วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กรณีเขาพระวิหาร..เป่านกหวีด(บล๊อกเกอร์)ภาคประชาชนมาร่วมระดมสมองกันดีไหมจ๊ะ!!!!


ภาพโคปุระ วารสารสยามสมาคม ค.ศ. 1956

คราวที่แล้วได้เกริ่นถึงเรื่องเขาพระวิหารกับการเสียดินแดนของไทยเรามาตั้งแต่รัชกาลที่5 รวมทั้งวาทกรรมชาตินิยมในสมัยช่วงที่รณรงค์คัดค้านคำตัดสินศาลโลก

ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

คราวนี้ลองมาดูข้อมูลโดยสรุปสักเล็กน้อย โปรดดูอ้างอิงแนยท้าย

คดีปราสาทเขาพระวิหาร เป็นความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 ในการอ้างสิทธิเหนือบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่ทั้งไทยและกัมพูชา ถือแผนที่ปักปันเขตแดนตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรักคนละฉบับ

แผนที่ฝรั่งเศส ฉบับที่กัมพูชาส่งให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้พิจารณา

แผนที่ A มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย

ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502 

คดีนี้ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ท่ามกลางความไม่พอใจของฝ่ายไทย ซึ่งเห็นว่าศาลโลกตัดสินคดีนี้อย่างไม่ยุติธรรม เนื่องจากศาลโลกยึดติดอยู่บนแผนที่ฉบับเดียว โดยที่ศาลโลกมิได้มีการตรวจสอบสถานที่อย่างจริงจังตามข้อตกลงไทย-ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม การตัดสินคดีครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องอาณาเขตทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ในบริเวณดังกล่าวให้หมดไป และยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

แผนที่ B มาตราส่วน 1:200,000 แสดงภาพรวมที่ตั้งปราสาทพระวิหารและแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน (Line 1) กับเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้าง (Line 2) โดยยึดสันปันน้ำตามหลักสากล ไทยยืนยันการกล่าวอ้างในเรื่องนี้ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา

ทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่ายในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาท โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2502

คดีนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2447 ถึง พ.ศ. 2451 ประเทศฝรั่งเศสมีฐานะเป็นรัฐผู้อารักขากัมพูชา ได้ทำสัญญากับประเทศไทยอยู่หลายฉบับ แต่มีสัญญาอยู่ฉบับหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ คือ สัญญาซึ่งลงในวันที่ 13 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2447 มีความตกลงอยู่ว่า พรมแดนที่เป็นปัญหาให้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน และให้แต่งตั้งคณะกรรมการปักบันเขตแดน เพื่อได้ทำการสำรวจบริเวณพื้นที่แถบนั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ทางการไทยได้ขอให้ทางฝรั่งเศสทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นเป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสลากเส้นเอาเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของประเทศไทย ไปอยู่ในฝั่งเขตแดนกัมพูชาของทางฝรั่งเศสด้วย โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ (แผนที่นี้ต่อมาเรียกว่า "แผนที่ผนวก 1" (Annex I map)

แม้กระนั้น ทางไทยกลับไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย แม้จะไม่ได้แสดงการยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ทำการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง ท่านเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ตรัสขอบใจราชทูตฝรั่งเศสผู้นำส่งแผนที่นั้น และผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ทำการทักท้วง

ต่อมา มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2452 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน กรมแผนที่เองได้ทำแผนที่ ใน พ.ศ. 2480 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาพระวิหารตั้งอยู่ในเขตกัมพูชา

ปี พ.ศ. 2468 มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส โดยมีการอ้างอิงถึงเขตแดนดังกล่าว และในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2473 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จไปเขาพระวิหาร โดยมีผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสรับเสด็จในฐานะทรงเยือนจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาว่า รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ยอมรับ (acquiese) ว่า ฝรั่งเศส มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นเวลายาวนานถึง 50 ปีมาแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)

