วันที่ ศุกร์ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพชรน้ำงามในวงดนตรีไทย


เพชรน้ำงามในวงดนตรีไทย

งานศพวันนั้นเป็นงานศพที่ใหญ่ยิ่งที่สุดงานหนึ่งเท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็นมา ความใหญ่ยิ่งในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงความใหญ่โตมโหฬารของการเลี้ยง การต้อนรับ หรือความสวยงามในการประดับประดาหีบศพแต่ประการใด หากแต่หมายถึงผู้มาร่วมในงานศพ ซึ่งมีตั้งแต่คนเดินถนนขึ้นไปจนถึงเจ้านายชั้นสูงสุดของประเทศ เกียรติอันนี้เป็นสิ่งอันควรภูมิใจ และจำไว้อย่างไม่ลืมสำหรับบรรดาลูกหลานของผู้ตาย เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายเป็นที่รักของคนทุกชั้น ทุกคนที่มาในงานกล่าวได้ว่ามาด้วยใจรักด้วย ความอาลัยอันมีต่อผู้ตายเป็นพิเศษ หาได้มาเพราะคิดว่าผู้ตายหรือญาติของผู้ตายเป็นเจ้านายบุญหนักศักดิ์ใหญ่ที่จะช่วยบันดาลให้อะไรต่ออะไรเกิดขึ้นแก่ตัวไม่ ดูๆ ก็ออกจะแปลกอยู่มากที่มันช่างตรงกันข้ามกับการปฏิบัติเพื่อจะ "เอาหน้า" อย่างที่ชอบทำกันอยู่ในสมัยนี้เสียเหลือเกิน
แต่เมื่อคิดไปอีกทีก็ดูไม่น่าแปลกประหลาดอะไร ถ้าเรารู้ว่าผู้ตายคือ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ผู้เป็นทั้งนักดนตรีเอกของเมืองไทยและครูบาอาจารย์ทางดนตรี ผู้มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วบ้านทั่วเมือง คนที่มาในวันนั้นจึงมาด้วยความเต็มใจเป็นพิเศษ เพราะถ้าตนไม่ใช่มิตรสหายของผู้ตาย ตนก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาและลูกหลานของผู้ตายทั้งนั้น การมาในงานจึงหาได้เป็นการมาเพราะเสแสร้งจะเอาหน้าเอาตา ดังที่ใคร ๆ ชอบปฏิบัติกันอยู่ในสมัยนี้ไม่
ข้าพเจ้ารู้จักกับหลวงประดิษฐ์ไพเราะทางชื่อเสียงของท่านมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และเพิ่งจะมีเกียรติได้รู้จักตัวจริงของท่านเมื่อสองปีมาแล้วนี่เอง ข้าพเจ้าจำลักษณะของชายชราที่มีท่าทางใจดี อารมณ์เย็น ที่รับไหว้ข้าพเจ้าในวันนั้นได้อย่างแม่นยำ วินาทีแรกที่ได้พบกับท่าน ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ตัวกำลังพูดอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่สนิทชิดเชื้อของตน ดูๆตัวท่านเองก็เหมือนจะมองเห็นเด็กๆทุกคนเป็นลูกหลานไปเสียหมด ท่านเป็นคนไม่พูดมาก ใจเย็น และตอบคำถามต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง ปลอบให้กำลังใจเมื่อควรปลอบ และตักเตือนเมื่อควรตักเตือน ทุกอย่างที่ท่านทำไปกับเด็กๆแสดงให้เห็นว่าท่านมีความสุขกับลูกศิษย์และลูกหลานของท่านมากเหลือเกิน ในขณะเดียวกัน ความสุขอีกอย่างที่เปรียบเหมือนชีวิตวิญญาณของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ อันจะขาดเสียไม่ได้ก็คือ ดนตรี ในขั้นต้นของชีวิตท่านอยู่กับดนตรีและเจ้านาย ในบั้นปลายท่านเป็นสุขอยู่กับดนตรีและลูกหลาน และใครก็ตามที่อายุอ่อนกว่าท่าน ก็จะรู้สึกตัวว่าได้รับความเอื้อเอ็นดูประดุจตนเป็นลูกหลานของท่านจริงๆ ทุกคน
