วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญิงนี้ที่ไม่ได้แลกมาด้วยหมา ๑๔


 ๑๔.เดชคุณหญิงย่า

            แท๊กซี่ถูกเรียกมารับสองชายไปที่สนามบินกลับบ้านแต่เช้าแล้ว

           เป็นเช้าที่ดวงอาทิตย์ทำท่าเหมือนคนเกียจคร้าน  เวลาในทัสมาเนียช่วงนี้เร็วกว่าในเมืองไทยสามชั่วโมง  ดังนั้นเก้าโมงเช้าขณะนี้จึงเท่ากับหกโมงเช้าในเมืองไทย  แต่ก็ยังเหมือนหกโมงเช้าอยู่ดี  ในเมื่อดวงตะวันเพิ่งฉายแสงสาดส่อง   คนที่นี่ต้องปรับตัวตามนาฬิกาไม่นำพาแสงตะวัน  เพราะในช่วงกลางฤดูร้อนตะวันจะขยันโผล่ขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่  แล้วเดินทางเชื่องช้าไปจรดขอบฟ้าให้โลกมืดมิดเมื่อเวลาสี่ ห้าทุ่ม หรือเกือบเที่ยงคืนโน่น  ฤดูกาลก็กลับกันกับทางขั้วเหนือ  อย่างตอนนี้ที่บ้านเมืองไทยแดดออกเปรี้ยงของเมษายน  ที่นี่กับเป็นฤดูใบไม้ร่วงอากาศเริ่มหนาวเย็น  คนที่มาใหม่ต้องปรับตัว

         แต่นั่นไม่ใช่คุณหญิงย่าแน่นอน

         อาจเป็นเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ออกเที่ยวกับหลานสาวเป็นวันแรก  หรืออาจเป็นการตามล่าจาน จอห์น  ผู้หยามหยาบหญิงไทยก็ได้  ทำให้คุณหญิงท่านกระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า ไม่ยอมเอาตัวเลขของอายุมาเป็นรั้วกั้นหัวใจให้ใครกังวล 

        กิมหมวยนั้นต้องอยู่บ้านดูแลคุณนพดลอยู่แล้ว  ลูกสะใภ้น้อยของคุณหญิงได้แต่จัดเตรียมหมวก ร่ม เสื้อกันฝน   เสื้อกันหนาว ใส่ไว้ในท้ายรถเรียบร้อย  เพราะอากาศของที่นี่ไม่มีอะไรแน่นอน  แดดจ้าอยู่ดี ๆ ก็อาจมีฝนตกลงมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  หรือลมอาจพัดแรงจนแทบหอบเอาคนไปด้วยก็ได้

        ในบ้านนั้นอบอุ่นด้วยฮีตเตอร์  แต่พอก้าวพ้นออกมาคุณหญิงย่าต้องเรียกหาผ้าพันคอจากรินระวี

        เช้านี้ทรูกานินีในร่างคุณนายแดงยิหวาดูสดชื่นแจ่มใสเห็นได้ชัด  เธอทำตัวเป็นคนสองหัวใจได้อย่างไม่มีพิรุธ  แม้จะเผลอพูดเสียงเหน่อใส่กระเป๋าของสายคำที่มีตลับลอลลี่อยู่ในนั้นอยู่บ้าง  แต่ก็ยังระมัดระวังไม่เผยความลับสู่ใครนอกจากนพดารา กับสายคำ

         ตลาดนัดซาลาแมนกา (Salamanca  Market)  เป็นตลาดนัดวันเสาร์  ที่ตั้งอยู่บริเวณ Salsmanca  Place  ใกล้กับตึกที่ทำการรัฐสภาทัสมาเนีย  ซึ่งหันหน้าสู่ทะเลเยื้อง ๆ กับ ท่าเรือ Franklin

        อลัน นำขบวนหกหญิงต่างวัยจากเมืองไทยแวะทานอาหารเช้าและกาแฟที่ร้านอาหารบริเวณท่าเรือก่อน  แล้วจึงพารถมาจอดใกล้ จตุรัส หน้ารัฐสภา ที่มีต้นโอ๊คใหญ่เรียงราย ร่มรื่น ใบที่เปลี่ยนเป็นสีทอง น้ำตาลของมันอร่ามเรืองไปทั้งบริเวณ และร่วงหล่นเคว้งคว้างลงมาปูเป็นพรมผืนใหญ่ให้ผู้คนนั่งลงได้อย่างวางใจไม่ต้องหาเสื่อ