ปี พ.ศ. 2501 หลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส จึงเริ่มมีข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนรอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา จนกระทั่ง เจ้านโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขณะนั้น นำเรื่องขึ้นเสนอสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2502 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 เป็นหลักฐานสำคัญ ซึ่งแม้เส้นเขตแดนบนแผนที่จะไม่ได้ใช้สันปันน้ำเป็นเกณฑ์ แต่แผนที่ฉบับนี้ไม่เคยถูกคัดค้านจากรัฐบาลไทยมาก่อน

หลังจากศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในเดือน มิ.ย.2505 ในเดือนถัดมาไทยก็ได้ยื่นบันทึกต่อศาลโลกพร้อมแผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำที่ไทยสงวนที่จะกล่าวอ้าง ภาพล่างซ้ายแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับให้พื้นที่แก่ปราสาทที่กว้างที่สุดเพียง 100 เมตรเท่านั้น อาณาบริเวณข้างนอกเส้นปรุเป็นพื้นที่เขตสันปันน้ำ

ดังนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้เข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาอีกราวยี่สิบกว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต

การสูญเสียดินแดนครั้งนี้นับว่าเป็นการสูญเสียดินแดนครั้งล่าสุดของราชอาณาจักรไทย หลังจากที่สูญเสียดินแดนจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 นักกฎหมายไทยหลายท่านได้ถือว่าการตัดสินครั้งนี้ของศาลโลกไม่ยุติธรรม ยึดติดอยู่บนแผนที่ฉบับเดียว ทั้งที่ศาลโลกก็มิได้มีการตรวจสอบสถานที่อย่างจริงจังตามข้อตกลงไทย-ฝรั่งเศส นับว่าเป็นข้อผิดพลาดครั้งสำคัญของศาลโลก

คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษา ดาวน์โหลดจาก

ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

Sarit Dhanarajata's statement on July 4, 1962

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐบาลไทยโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกโดยอ้างว่าคำพิพากษานั้นขัดต่อกฎหมายและความยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคตด้วย

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ระหว่างการพิจารณาคดีเขาพระวิหาร 

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ระหว่างการพิจารณาคดีเขาพระวิหาร

ผู้พิพากษาที่ร่วมการพิจารณา

บี. วินิอาสกิ (Winiarski) : ชาวโปแลนด์ เป็นประธาน

อาลฟาโร (Alfaro) : ชาวปานามา เป็นรองประธาน

บาเดอวัง (Basdevant) : ชาวฝรั่งเศส

มาดาวี (Badawi) : ชาวอียิปต์

มอเรโน กินตานา (Moreno Quintana) : ชาวอาร์เจนตินา

เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) : ชาวจีน

เซอร์ เพอร์ซี เสปนเดอร์ (Sir Percy Spender) : ชาวออสเตรเลีย

เซอร์ เจรัลด์ พีทซ์มอริส (Sir Gerald Fitzmaurice) : ชาวอังกฤษ

คอเรตสกิ (Koretsky) : ชาวรัสเซีย

ทานากา (Tanaka) : ชาวญี่ปุ่น

บุสตามันเต อี ริเบโร (Bustamante y Rivero) : ชาวเปรู

มอเรลลิ (Morelli) : ชาวอิตาลี

กวนเยต์ กวนเยร์ (Garnier-Coignet) : นายทะเบียนศาล

คณะผู้แทนของประเทศกัมพูชา

ฯพณฯ ตรวง กัง (Truong Cang) : สมาชิกสภาองคมนตรี เป็นตัวแทน

ทนาย

ฯพณฯ อุค ชุม (Ouk Chhoim) : อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศส

ดีน แอจิสัน (Dean Acheson): เนติบัณฑิตประจำศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธาธิบดี ทรูแมน

โรเช่ ปินโต (Roger Pinto) : อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส

โปล เรอแตร์ (Paul Reuter) : อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส

ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

เบรซ์ เอม คลาเกตต์ (Brice M. Clagett) : เนติบัณฑิต ประจำศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐอเมริกา เขตโคลอมเบีย

ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

พันเอก งิน กาเรต (Ngin Karet) : อธิบดีกรมแผนที่ แห่งกองทัพกัมพูชา

เลขาธิการคณะผู้แทน

ชาญ ยูรัน (Chan Youran)

รองเลขาธิการคณะผู้แทน

เขม สงวน (Chem Snguon)