ข้าพเจ้าจำวันไหว้ครูครั้งสุดท้ายของหลวงประดิษฐ์ไพเราะได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ในวันนั้นจะจารึกอยู่ในความจำของข้าพเจ้าไปจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิต เสียดายที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักท่านมาก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ในวันไหว้ครูปีก่อนๆ คงจะช่วยให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งและรู้จักค่าของเพลงไทยดีขึ้นอีกมาก ข้าพเจ้าได้เห็นแขกเหรื่อมากมายในงาน ได้เห็นลูกศิษย์ลูกหาจากทิศต่างๆทั่วประเทศมาชุมนุมกันในวันนั้น ได้เห็นพิธี "ครอบ" อันจะหาดูได้ยากในเมืองไทย ได้เห็นฝีมือของนักดนตรีไทยเอกๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเพชรน้ำงามของเมืองไทย แม้จะเป็นที่เสียใจอย่างเหลือแสนที่เพชรเม็ดใหญ่ที่สุด งามที่สุด คือ หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้สูญเสียไปแล้วบัดนี้ แต่มรดกของท่านที่ได้มอบไว้กับลูกศิษย์ลูกหาก็ยังคงเหลืออยู่ไม่สูญหายไปไหน ถึงจะไม่ครบถ้วนทุกอย่างทุกประการเหมือนตัวอาจารย์อยู่เอง ก็ยังน่าปลื้มใจที่ท่านได้มอบมรดกอันล้ำค่าเหลือไว้ให้ชาติไทยอยู่ไม่น้อยเลย
ข้าพเจ้าจำได้ว่า ในตอนกลางคืนของงานวันไหว้ครูวันนั้น มีระนาดประชันกันหลายวง เพลงต่างๆที่นำมาเล่นได้คัดเลือกอย่าง "ยอด" จริงๆมาแสดง นักดนตรีทุกคนรู้ว่าการแสดงฝีมือต่อหน้าครูนั้นสำคัญเพียงไรและยิ่งเป็นวันครอบด้วยแล้ว จำเป็นนักจำเป็นหนาที่จะต้องให้ครูเห็นว่าวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดไปจากครูนั้นได้รับผลดีเพียงไหน ถ้าใครแพ้หรือฝีมือด้อยกว่าก็จะต้องอายกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกว่าเลิกหากินเป็นนักดนตรีกันได้เลย ฉะนั้นฝีมือและการบรรเลงในวันนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะไม่มีวันได้ฟังอีกแล้วในชาตินี้ ข้าพเจ้าได้เห็นการเดี่ยวระนาดที่แสนจะวิเศษ ได้เห็นลูกไม้ในการเล่น เช่น การกรอ การขยี้ รัว คาบลูกคาบดอก และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ยิ่งตกดึกหนักเข้า ฝีมือของใคร ๆ ที่ซุ่มไว้ก็นำออกมาแสดงจนหมดไส้หมดพุง เวลาที่คนหนึ่งเดี่ยว คนหนึ่งก็ตบมือเข้าจังหวะกระทุ้งสนุกสนาน บางคนก็รำป้อเข้าจังหวะเพลง บางคนก็ส่งเสียงเฮฮายั่วเย้ากระเซ้ากันไปตามเรื่อง บรรยากาศแห่งความสนุกสนานและอบอุ่นเป็นกันเองอย่างพี่น้องเช่นนี้จะหาไม่ได้ง่าย ๆ นักในโลกอันสับสนวุ่นวายทุกวันนี้
