วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้าวครวญ..!..(ต่อ)


                                            (๓)

               หลังผ่านวัยไร้เดียงสาไม่นาน ในขณะพึงพอใจชีวิตวัยเยาว์กลับต้องเผชิญวิกฤตอันปวดร้าวเกินทานทน

               ยามบ่ายคล้อย  ฝูงวิหกโผผินกลับรวงรัง  หมู่มดแมลงต่างก็ย้อนรอยกลับเคหสถานแห่งตน  ทุกชีวิตย่อมฝันถึงการพักผ่อนหลังตรากตรำกรำงานมาทั้งวัน  ทันใดนั้น สองมือแข็งแรงที่เคยโปรยพวกหล่อนลงผืนดินอย่างทะนุถนอมคราวนั้น ได้กางเล็บยื่นเข้าจ่อคอหอย  ครั้งแรกที่หล่อนเห็น มือพิฆาตนั้นกระชากเพื่อนพี่น้องโยนขึ้นไปกองก่ายบนคันนา  ต่างดิ้นรนและร่ำร้องด้วยความเจ็บปวด  

                

              และในที่สุด

             อุ้งมือหยาบกระด้างคู่นั้นก็พุ่งพรวดมาถึงหล่อนจนได้  จิกขยุ้มเส้นผมยาวสลวยอย่างไม่ปรานี  ร่างอวบงามถูกถอนขึ้นพร้อมรากอ่อนสีงาช้าง  แถมยังโชคร้ายมีคราบโคลนห้อยรุ่งริ่งตามติดมาด้วย  หล่อนจึงถูกฟาดเข้าฝ่าเท้าหนาเตอะจนสะบักสะบอม  คราวนี้หล่อนรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเจียนตาย  นั่นก็เพียงพอสำหรับจดจำไปยาวนาน  มิใช่ความแค้น  แต่ทว่า  มันคือรอยสลักที่ไม่มีวันลบเลือน

            พวกหล่อนถูกมัดรวมกันเป็นฟ่อนด้วยเส้นตอกคมวาวจนไม่อาจแม้แต่แขม่วท้อง  แล้วต่อมาก็ถูกแยกย้ายไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนผืนนาอันกว้างใหญ่ ทุกชีวิตตระหนักดีว่า ส่ำเสียงระงมอยู่ในลายลมนั้นมิใช่บทเพลงชีวิต แต่มันคือมนตราแห่งมัจจุราช

                                        (๔)

         หล่อนนอนนิ่งอยู่ปลายนาไกลลิบ  เขตแดนนั้นคือดินดอนอันแห้งระโหย อีกทั้งดินทรายหยาบกระด้างก็เต็มแน่นไปด้วยก้อนกรวดขรุขระ  อาบอบด้วยแสงแดดที่เร่าร้อนดั่งเปลวไฟ  อีกทั้งเวิ้งฟ้าก็แลดูว่างเปล่าและซีดเซียวเหลือคณา  โมงยามนั้น  ในโสตประสาทหล่อนสดับแต่เสียงข่มขู่อันน่าพรั่นพรึง

                           

        ก่อนที่ความตายจะขย้ำกลืน ชั่วขณะหนึ่งนั้น หล่อนผวาตื่นจากเสียงคุกคาม  สลัดลาความทุกข์ระทมที่รุมเร้า  หล่อนจ้องมองสิ่งแวดล้อมรอบตัว  ทักทายเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน  แลกเปลี่ยนแววตาและรอยยิ้มด้วยความจริงใจ  ยามคับขันเช่นนี้ พวกหล่อนได้เรียนรู้...กันและกัน...

       "ผองเรามาจากสายเลือดเดียวกัน" สรรพสำเนียงนี้แผ่ซ่านอยู่ในลายลมอ่อน "มาดื่มเพลงชีวิตบนท้องทุ่งกสิกรรมกันเถิด.......พี่น้องเรา."

       ถึงกระนั้น  ทุกชีวิตย่อมพบเหตุยุ่งยากที่จะหนีความจริง  เมื่อรากฝอยที่เคยสัมผัสไออุ่นดินได้แห้งฝ่อ สรรพางกายที่เริ่มเติบโตก็ผ่ายผอมลงทุกขณะ  ผิวพรรณเหลืองซีดราวกับผีตายซาก  ไอร้อนจากเม็ดทรายไหม้ลามขึ้นตามน่องเรียวงาม  และแน่นอน  ความตายก็ได้คืบคลานเข้าถึงกลางไขสันหลังแล้วเช่นกัน

      อา..เนื้อดินถิ่นนี้มันช่างแห้งแล้งแสนสาหัส  อีกทั้งลมกรรโชกอยู่นั้นก็มิได้อธิบายถึงการเจริญเติบโตใด ๆ เลย

โดย ครูเอก

 

กลับไปที่ www.oknation.net