คณะผู้แทนของประเทศไทย

คณะผู้แทนฝ่ายไทย

คณะผู้แทนฝ่ายไทย ในคดีเขาพระวิหาร

หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร: เอกอัครราชทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวแทน

ทนาย

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช: เนติบัณฑิต

อังรี โรแลง (Henry Rolin) : ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยบรัสเซลส์ และทนายความประจำศาลอุทธรณ์ กรุงบรัสเซลส์

เซอร์ แฟรงก์ ซอสคีส (Sir Frank Soskice): อดีตแอททอร์นี เยเนราล ในคณะรัฐบาลอังกฤษ

เจมส์ เนวินส์ ไฮด์ (James Nevins Hyde) : เนติบัณฑิตแห่งรัฐนิวยอร์ก และทนายความประจำศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา

มาร์เซล สลูสนี (Marcel Slusny) : อาจารย์มหาวิทยาลัยบรัสเซลส์ และทนายความประจำศาลอุทธรณ์ กรุงบรัสเซลส์

เจ.จี. เลอ เคนส์ (J. G. Le Quesne) : เนติบัณฑิต

ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

พลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล: เจ้ากรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม

สุข เปรุนาวิน: รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

จินดา ณ สงขลา: รองเลขาธิการ ก.พ.

พันโท พูนพล อาสนจินดา: อาจารย์โรงเรียนแผนที่ กรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม

ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

จาพิกรณ์ เศรษฐบุตร: หัวหน้ากองกฎหมาย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ

เดวิด เอส ดาวนส์ (David S. Downs) : ทนายความประจำศาลสูง ประเทศอังกฤษ

แผนที่ จากเอกสารอาจารย์ชาญวิทย์

เราลองมาดูข้อมูลกลไกและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งน่าสนใจทีเดียวค่ะ

จากการได้ฟังคุณปองพลพูดในรายการทีวีหนึ่ง ขออภัยที่จำไม่ได้ และจากข้อมูลมติชนเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกชุดใหม่ ซึ่งมีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธาน ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถนนพระราม 6 กรรมการมรดกโลกไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551มีมติ 3 ข้อ

การประชุมคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกชุดใหม่นัดแรก โดยมีนายปองพล อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน มีวาระสำคัญคือ การกำหนดท่าทีการเจรจาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่เมืองคิวเบก ประเทศแคนาดา

นายปองพลแถลงภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมครั้งนี้มีมติร่วมกัน 3 ข้อ คือ

1.คณะกรรมการเห็นว่า ความสมบูรณ์ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก จะต้องพิจารณาสภาพทางสถาปัตยกรรมและทางภูมิศาสตร์ ประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม

2.คณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก และยูเนสโก ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสถานะมรดกโลกของปราสาทพระวิหารในอนาคต

3.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สผ.กต. ฯลฯ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานสถานภาพแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และแหล่งที่กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพื่อไปหารือในการร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 32 ที่ประเทศแคนาดา

จุดยืนของไทย

1) ในหลักการไทยไม่คัดค้านความประสงค์ของกัมพูชาที่จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตราบเท่าที่การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิด้านเขตแดนและอธิปไตยของไทย เนื่องจากไทยเองก็เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของปราสาทพระวิหาร และปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่พิพากษาว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

2) ที่ผ่านมาไทยได้ประท้วงการอ้างสิทธิของกัมพูชาในพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นดินแดนของไทย กล่าวคือ ประท้วงพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชากำหนดขอบเขตของปราสาทพระวิหาร และแผนที่แนบท้ายคำร้องขอขึ้นทะเบียนฯ (ฉบับแรกที่กัมพูชาเสนอต่อยูเนสโก) เพื่อรักษาสิทธิของไทยในพื้นที่สองฝ่ายอ้างสิทธิทับซ้อนกัน การประท้วงดังกล่าวเป็นการประท้วงที่ชอบธรรมและเป็นกระบวนการปกติในทางการเมืองระหว่างประเทศในการรักษาสิทธิทางดินแดน