ในตอนดึกมีการเดี่ยวระนาดเอก 5 ราง ซึ่งผู้ที่ไปงานนั้นกล่าวว่า ถึงขนาดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็คงไม่มีโอกาสได้ฟัง เพราะระนาดเอกรางหนึ่งหมายถึงนักดนตรีเอกของวงหนึ่ง ระนาดเอก 5 ราง หมายถึงนักดนตรีเอกจากวง 5 วง เมื่อมารวมกันเข้า ต่างคนต่างก็มีฝีมือ ต่างก ็มี "ทาง" ที่เชี่ยวชาญไปเฉพาะของตน ไฉนเลยจะมารวมกันได้ และมันก็เป็นความจริงเสียด้วย เพราะครั้งแรกที่เพลงภิรมย์สุรางค์จากฝีมือระนาดเอกทั้งห้ารางนี้เริ่มขึ้นได้ไม่เท่าไหร่ก็ "ล่ม" ลงกลางคัน แต่ละคนต่างก็บรรเลงไปตามแนวของตน ไม่มีใครฟังใคร และเพลงภิรมย์สุรางค์โดยระนาดเอก 5 รางก็มีท่าว่าจะไปไม่รอด
ในระยะนี้เองที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า "ลูกศิษย์ทั้งหลายที่มาชุมนุมกันวันนี้ ต่างก็มีฝีมือเก่งกาจเหมือนเสือด้วยกันทั้งนั้น แต่ละคนอาจจะเป็นเสือดำ เสือแดง เสือขาว เสือเหลือง อยู่ในป่าของตน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันต่อหน้าครูเช่นนี้ ทุกคนก็ควรจะทิ้งความเป็นเสือไป ให้เหลือแต่ความเป็นลูกศิษย์ครูเท่านั้น ฉะนั้นขอให้ทุกคนฟังครู ฟังจังหวะจากฉิ่งในมือครู แล้วเพลงภิรมย์สุรางค์ก็จะจบลงได้ด้วยความไพเราะและงดงามอย่างที่ไม่มีใครจะได้เหมือน"
จากนั้น "ภิรมย์สุรางค์" ก็ได้เริ่มขึ้นอีก ครั้งนี้เสียงตะโกนของหลวงประดิษฐ์ไพเราะดังอยู่เป็นระยะๆ ว่า "จังหวะๆ ๆ" และในที่สุด "ภิรมย์สุรางค์" จากฝีมือระนาดเอก 5 รางก็เป็นไปอย่างเรียบร้อยจนตลอดรอดฝั่งอย่างไพเราะน่าฟังและควรแก่การจดจำไปชั่วชีวิต ในขณะเดียวกัน มันก็ให้คติแก่ทุกคนในที่นั้นโดยไม่ต้องสอนเลยว่า สามัคคีคืออะไร และคติอันนั้นก็เกิดขึ้นในชั่วครู่เดียวเพราะคำพูดของ "ครู" ซึ่งบัดนี้ได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับมานั่นเอง
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 ที่บ้านตำบลคลองดาวดึงส์ สมุทรสงคราม เป็นบุตรคนสุดท้องของนายสินและนางยิ้ม ศิลปบรรเลง ชื่อเดิมคือ ศร ศิลปบรรเลง
หลวงประดิษฐ์ไพเราะโชคดีที่มีบิดาเป็นครูปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ครูสิน ศิลปบรรเลง เป็นครูที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ไม่เพียงแต่ในสมุทรสงครามเท่านั้น แต่ยังในจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ด้วย และวิชาปี่พาทย์นี่เองที่ครูสินได้ถ่ายทอดให้ลูกชาย จนกลายเป็นนักดนตรีที่มี ชื่อเสียงของเมืองไทยในปัจจุบัน
แม้ว่าเมื่อเด็กๆหลวงประดิษฐ์ไพเราะจะไม่ได้ตั้งใจเรียนดนตรี แต่ก็ปรากฏว่ามีความสามารถและรักทางดนตรีมาแต่เล็กแต่น้อย เมื่อเล็กๆ ปรากฏว่าตีฆ้องวงได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนกระทั่งเมื่ออายุ 11 ขวบ บิดาจัดงานพิธีโกนจุกให้เป็นงานใหญ่ มีดนตรีปี่พาทย์ประชันกันหลายวง เด็กชายศรได้เห็นฝีมืออันเยี่ยมยอดของนักดนตรีในงานวันนั้นหลายคน การได้เห็นนั้นทำให้เด็กชายศรเกิดความกระตือรือร้นที่จะเป็นนักดนตรีเอกให้ได้บ้าง ฉะนั้นจึงเริ่มหัดเรียนกับบิดาอย่างเอาจริงเอาจัง จนสามารถออกประชันวงได้ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อยนั่นเอง