     บริเวณที่เป็นตลาดให้ผู้คนนำสินค้ามาขายเรียงรายทอดยาวไปตามถนน จากซาลาแมนกา สแคว์ ไปจนถึงเนินสูงที่ตั้งสวนสาธารณะ เซนต์ เดวิด พาร์ค ที่เป็นเป้าหมายของดอลลี่ 

     สินค้าในตลาดมีตั้งแต่ของสด ผัก ผลไม้ จากสวน            ไปจนถึงเครื่องมือ เครื่องใช้อุปโภคบริโภค ของที่ระลึก งานศิลปหัตถกรรม  ผู้คนที่มาซื้อมาขายมากหน้า หลากตา สีผม สีผิว คละเคล้าปะปน  กลมกลืน

     นพดารา ทำตัวเป็นหัวหน้าคณะ  ด้วยมาแถบนี้บ่อยกว่าใคร  เพราะร้านอาหารของคุณป้า พี่สาวของกิมหมวยอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก  เด็กสาวเดินอย่างอาจหาญคล้องแขนคุณย่า ซึ่งพยายามเชิดหน้าเดินฉับ ๆ ให้ทันกับหลาน  ไม่อยากให้อลันมาทำท่าเป็นห่วงคนแก่อยู่ข้าง ๆ

      "จาน จอห์น เขามักพาลูกศิษย์ก้นกุฏิสองสามคนมายืนดีดกีการ์ ร้องเพลงอยู่แถว ๆ นี้หละค่ะ"  อ้อยหวานใจพูดพลางสอดส่ายสายตา  รู้สึกหัวใจพองโต ตื่นเต้น จะไดแก้แค้นให้สมใจ

       มีเสียงดนตรีดังมา  คุณย่าหูผึ่ง  แต่อ้อยหวานใจโบกมือเป็นสัญญาณปฏิเสธ  เพราะมองเห็นวงดุริยางค์วงใหญ่ตั้งบรรเลงเพลงมาร์ชอยู่บนสนามหญ้าข้าง ๆ ซาลาแมนกา สแคว์ ออกไป

       ผู้คนขวักไขว่  แต่งตัวหลากสีสัน  หลากไสตล์  เหมือนไปเที่ยวงานเทศกาลออกร้าน  สงสารเด็กสาว ๆ บางคน อยากนุ่งสายเดี่ยวแต่อากาศไม่เป็นใจ  ได้แต่นุ่งเสื้อหนาตัวสั้นเต่อโชว์สะดือแทน

       เสียงพ่อค้า แม่ขาย ตะโกนเชียร์สินค้าของตน  ดังแข่งกับเสียงดนตรีอึงมี่ไป  พร้อมกับในกระเป๋าของสายคำก็มีเสียงปี๊บ ๆ อย่างครึกครื้นของดอลลี่   สายคำกับคุณนายแดงยิหวาต้องช่วยกันป้องปรามอยู่บ่อย ๆ  เดี๋ยวนี้ดอลลี่ชักเอาใหญ่แล้ว  ชอบแสดงออกไม่เลือกโอกาส  จนสายคำออกจะรำคาญคล้ายมีคนมาเป็นเจ้ากี่เจ้าการอยู่ข้าง ๆ แต่ก็เหมือนมีกรรมร่วมกันมาจึงได้แต่ระงับอารมณ์  ยอมรับภาระหอบหิ้วกันไปเหมือนแมงมุงอุ้มไข่

       "เธออย่าเรื่องมากนะดอลลี่"

        คุณนายแดงยิหวาช่วยสายคำตัดรำคาญ

        "ก็บอกให้ไปทางโน้น กลับมากันทางนี้"

         "ทางโน้นน่ะทางไหน"

        "ขึ้นเนินไป เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ เซนต์ เดวิด พาร์ค น่ะ"

         "ก็ได้..."