3) เมื่อฝ่ายกัมพูชาได้ปรับท่าทีของตน โดยเปลี่ยนแปลงแผนผังแนบท้ายคำร้องฯใหม่นำเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ภายในเขตแดนกัมพูชาอย่างชัดเจนไปดำเนินการขอขึ้นทะเบียนฯ และฝ่ายไทย ได้ตรวจสอบยืนยันทางเทคนิคว่า ไม่มีส่วนใดล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยตามมติ ครม. พ.ศ.2505 แล้ว ไทยจึงสามารถสนับสนุนให้กัมพูชาดำเนินการต่อไปได้ และได้มีการลงนามคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชารวมทั้งแผนผังแนบท้าย การพิจารณาของไทยเกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมนี้ ได้กระทำโดยรอบคอบและถี่ถ้วน โดยหน่วยราชการไทยทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สภาความมั่นคงแห่งชาติกับทั้งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ โดยเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนว่า

ประการแรก แม้จะมีการลงนามคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว การตัดสินใจสุดท้ายว่ากัมพูชาจะประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารหรือไม่ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการมรดกโลกจะตัดสินใจ

ประการที่สอง คำแถลงการณ์ร่วมมีข้อความยืนยันชัดเจนว่า การดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสิทธิของแต่ละฝ่ายในเรื่อง เขตแดนและไม่มีข้อความใดๆ ในคำแถลงการณ์ร่วมที่จะตัดสิทธิที่ไทยจะนำโบราณสถานในฝั่งไทยไปขอขึ้นทะเบียนในภายหลัง

ประการที่สาม คำแถลงการณ์ร่วมระบุเจตนารมณ์ที่ไทยและกัมพูชาจะทำงานร่วมกันต่อไปอย่างสมานฉันท์ เพื่อวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เสนอต่อยูเนสโกภายใน 2 ปี ซึ่งไทยจะมีส่วนร่วมเข้าไปดูแลพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิอยู่ด้วย (ทั้งนี้ ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าไทยได้สละการคัดค้านคำพิพากษาศาลโลกและการสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องคืน หากกฎหมายในอนาคตเปิดโอกาสให้ ตามนัยหนังสือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยเมื่อปี 2505)

ประการที่สี่เรื่องที่มีความห่วงกังวลกันว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะทำให้ไทยเสียดินแดนนั้น การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใดก็ตาม จะไม่มีข้อผูกพันมาถึงการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะคณะกรรมการไม่มีอาณัติในการพิจารณาเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งก็มีการระบุชัดเจนในข้อบทของอนุสัญญามรดกโลก ข้อ 11 (3) ว่า การรวมเอาทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในดินแดนอธิปไตย หรือเขตอำนาจที่อ้างสิทธิโดยรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิของคู่พิพาทไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกก็ได้ยืนยันกับไทยถึงผลบังคับทางกฎหมายเช่นนั้น นอกจากนี้ไทยได้ดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของไทยมาอย่างเต็มที่ตลอดมา และจะดำเนินการต่อไป

ประการที่ห้า ประเด็นเรื่องที่ยังจะต้องหารือแก้ไขกันต่อไป มีอาทิ ความแตกต่างของความเห็นเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ที่ถูกต้องไทยและกัมพูชามีกลไกแก้ไขอยู่แล้ว ได้แก่ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission-JBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ หรือปัญหาการที่มีชุมชนชาวกัมพูชา รุกเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในดินแดนไทย ก็สามารถร่วมกันหารือเพื่อแก้ไขได้โดยยึดถือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา พ.ศ.2543 และการร่วมมือกันจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ให้มีการจัดระเบียบได้มาตรฐานสากลในการอนุรักษ์โบราณสถานที่เป็นมรดกโลก

ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกฯครั้งแรกวันนี้ ทุกคนมีแนวคิดร่วมกันว่า กรณีเขาพระวิหารนั้น ควรจะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชามีความปรองดองกันมากกว่าที่จะแตกแยก โดยคณะกรรมการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องนี้มาร่วมด้วย คือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กรมแผนที่ทหาร ทั้ง 2 หน่วยงานมายืนยันและให้ความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนให้ใครเป็นอันขาด และที่ประชุมครั้งนี้มีมติร่วมกัน 3 ข้อ คือ 