นับแต่ได้ออกประชันวงแล้ว ฝีมือของเด็กหนุ่มศรก็ได้ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ในการแสดงตามงานพิธีต่างๆปรากฏว่าฝีมือของนายศรเป็นที่เลื่องลือกันอยู่เสมอ จากหมู่ของเจ้านายหัวเมืองก็ได้แพร่หลายไปถึงวงของเจ้านายในเมืองหลวง ครั้งหนึ่งในงานวันเกิดของเจ้าจอมสำลี เจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระปิตุลา นายศรได้แสดงฝีมือเดี่ยวเพลงกราวในเถาเป็นเวลานานถึงหนึ่งชั่วโมง เพลงกราวในนั้น ใครๆก็ย่อมรู้กันอยู่ว่าเป็นยอดของเพลงระนาดเดี่ยว ผู้เล่นต้องมีทั้งลูกไม้และฝีมืออันยอดเยี่ยมจึงจะบรรเลงได้สมบูรณ์ตามแบบฉบับ ปรากฏว่าทั้งลูกไม้และฝีมือของนายศรเป็นที่ชื่นชมแก่เจ้านาย ณ ที่นั้นเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และเจ้านายอีกหลายพระองค์ทรงพอพระทัยจนถึงกับประทานรางวัลให้
ความเชี่ยวชาญและสามารถยอดเยี่ยมนี้ล่วงรู้ไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงมีรับสั่งให้หาและขอดูตัว พอได้ทรงฟังฝีมือบรรเลงของนายศรแล้วก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงขอตัวนายศรจากท่านบิดาให้เข้ามาเป็นมหาดเล็กในพระองค์
จากเวลานั้นเอง ชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีก็เริ่มก้าวขึ้นสู่ความเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ โปรดและชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี ทรงแต่งตั้งให้เป็นที่จางวางมหาดเล็กในพระองค์ เมื่ออายุนายศรครบปีบวชก็ทรงพระกรุณาให้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศ และหลังจากนั้นก็ทรงพระกรุณาจัดการแต่งงาน ให้กับนางสาวโชติ หุราพันธ์ในระหว่างนี้เองที่จางวางศรได้ปรับปรุงเพลงไทยต่างๆ เช่น เพลง 2 ชั้น ปรับปรุงให้เป็นเพลงเถาหลายสิบเพลง
ต่อมาจางวางศรได้แสดงความสามารถให้เห็นมากขึ้น แม้แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังโปรดฝีมือดนตรีของจางวางศรเป็นอย่างยิ่ง จางวางศรนำเพลงเขมรเขาเขียว 2 ชั้น มาประดิษฐ์เป็น 3 ชั้นให้ชื่อว่าเขมรเลียบพระนคร เพื่อไว้รับเสด็จในการเสด็จฯ เลียบมณฑลนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นได้คิดประดิษฐ์ทำนองขับร้องและเพลงโอ้ต่างๆ ในงานพิธีเปิดประตูน้ำท่าหลวงสระบุรี อีกครั้งหนึ่งได้ประดิษฐ์เพลงร้องขึ้นหลายเพลง ทั้งได้แสดงเพลงด้วยฝีมือตนเองในงานคล้ายวันเกิดเจ้าพระยารามราฆพ ปรากฏว่าการแสดงทั้งสามคราวนี้ได้รับการชมเชยจากพระบาทสมเด็จระมงกุฎเกล้าฯ เป็นอย่างมาก การแสดงครั้งแรกของจางวางศรได้รับพระราชทานรางวัลและเหรียญทองรูปรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ครั้งสุดท้ายโปรดเกล้าฯ ให้เข้าไปบรรเลงปี่พาทย์ร่วมกับการแสดงโขนบรรดาศักดิ์ ต่อมาได้พระราชทานยศเป็นหุ้มแพร และได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐ์ไพเราะในที่สุด