        คุณนายว่าแล้วสะกิดสายคำ  กับ นพดารา  แต่ทันใดนั้นมีเสียงเพลงไทยดังขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม

        ลอย  ลอย  กระทง....ดังหวานแว่ว เจื้อยแจ้วมา กระตุกหัวใจนักล่าจาน จอห์น ให้ต้องหยุดเงี่ยหูฟัง และมองหา

       "เห็นแล้วค่า  โน่นแน๊ะ  กลุ่มของเขาละ"

       ชายสามคน หนึ่งสูงโย่งใหญ่โต แต่งตัวเป็นคาวบอย สวมหมวกปีกกว้างปิดหน้าปิดตา ปิดผมยาวระเลื้อยต้นคอ  สวมแว่นตาดำอำพรางสายตา  ตั้งหน้าตั้งตาบรรเลงดนตรีไม่สนใจผู้ใด  อีกสองคนตัวเล็กกว่า ผิวสีเข้มกว่า  คนหนึ่งดีดกีการ์  คนหนึ่งในมือมีไมโครโฟนร้องเพลงเจื้อยแจ้ว  เป็นเพลงไทยเสียงอ่อนเสียงหวาน เช่นเดียวกับหน้าที่ยิ้มละไม สะกดผู้คนที่เดินไปเดินมาให้กลายมาเป็นผู้ฟังผู้ชมแน่นขนัด  ชาวคณะต้องหาทางมุดแทรกเข้าไปจึงได้เห็นหน้าพวกเขาถนัด  เห็นหลายคนโยนเหรียญลงไปในหมวกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเจ้าหนุ่มตุ้งติ้งที่ร้องเพลงไทย

      เสียงเพลง  เสียงดนตรี  เหมือนมีมนต์ขลังสะกดผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มแม้ไม่เข้าใจคำร้อง  ไม่เข้าใจภาษา  แต่ตนตรีนั้นเป็นสากล  ย่อมสื่อได้จากใจถึงห้วงอารมณ์

    บุญจะส่งให้เราสุขใจ  บุญจะส่งให้เราสุขใจ....

     เสียงปรบมือดังสนั่นขึ้น  เมื่อเพลงจบ  หนุ่มน้อยเสียงหวานและหน้าหวานยกมือขึ้นไหว้  โปรยยิ้มไปโดยรอบ  ครั้นมาสบตากับคูณหญิงย่าที่ยืนจ้องจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แต่แรก  เขาก็เสียววูบ  และหุบยิ้มทันที มีอาการเหมือนเด็กซน ๆ แอบกินขนมในห้องเรียนแล้วถูกคุณครูจับได้

      "A lot of  thanks"

      จาน จอห์น เปิดหมวกโค้งไปโดยรอบ

       "นี่มันเจ้าวิลเลี่ยม  บลัคลีย์นี่"

       คุณนายแดงยิหวาก้มลงมาใกล้กระเป๋าของสายคำที่หนีบอยู่ใต้แขนของเจ้าของ

       "เขาเป็นใครหรือ"  ดอลลี่กังขา

      "โอ๊ย...เจ้าไม่รู้จักหรอก  เขานี่แหละ ตัวการพาคนขาวเข้าไปลากไส้ชาวเผ่าแถบตอนใต้วิกตอเรีย  เขาย้ายมาอยู่โฮบาร์ตตอนฉันมีชื่อเสียง ว่าเป็นราชินีแล้วหละ"

     สองหญิงต่างภพกระซิบกระซาบ  ขณะคุณหญิงย่ามองสามหนุ่มแล้วเลือดขึ้นหน้า  ถือเอาว่ากลุ่มนักดนตรีกลุ่มนี้เอาเพลงไทยมาหากิน กลายเป็นความผิดเพิ่มอีกกระทงหนึ่งของนายตัวใหญ่ อาจารย์ของ อ้อยหวานใจ ผู้ซึ่งบัดนี้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจนไปแอบอยู่หลังของรินระวี  กลัวอาจารย์จำหน้าได้จนสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกจากรวงรังบนต้นไม้สูงลงมาเห็นแมวตัวใหญ่อ้าปากคอยอยู่ตรงหน้า

