลัยนั้นอยู่ในกลุ่มของอาคารหมู่ใต้

 

          ประตูหลังทั้ง 2 ข้างของห้องใหญ่ตรงกลางในกลุ่มอาคารหมู่เหนือ มีจารึกอักษรขอมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในพุทธศตวรรษที่ 16 ปรากฏอยู่

และในหมู่อาคารด้านทิศเหนือนี้ มีพระวิหารเล็ก ก่อทึบไม่มีหน้าต่าง เครื่องบนเป็นหินที่มีลวดลายสลักงดงาม

 

          กลุ่มอาคารหมู่ใต้ มีแบบแผนการสร้างเชื่อมติดต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่าระเบียงคด

ภวาลัยหรือปรางค์ประธานอยู่ตรงกลางระเบียงคดที่ล้อมรอบนี้

ภายในระเบียงคดที่ล้อมรอบภวาลัย แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างและการก่อสร้างที่แข็งแรง

ระเบียงคดนี้นับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารต่างๆในกลุ่มมหาปราสาท

 

ภวาลัย คือมณฑปและปรางค์ศีขรหลังคาโค้ง เป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ แทนองค์พระศิวะ

ปรางค์มีมุขหน้ายาวอยู่บนฐานย่อมุม 3 ชั้น ตรงช่องประตูทุกช่องมีทางขึ้นลงเป็นบันได 5 ขั้น

องค์ปรางค์อยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง (ปัจจุบันทรุดพังลงมา)

ที่ประตูปรางค์ด้านเหนือต่อจากมุขหน้ามีจารึกภาษาสันสกฤตขวางอยู่เหนือธรณีประตู

ยอดสุดของปรางค์เป็นบัวกลุ่มซึ่งตกอยู่ใกล้ๆ

 

ภายในภวาลัย มองเห็นฐานตั้งศิวะลึงค์อยู่ด้านในสุด

 

ปัจจุบันมีการนำพระพุทธรูปและเครื่องบูชาไปไว้ในภวาลัย 

 

มุขหรือมณฑป หน้ากว้าง 15 เมตร ยาว 17 เมตร ทางขึ้นลงเป็นบันได 3 ขั้น

หลังคามุงด้วยแผ่นหินเป็นรูปประทุนเรือ หน้าบันประตูซุ้มด้านทิศเหนือ จำหลักรูปปฏิมา 10 กร ยืนเหยียบตะพองช้าง มือทั้ง 10 ถือสิ่งต่างๆคือ มือคู่ล่างสุด ถือพิณหรือไม้เท้ายอดหัวกะโหลก มือทั้งสี่เบื้องขวา ถือตรีศูล มือคู่บน ประณมเหนือศรีษะ

นักโบราณคดีว่าเป็น พระอิศวรปางนาฏราช แต่การที่ประทับยืนบนหลังช้าง บางท่านจึงว่าเป็นพระอิศวรปางประหารคชาสูร คือยักษ์รูปร้างคล้ายช้าง

นอกจากนี้ภายในมุขยังพบวัตถุอื่น คือเทวรูปยืน รูปพระคเนศ ศิวลึงค์ และปรางค์จำลอง 

 

นอกระเบียงคดมีอาคารขนาดใหญ่ทางด้านตะวันออกและด้านตะวันตกอีก 2 หลัง ว่าอาคารด้านตะวันออกอาจเป็นที่อยู่ของนักฟ้อนรำประจำภวาลัย อาคารด้านตะวันตกเป็นที่สำหรับศาสนิกชนมาประกอบพิธีทางศาสนาและอาบน้ำมนตร์ เนื่องจากที่มุขทั้ง 4 ของห้องตรงกลางมีลักษณะคล้ายอ่างน้ำ  

 

บรรณาลัย ตั้งอยู่ขนาบกับระเบียงคด ทางทิศตะวันตกของมหาปราสาท จัดเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีประตูและผนังล้อมอย่างงดงาม

ด้านหน้าของภวาลัย หรือปรางค์ประธาน หันหน้าลงสู่ที่ราบสูงโคราชในดินแดนประเทศไทย สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมกับผู้คนในบริเวณภาคอิสานอย่างชัดเจน

หน้าบันสลักเป็นภาพพระอิศวนทรงร่ายรำอยู่บนหลังช้าง ซึ่งนักประวัติศาตร์มีความเห็นว่า ถ้าไม่ใช่เป็นปางพระศิวะนาฏราช ก็คงเป็นปางพระศิวะทรงประหารคชาสูร

 

เป้ยตาดี เป็นชื่อของลานศิลาซึ่งอยู่ด้านหลังมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้นอกระเบียงคดที่ล้อมรอบปราสาทประธานของเขาพระวิหาร