เราย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เป็นสมัยที่ดนตรีไทยเดิมกำลังเจริญสู่ขีดสุด นักดนตรีทุกคนจะมีชื่อเสียงได้ต้องเป็นคนเก่งและสามารถจริง ๆ ยิ่งถึงกับขนาดเจ้านายและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเช่นนี้ ย่อมจะหลับตาเห็นได้ว่าความสามารถนั้นต้องยิ่งใหญ่กว่านักดนตรีธรรมดาเพียงไร
อันที่จริงการเป็นนักดนตรีที่มีฝีมืออย่างเดียว ไม่ทำให้คนผู้นั้นมีชื่อเสียงรุ่งเรืองไปได้ ถ้านิสัยส่วนตัวของเขาไม่ดีไปด้วย ข้อนี้เป็นความจริงสำหรับส่วนตัวของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ จากปากคำของมิตรสหายและคนเก่าๆ บางคน กล่าวถึงหลวงประดิษฐ์ไพเราะด้วยความชื่นชมเสมอ ข้าพเจ้าได้ทราบว่านิสัยทั่วๆ ไปของหลวงประดิษฐ์ไพเราะเป็นคนใจเย็น และที่น่านิยมอย่างหนึ่งก็คือความโอบอ้อมอารี ไม่ว่าจะในด้านการงานหรือส่วนตัว หลวงประดิษฐ์ไพเราะจะแสดงความโอบอ้อมอารีให้เห็นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความรู้ทางดนตรี ในสมัยนั้นศิลปินไทยเราโดยทั่ว ๆ ไปมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ หวงวิชา อาจจะเป็นเพราะอาจารย์ไม่อยากจะให้วิชาแก่คนสุ่มสี่สุ่มห้า หรืออาจจะเป็นเพราะกลัวลูกศิษย์จะดีเกินหน้าตัวก็ไม่ทราบชัด สิ่งนี้เป็นที่น่าเสียดายในวงการศิลปินของไทยอยู่มาก ฝีมือทางการช่าง การวาดเขียน และการแกะสลัก ดนตรี และอื่น ๆ ได้สูญหายไปพร้อมกับตัวศิลปินอย่างมากมาย เพราะการหวงวิชานี่เอง
แต่ตัวหลวงประดิษฐ์ไพเราะเองไม่มีความรู้สึกเรื่องการหวงวิชาเลย ตั้งแต่หนุ่มจนแก่จนกระทั่งถึงแก่กรรมไป หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้แสดงให้เห็นความเมตตาประจำอยู่อย่างหนึ่ง ความเมตตาอันนั้นคือความเป็นครูอันมีประจำอยู่ในสายเลือด และความเป็นครูนี้เองที่ทำให้งานศพของหลวงประดิษฐ์ไพเราะเต็มไปด้วยคนทุกชั้น ตั้งแต่ต่ำสุดจนถึงสูงสุด ดังข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว
ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเปรียบเทียบให้ใครๆ เห็นได้ว่า ความสามารถทางดนตรีของหลวงประดิษฐ์ไพเราะนั้นมีมากมายเพียงไร คนไทยรุ่นหลังๆ ไม่เคยมีโอกาสได้ยินได้เห็นหลวงประดิษฐ์ไพเราะแสดงฝีมือเลย เราไม่มีเครื่องอัดเสียงในสมัยนั้น ไม่มีประกาศนียบัตรหรือปริญญาอะไรที่จะเป็นเครื่องรับรองความสามารถของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ แต่ข้าพเจ้าได้เห็นฝีมือของลูกศิษย์ท่านหลายต่อหลายคน บางคนอายุยังน้อย บางคนมาเรียนกับท่านเพียงชั่วเวลาอันสั้น แต่การอบรมของท่านก็ทำให้ลูกศิษย์เหล่านั้นมีหน่วยก้านและฝีมือที่หาตัวจับได้ยาก ข้าพเจ้าได้ฟังนักดนตรีหน้าใหม่ๆ ของท่านบางคนที่เดี่ยวระนาดให้ฟัง เห็นการรัว การกรอลูกไม้ต่างๆ ของผู้แสดงแล้ว ก็รู้สึกว่าชาตินี้ทั้งชาติข้าพเจ้าคงไม่มีวันตีได้อย่างนั้น บางครั้งเพลงก็ดังจนอกใจเต้นคึกคักตามไปด้วย บางครั้งค่อยแผ่วเบาจนรู้สึกใจจะขาด ก็ในเมื่อลูกศิษย์หน้าใหม่ๆ ยังทำได้ดีถึงเพียงนี้ แล้วตัวอาจารย์เองในสมัยหนุ่มๆ จะมีฝีมือสูงสักเพียงไหน
