วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ ระหว่างทางต้องได้ด้วย ” ของครูเชื้อ ดนตรีรส


“ ระหว่างทางต้องได้ด้วย ”  ของครูเชื้อ ดนตรีรส

.

.

ถ้าไม่นับขลุ่ย และฉิ่ง ที่คุณครูสอนให้ตอนฉันเรียนอยู่ชั้นประถม ฉันก็เพิ่งมีโอกาสจับเครื่องดนตรีไทยจริงๆ ตอนที่ฉันเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยนี่เอง

...ในตอนนั้นฉันได้รู้จักอาจารย์ท่านหนึ่งและประทับใจบุคลิกของท่าน ท่านเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาดนตรีไทย ตอนนั้นท่านอายุเกือบแปดสิบแล้ว แต่ท่านยังแข็งแรง และมาสอนที่มหาวิทยาลัยเกือบทุกวัน ตอนฉันเห็นท่านครั้งแรก ฉันรู้สึกว่าท่านเป็นคนที่ใจดี บุคลิกท่านเหมาะสมกับการเป็นครูบาอาจารย์ยิ่งนัก และฉันมาทราบชื่อท่านภายหลัง หลังจากที่ฉันได้ลงเรียนวิชาดนตรีไทยกับท่านแล้วว่าท่านชื่อ “ ครูเชื้อ ดนตรีรส ”

.

วิชาดนตรีไทยเป็นวิชาเลือก ใครจะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ไม่มีการบังคับ ตอนที่ฉันลงเรียนก็มีเพื่อนๆ นิสิต ลงเรียนอยู่หลายคนเหมือนกัน ว่ากันตามจริงฉันแทบไม่มีความรู้เรื่องดนตรีไทยเลยแต่ที่มาลงเรียนก็เพราะครูเชื้อ  ฉันอยากให้กำลังใจให้ท่าน อยากให้ท่านเห็นว่ายังมีเด็กรุ่นใหม่ที่ยังสนใจดนตรีไทยอยู่

ในการเรียนวิชานี้แต่ละคนจะต้องเลือกเครื่องดนตรีไทยมาหนึ่งอย่าง ( ฉันเลือกซออู้ ) เพื่อเรียน และหัดเล่นเพลง พอถึงปลายภาคก็จะสอบโดยแต่และคนต้องเล่นเพลงได้ 3 เพลง ฉันคิดว่าการเรียนวิชานี้คงไม่เป็นปัญหาสำหรับฉัน ฉันตั้งหน้าตั้งตาหัดสีซออยู่นาน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา จนปลายเทอมก็ไปสอบ

...ครูเชื้อให้เราเข้าไปที่ห้องสอบทีละคน ถึงตาฉัน ฉันก็ตั้งใจสีซอ หวังอวดท่านอย่างสุดฝีมือ ครูฟังฉันเล่นจนจบเพลง จากนั้นท่านก็บอกฉันว่า “ สีซอได้ แต่ไม่ผ่าน ระหว่างทางต้องได้ด้วย  ไปฝึกนั่งมาใหม่ ” 

 

ฉันไม่เข้าใจว่า เหตุใดเมื่อสีซอจึงต้องนั่งพับเพียบด้วยทั้งที่มันทั้งปวดทั้งเมื่อย และไม่ถนัดเอาเสียเลย

...ตลอดเวลาที่ผ่านฉันคิดว่าการเรียนดนตรีไทยให้ได้ดีคือ ต้องเล่นไปตามโน๊ตไม่ให้ตกหล่น ฉันจึงไม่ให้ความสำคัญกับการนั่งเลย แต่ฉันคิดผิดเสียแล้ว การเล่นดนตรีไทยที่ถูกต้อง มันรวมถึงท่าทางการนั่งด้วย ผู้สีต้องนั่งพับเพียบ หลังตั้งตรง และการจะให้เสียงซอออกมาเพราะ ผู้สีต้องใช้จังหวะการกระตุกมือ และต้องเข้าใจในอารมณ์เพลงเป็นอย่างมาก ซึ่งมันต้องฝึกฝนไปพร้อมๆ กัน เรื่องง่ายๆ ที่ฉันเคยคิด จึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉันไปเสียแล้ว

............

ต่อมาภายหลัง ฉันหลงใหลการถ่ายภาพ มักท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายภาพ มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งเห็นภาพถ่ายฉันและถามว่า ภาพนี้ฉันได้มาอย่างไร ?  ฉันสามารถบอกเรื่องราวความเป็นมาของภาพถ่ายทุกใบแก่เพื่อนฉันด้วยความภูมิใจ และตอนนั้นเอง ฉันก็นึกถึงคำพูดของครูเชื้อ ที่พูดกับฉันว่า “ระหว่างทางต้องได้ด้วย” เช่นกัน

ครูท่านช่างหลักแหลมยิ่งนัก.. ท่านไม่ได้สอนแค่ให้เราสามารถเล่นดนตรีได้.. แต่ท่านได้ให้สิ่งที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต คือกิริยามารยาท ความอ่อนน้อม และวัฒนธรรมอันดี โดยมันซ่อนอยู่ในกระบวนการนี่เอง นี่คงเป็นหัวใจของการสอนของครู ที่ครูอยากให้ฉันรู้....

.....................

ในคราวนั้นฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมครูเชื้อจึงให้ความสำคัญกับท่านั่งเล่นดนตรีไทยของฉันมาก ถึงขนาดให้ฉันไปฝึกมาใหม่ อาจเป็นเพราะ ขณะนั้นฉันไปยึดติดกับกระแสความต้องการแบบ “สำเร็จรูป”  ที่กำลังเป็นที่นิยมของคนในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็ว เข้าใจง่าย และไม่ซับซ้อน ดังเราจะเห็นคนสมัยนี้พอใจที่จะกินอาหารก็ต้องอาหารฟาสฟู๊ด จะทำธุรกรรมก็ต้องแบบวันสต๊อบเซอร์วิส  ถ้านั่งรถก็ต้องรถไฟฟ้า

.

ในเวลาต่อมา เมื่อฉันเข้าใจ “ระหว่างทางต้องได้ด้วย”  ของครูเชื้อ คำนี้ก็กำลังจะกลายเป็นแค่ “ทางเลือก” ของคนเท่านั้น  หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า แท้ที่จริง ระหว่างทาง มันอาจสำคัญกว่า จุดหมาย ด้วยซ้าไป

- เราอาจเห็นนักท่องเที่ยวบางคนเลือกที่จะนั่งรถเมล์ ในขณะที่ บางคนขึ้นเครื่องบินเล็ก ไปเที่ยวเมืองปาย

- เราอาจเห็นช่างภาพบางคนรอเวลานับปีเพื่อให้ได้แสงอาทิตย์สวยอย่างที่ต้องการ ในขณะที่บางคนบอกว่าถ่ายในสตูดิโอก็พอ

..................

- ในปี 2542 ครูเชื้อ ดนตรีรส ได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดงด้านดนตรีไทย

- ปีต่อมา ครูเชื้อ ลาโลกไปอย่างสงบ ท่ามกลางความเสียใจของลูกศิษย์ และคนในวงการดนตรีไทย

......

ประวัติและผลงานของครูเชื้อ ดนตรีรส

http://art.culture.go.th/index.php?case=artistDetail&art_id=112&page=&side=musicth&detail=interview

...............................

* เพลงราตรี :INSPIRATION

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net