1.คณะกรรมการฯเห็นว่า ความสมบูรณ์ของปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก จะต้องพิจารณาสภาพทางสถาปัตยกรรมและทางภูมิศาสตร์ ประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม

2.คณะกรรมการฯสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก และยูเนสโก ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสถานะมรดกโลกของปราสาทพระวิหารในอนาคต

3.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กต. ฯลฯ เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานสถานภาพแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และแหล่งที่กำลังจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เพื่อไปหารือในการร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศแคนาดา (2-5 ก.ค. 2551)

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ภาพจากบางกอกโพสต์

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้ผ่านไปอย่างเป็นไปตามคาดหมาย ซีกรัฐบาลได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจอย่างท่วมท้น แม้ฝ่ายค้านจะอภิปราย แบบ น้ำไหล ไฟดับ ก็ไม่อาจจะชนะเสียงข้างมากได้ หากเรามาดูกรณีเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ไม่ไว้วางใจรมต.ต่างประเทศ แม้ นายกฯสมัคร จะโอนอ่อนปรับท่าทีต่อกรณี เขาพระวิหาร แต่ข้าพเจ้าว่า หากภาคประชาชนเรา ช่วยกันระดมสมองต่อกรณีเขาพระวิหาร แบบที่ใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ น่าจะทำให้กรณีศึกษาเขาพระวิหารเป็นการร่วมคิดร่วมกันแสดงความเห็นให้ได้สันติและ เขาพระวิหารจะได้เป็นมรดกโลก สำหรับชาวโลกได้รักษาและศึกษากันต่อไป ข้าพเจ้าชอบ คำของบล๊อกเกอร์สุภาวัลย์ .."เส้นสมมุติทางการเมือง "

เราท่านไม่อยากให้มีเส้นสมมุติทางการเมืองมาทำให้เส้นสมมุติเพื่อการเป็นมรดกโลกของเขาพระวิหารกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชาติ และข้อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ยังมีประเด็นอื่นๆที่น่าจับตามองและน่าลงดาบกันเสียที ยกตัวอย่างเช่น กรณีผลประโยชน์ในเรื่องการเปิดบ่อนคาสิโน ไม่ว่าจะเป็นที่เกาะกง ขอให้เขาพระวิหาร เป็นมรดกของมนุษยชาติเถิด

ถึงแม้ว่าขณะนี้ การไปเวิร์คชอบของโอเคเนชั่นอาจจะยังไปไม่ได้ เนื่องด้วยสถานการณ์ก็ขอให้อย่าได้เลิกล้มและหากกัมพูชาเปิดประตูเมื่อไร เราคงได้สัญจรกันทันที และเราคงไม่หยุดนิ่งที่จะเป็นบล๊อกเกอร์ภาคประชาชนในการร่วมระดมสมองแสดงความคิดเห็น

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร....ช่วยส่งความคิดเห็นกันมาจะได้เป็นความคิดเห็นของบล๊อกเกอร์ภาคประชาชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ปล.โปรดอย่าลืมประเด็นที่ข้าพเจ้าเสนอต่อโอเคเนชั่นไปแล้ว ในกระทู้ที่แล้วต่อกรณีเขาพระวิหารนะคะ

PreahVihearFor20June

PreahVihearFor20Ju...
Hosted by eSnips

คลิกเพื่อดาวน์โหลด เอกสาร

ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม บทความโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2505

โหมโรงจีนดอกไม้

เรื่องที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้

 ผ่าพิสูจน์ประวัติศาสตร์..จากไทยกู้เกียรติศักดิ์..จนถึงสองมุมมองต่างขั้วกลางสภาจากประวัติศาสตร์เรื่องเดียวกัน!!!!

ตะลุยแก๊งค์ข้างทำเนียบ..สวนกระแสเขาพระวิหารด้วยฉบับภาคประชาชน..จะทำอย่างไรหากกัมพูชาปิดทางขึ้นเขาพระวิหาร!!!!ที่นี่อาจมีคำตอบ

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net