ความสามารถอีกประการหนึ่งก็คือความจำ เพลงไทยนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าไม่มีโน้ตและวิธีบันทึกเสียงอย่างใดเลย การที่นักดนตรีจะบรรเลงเพลงได้นั้นก็ต้องอาศัยความจำของตนนั่นเอง เพลงบางเพลงยาวขนาดต้องเล่นเกือบชั่วโมงจึงจะจบ มันช่างน่าแปลกใจเสียเหลือประมาณว่า หลวงประดิษฐ์ไพเราะเอาหัวที่ไหนไปจดจำเพลงเช่นนั้นได้เป็นร้อยๆเพลง แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่า หลวงประดิษฐ์ไพเราะจำได้อย่างแม่นยำแต่หนุ่มจนแก่ และนอกจากจะจำได้แล้วยังได้นำเพลงต่างเหล่านั้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้นให้มีลวดลายแปลกขึ้น และงดงามไพเราะขึ้นอีกด้วย นี่คือความสามารถในด้านความจำและการแต่งเพลง ซึ่งจะหาได้ไม่ง่ายนักจากอัจฉริยะจำนวนไม่กี่คนในโลกนี้
ความสามารถอีกประการหนึ่งก็คือความจำอันล้ำเลิศนี่เอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงประดิษฐ์ไพเราะตามเสด็จประพาสอินโดจีนและประเทศเขมร หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้อวดความสามารถของคนไทยเป็นที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พระเจ้ามณีวงศ์กษัตริย์เขมรทรงพอพระทัยและติดพระทัยมาก จนถึงกับขอตัวหลวงประดิษฐ์ไพเราะไว้ช่วยสอนเพลงไทยในราชสำนัก
และขณะที่สอนเพลงอยู่ที่เขมรนี่เอง หลวงประดิษฐ์ไพเราะก็ได้นำเพลงต่าง ๆ ของเขมรมาแพร่หลายในเมืองไทยด้วย
ไม่ว่าจะเดินทางไปแสดงที่ไหน ไม่เคยเลยที่ผู้ฟังจะไม่รู้สึกทึ่งในฝีมือของท่านผู้นี้ เมื่อครั้งตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชไปชวา หลวงประดิษฐ์ไพเราะก็มีขลุ่ยติดตัวไปเลาเดียว แล้วด้วยขลุ่ยเลาเดียวนี้แหละ หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้แสดงฝีมือจนเจ้าผู้ครองนครต้องตกตะลึงไป นอกไปจากนั้นทั้งๆที่ไม่เคยเล่นดนตรีของชวาเลย และระนาดของชวาก็มีระดับเสียงต่างกว่าระนาดของไทย แต่พอหลวงประดิษฐ์ไพเราะได้ลองไล่เสียงดูเที่ยวเดียว ก็สามารถบรรเลงเป็นเพลงอันเพราะพริ้งออกมาได้ นี่คือเกียรติของคนไทยในต่างประเทศที่ควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และเช่นเดียวกัน เมื่อกลับมาเมืองไทยไม่แต่จะแต่งเพลงชวาที่ได้นำมาเผยแพร่หลายเพลง หลวงประดิษฐ์ไพเราะยังนำดนตรีของชวาที่เรียกว่าอังกะลุงมาเผยแพร่ด้วย จนบัดนี้เครื่องดนตรีชนิดนี้ก็ยังคงแพร่หลายกันอยู่ในเมืองไทย
ชีวิตในบั้นปลายของหลวงประดิษฐ์ไพเราะได้ใช้ให้หมดไปในการเป็นครูอย่างแท้จริง ท่านตั้งอกตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิชาโดยไม่ปิดบังและโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนด้วย ต้องการอยู่อย่างเดียวที่จะให้ศิลปะทางดนตรีได้แพร่หลายและเจริญยิ่งขึ้นเท่านั้น ถ้าหากใครได้ไปเยี่ยมเยียนบ้านของท่านสักครั้งก็จะรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมผู้คนจึงมีมากมายเช่นนั้น คนเหล่านั้นหาใช่ลูกหลานของท่านไม่ หากแต่เป็นลูกศิษย์ซึ่งเดินทางมาไกลจากจังหวัดต่างๆ เมื่อต้องการเรียนดนตรีก็มาหาท่านและขอพักพิงอาศัยอยู่ในบ้านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร บ้านศิลปบรรเลงจึงเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำและบ่อวิทยาทานซึ่งใครๆก็เข้าไปตักตวงได้ทั้งนั้น การหมดเปลืองในด้านเลี้ยงดูคนนั้นต้องมากเป็นของแน่ ใครบ้างในสมัยนี้ที่ทำอย่างนั้นได้ ใครบ้างที่นอกจากจะไม่หวังผลตอบแทนทางทรัพย์สินเงินทองแล้ว ยังเสียสละเงินทองของตัวออกให้ด้วย ทั้งนี้หาใช่เพื่อ "หน้าใหญ่ใจโต" อะไรมิได้ แต่เพื่อศิลปะอย่างเดียวเท่านั้นเอง
นอกจากจะสอนดนตรีให้เป็นวิทยาทานที่บ้านแล้ว ตามโรงเรียนต่างๆ ยังได้มาขอร้องหลวงประดิษฐ์ไพเราะให้ไปสอนดนตรีไทยให้อีก ซึ่งคำขอร้องต่างๆ เหล่านี้แม้จะทำให้ท่านลำบากอย่างไร หลวงประดิษฐ์ไพเราะไม่เคยปฏิเสธเลยจนครั้งเดียว จนกระทั่งในปีสุดท้ายแห่งชีวิต แม้จะชราภาพมากแล้วก็ยังไม่ยอมหยุดการสอนอยู่ดี ท่านทำให้ใครๆได้รู้สึกว่า ท่านมีความสุขที่จะได้สอนและทำงานเกี่ยวกับดนตรีที่ท่านรัก วิธีสอนของท่านก็ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนๆ ไปตะพึดตะพือ ท่านยังสังเกตความสามารถและความเฉลียวฉลาดเป็นคน ๆ ไปอีก บางคนท่าทางว่าจะมีฝีมือดีๆ ท่านก็สอนลวดลายและการเล่นชนิดลูกไม้พลิกแพลงได้ บางคนฝีมือไม่สู้ดีท่านก็สอนไปในทางอ่อนหวานนิ่มนวล ความสามารถอันนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยในครูทุกคน
บัดนี้คุณครูผู้นั้นได้จากไปแล้ว ชาติไทยไม่ได้สูญเสียครูดนตรีที่ดีคนหนึ่งไปอย่างเดียว แต่ยังได้สูญเสียนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ และสูญเสียเพลงไทยดีๆ ไปอีกหลายเพลง นับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินในวงการศิลปะของเมืองไทย
เราไม่รู้ว่าเพลงไทยของเราจะสูญสิ้นไปหมดเมื่อใด ทุกวันนี้คนเก่าๆ หลายต่อหลายคนคงได้แต่นั่งคิดไปถึงความหลังด้วยความเศร้าสลดใจครั้งกระโน้นความเป็นไทยแท้ของเรายังมีอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังมีแต่ความเป็นไทยจอมปลอม เราจะเรียกตัวเองว่าเป็นไทยโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร ในเมื่อเราเองกำลังเป็นทาสอารยธรรมตะวันตก เรากำลังเจริญลงทุกทีด้วยวัฒนธรรมการกินเหล้า เที่ยวกลางคืน เต้นรำ ขี่รถเก๋ง ดูโทรทัศน์ เรากำลังลืมกลิ่นกระแจะ แป้งร่ำ และสไบจีบผ้ายกกันไปทุกขณะ เพลงเก่าๆ ของเรากว่า 1,500 เพลง บัดนี้เหลืออยู่ไม่กี่เพลง เช่นเดียวกับวัฒนธรรมหลายต่อหลายอย่างกำลังเหลือน้อยลงทุกที และเช่นเดียวกับความเป็นไทยของเราก็กำลังจะสูญไปทุกขณะ
อะไรเล่าที่จะช่วยบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น ถ้าไม่ใช่สำนึกของคนไทยทุกคน!

ที่มา: สาทิส อินทรกำแหง. "เพชรน้ำงามในวงดนตรีไทย". จากดวงใจ. กรุงเทพฯ : แพรว
เอนเตอร์เทน, 2543.

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net