จากคำบอกเล่ากล่าวกันว่า นานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ ดี จาริกมาปลูกพำนักอยู่ ณ ลานศิลาแห่งนี้จนถึงแก่มรณภาพ ชาวบ้านจึงเรียกลานแห่งนี้ว่าเป้ยตาดี ซึ่งหมายถึงเพิงหลวงตาดีนั่นเอง

ลานศิลาแห่งนี้มีพื้นที่กว้าง 44 เมตร ยาว 50 เมตร ยังคงปรากฏร่องรอยของการตัดศิลาทรายเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารและส่วนต่างๆของปราสาทเขาพระวิหารในปัจจุบัน

จากลานแห่งนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศกัมพูชา หรือเขมรต่ำได้ในมุมกว้างสุดสายตา  

นอกจากนี้ทางด้านหน้าปราสาทของเขาพระวิหารซึ่งเรียกว่า สระตราว รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงกับผามออีแดง ก็ปรากฏร่องรอยของการนำศิลาทรายมาใช้ในการก่อสร้างโบราณสถานแห่งนี้เช่นกัน

 

ด้วยเหตุที่ปราสาทเขาพระวิหาร อยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก ทิวทัศน์โดยรอบเขาพระวิหารจึงสวยงามยิ่ง เมฆขาวใสเหมือนขนนกกระทบแสงแดดอ่อนๆ ความใสของแสงแดดทำให้เร่าสามารถมองได้ไกลสุดเส้นขอบฟ้า เลียบละลิ่วผ่านทิวเขาผ่านทิวเขาไปจนสุดสายตา เส้นทางคดเคี้ยวของเขาลูกแล้วลูกเล่าตัดกับฟ้าในสายตา

ภายใต้ท้องฟ้าโปร่งคือ เจียมกะสาน (ชำปาก้าง) จังหวัดกำปงทม ประเทศกัมพูชา สิ้นสุดขอบฟ้าทางใต้คือ พนมกุเลน เมืองพระนคร และโตนเลสาบ นั่นคือแผ่นดินที่เราเรียกว่า เขมรต่ำ

 

จากที่นี่เราจะมองเห็นปราสาทเหมือน วิหารสวรรค์ลอยอยู่ในฟากฟ้า

พวกเขมรและชนเผ่าอื่นๆบริเวณที่ราบสูงเขาพระวิหารจึงมีตำนานเล่าเรื่องวิหารสวรรค์งามราวเนรมิตแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน นอกจากเชื่อกันว่า คือเทวาลัย ณ เขาพระวิหารแห่งนี้


ปราสาทเขาพระวิหารเดิมอยู่ในความ ปกครองดูแลของไทย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483

และหลังจากการตัดสินของศาลโลก ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 เป็นต้นมาได้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของประเทศกัมพูชาสืบมาจนถึงปัจจุบัน

 

**** ปราสาทเขาพระวิหารบนทิวเขาพนมดงรัก คือประจักษ์พยานของความพยายามที่จะสร้างสมานฉันท์ทางวัฒนธรรมและการเมืองแต่ครั้งอดีตของผู้คนในที่ราบสูงโคราช และบริเวณที่ราบต่ำของขอม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันมาอย่างแนบแน่นแต่โบราณ .. เป็นแหล่งที่คนทุกชาติทุกเผ่าไปจาริกแสวงบุญ 

 

ทัศนคติที่ว่า ศิลปกรรมแบบขอมคือของเขมร และการพบจารึกของขอมที่นี่ ตรงนี้คนพูดภาษาถิ่นมีคำเขมรปะปน ..

คงไม่ใช่เครื่องชี้ขาด ด้วยวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นยาวนัก 

 

ความสำคัญของเขาพระวิหารและปราสาทเขาพระวิหารในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของความศรัทธาของมหาชน ที่อยู่นอกเหนือสิ่งสมมุติทางด้านการเมือง .. เหนือขอบเขตของเส้นที่จะขีดแบ่ง .. มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษยชาติ .. ที่ต้องช่วยรักษาร่วมกัน

 

 

บทความเรื่องเที่ยวปราสาทเขาพระวิหารมาถึงบทสุดท้ายแล้วนะคะ พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยวสถานที่เกี่ยวเนื่องกับปราสาทเขาพระวิหาร นั่นคือ ผามออีแดง สถูปคู่ และสระตราว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร .. ติดตามต่อนะคะ

 

 

ขอบคุณ .. เนื้อความและภาพบางส่วนจากหนังสือ เขาพระวิหารโดย ดร.ธิดา สาระยา

 และ  http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm

http://www.sisaket.go.th/nation_park/prasat_khaopravihan_th.html

http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net