   แต่คุณหญิงย่ากับหลานสาวกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

   แน่ละ ใคร ๆ อยากร้องเพลงก็เป็นสิทธิของใคร ๆ แต่มาร้องเพลงไทยที่คุณหญิงย่าแสนรักในสถานการณ์อย่างนี้ ณ ที่แห่งนี้    จากคนกลุ่มนี้  เลือดรักไทยของคุณหญิงย่าจึงพุ่งกระฉูด

     "เขาเป็นหนุ่มไทยลูกศิษย์จานจอห์นค่ะ"

     อ้อยหวานใจบอกเสียงสั่น ๆ ไม่ทันจบคำด้วยซ้ำคุณหญิงท่านก็ก้าวพรวดออกไปยืนจังก้า ตรงหน้าเจ้าหนุ่มหน้าหวานเสียงหวาน  ยกมือขึ้นชี้หน้ากราด     กำลังจะเอ่ยปากด่าว่าสั่งสอน  หลานสาวเห็นเช่นนั้นก็ก้าวฉับมายืนเคียงข้าง  เชิดหน้าเป็นทีบอกให้รู้ว่านี่เป็นย่าของฉันนะยะ

      "คะ..คนไทย...ละ  หรือ"

      หนุ่มหน้าหวานเสียงหวานปากสั่น ขาก็สั่นด้วย

      แล้วทันใดนั้นเขาก็นั่งลง ยกมือไหว้คุณหญิงย่า  ทำให้ฝ่ายนั้นถึงกับหยุดกึก ด้วยผิดคาด

      "ก็ใช่นะซียะ"

       นพดารายืดอกตอบ  แล้วชาวคณะทั้งหมดก็เปล่งเสียงพร้อมกันว่า

      "ก็ใช่นีซี"

       ดอลลี่ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย  สาบาญได้ว่าเธอไม่ได้ทำอะไรกับอาจารย์ จอห์น  และลูกศิษย์ของเขาให้กลับกลายเป็นอย่างนั้นเลย 

        ในท่ามกลางสายตาของคนทั้งตลาด  เขาทั้งสามได้นั่งลงคุกเข่า กราบกราน อ่อนช้อย ถูกแบบแผนเป๊ะเลย  กราบลงบนพื้นธรณีตรงหน้าย่าหลาน     และชาวคณะที่ยืนเรียงรายด้วยใบหน้าบึ้งตึงกันอยู่ 

           มีแต่อ้อยหวานใจที่ตอนแรกสั่นเป็นลูกนกกลัวแมว  ด้วยความกลัวที่ฝังใจ  มาบัดนี้ท่าทีของอาจารย์กลับทำให้เด็กสาวอ้าปากตะลึงมอง

       ถึงอย่างไรในความเป็นคนไทยสายเลือดไทย เติบโตมาจากวิถีไทย  ทำให้ความเป็นลูกศิษย์กับอาจารย์คือสายใยก่อความเคารพ ยำเกรงฝังลึกในวิญญาณ 

        เมื่อได้เห็นภาพนั้น หัวใจของลูกนกจึงอ่อนไหว  และลังเลว่าตัวเองผิดหรือเปล่าที่เป็นตัวการก่อให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  ผู้คนทั้งตลาดมากลุ้มรุมสุมสายตาจ้องมอง

       "งั้นก็กราบขอโทษเราเสียซี"

       นพดาราเชิดหน้า มีคุณย่าสนับสนุนเป็นปี่เป็นขลุ่ย  สามชายจึงเอ่ยขอโทษพร้อมกราบงามอย่างว่าง่ายไร้เงื่อนไข

      "งั้นพวกเราไปกันได้แล้วครับ"

      อลัน เป็นผู้ให้สติทุกคนจึงนึกขึ้นได้หันไปมองรอบข้างแล้วต้องหันหลังกลับเดินตามหลังอลันไปทันที

     แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายดายอย่างนั้นนะซี  เมื่อปรากฏว่า  อาจารย์  จอห์น  หนุ่มใหญ่ที่มีหัวใจดวงจิ๋ว ลุกพรวดพราดขึ้นแล้วติดตามชาวคณะกระชั้นชิด  ปล่อยภาระเก็บเครื่องดนตรีและข้าวของให้ลูกศิษย์  ออกเดินติดหลังไม่ยอมห่าง เพราะถูกเสน่ห์ของทรูกานินี กวักมือเรียกอยู่ไหว ๆ

     000000000

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net