วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตกเครื่องบินที่บราซิล…ตอนทุลักทุเล


เมือง  Rio De Janeiro เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องปลูกสร้างติดๆ กันอย่างหนาแน่นแบบสังคมเมือง รูปแบบสถาปัตยกรรมดูแตกต่างไปจากสิ่งที่คุ้นเคยตาในบ้านเมืองเรา ตามไหล่เขามีบ้านช่องรูปร่างเสมือนกล่องปูนวางแปะเป็นก้อนๆ สีอิฐสลับสีปูนไปเป็นแถวเป็นแนว ผ้าสีขาวปลิวไสวบนราวตากผ้าเสมือนเด็กซุกซนที่ห้อยโหนกิ่งไม้เล่น เสียงจ๊อกแจ็กจอแจและการวิ่งถ่ายรูประหว่างสองข้างหน้าต่างรถบัสสะท้อนถึงอารมณ์ที่แช่มชื่นขึ้นของหมู่ลูกศิษย์ เป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มผจญภัย

รถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ ตามถนนมุ่งสู่สนามบินเล็ก ผ่านขุนเขา Corcovado ที่มีรูปปั้นพระเยซู Christ the Redeemer สถิตอยู่ รูปปั้นพระเยซูนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดมหัศจรรย์ของโลกที่กำหนดขึ้นใหม่  ใน วันที่ 7 เดือน 7 ปี ค..  2007 (New Seven Wonders of the World) ซึ่งวิธีการเลือกเจ็ดมหัศจรรย์ของโลกก็ยังเป็นที่ถกเถียงครหานินทากันอยู่ เพราะใช้การโหวตหรือลงคะแนนเสียงทั่วโลก ผู้ที่มีเงินมากก็โทรกระหน่ำได้เต็มที่ ดังนั้นของดีในประเทศจนก็มีโอกาส ‘ดีแบบเงียบๆ’  คิดอีกแง่หนึ่งก็อาจจะดีนะ เพราะจะได้ไม่เสื่อมเร็วเวลาผู้คนแห่แหนไปเที่ยวอย่างไม่บันยะบันยังจนมันบรรลัย

 

    

     ความคิดที่จะก่อสร้างรูปปั้นเริ่มในช่วงปี ค.. 1850 แต่ก็มีอันพับไป แล้วมาเริ่มใหม่ในปี .. 1921 ซึ่งใช้เวลาถึง 9 ปี กว่าจะแล้วเสร็จ เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม.. 1931  รูปปั้นพระเยซูท่านยืนผายพระหัตถ์ผงาดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา สีขาวของรูปปั้นตัดกับท้องฟ้าสีครามเสมือนมีรัศมีเรืองรอง   แสงอาทิตย์ที่ทาบทาลงมาก่อเกิดหลืบเงาดั่งมีชีวิตชีวา พลังความศรัทธาของมนุษย์สามารถสรรสร้างได้อย่างยิ่งใหญ่เหลือคณานัก

          

รถค่อยๆ เลี้ยวเข้าไปจอดที่สนามบินขนาดเล็ก

 “น้องช่วยจัดการขนกระเป๋าเข้าไปข้างในตรงเคาเตอร์สายการบินนี้นะ พี่จะรีบไปติดต่อเอาบัตรขึ้นเครื่องให้ได้ก่อน” ฉันบอกพลางตรวจดูเอกสารและหนังสือเดินทางทั้งหมดอีกครั้ง

“ได้เลยพี่”

แผนกออกบัตรขึ้นเครื่องหาไม่ยากเพราะสนามบินเล็ก ฉันเข้าไปอธิบายเรื่องโดยสรุปและยื่นเอกสารให้พนักงานหญิงใบหน้าคมขำตากลมโต หล่อนยิ้มกล่าวต้อนรับแล้วก็เคาะเครื่องสมองกลตามท่ามาตรฐาน

“คุณคะ มีอะไรไหมคะ” ฉันเอ่ยถามเมื่อหล่อนใช้เวลานานไปหน่อยแล้วเริ่มขมวดคิ้ว มันเป็นภาษากายที่เป็นสากลบ่งบอกถึงเหตุร้าย

“ตั้ง 10 กว่าที่เลยรึ จะหายากอยู่สักหน่อย ดิฉันกำลังหาที่อีกเที่ยวบินหนึ่ง แต่ต้องขอตรวจสอบกับหัวหน้าก่อน คุณรออยู่ที่นี่ก่อนได้ไหมคะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” ฉันตอบรับทันที ถึงไม่บอกฉันก็ไม่ยอมไปไหนอยู่ดี ต้องอยู่เกาะติดสถานการณ์ เนื่องจากได้บทเรียน ‘กินแห้ว’ ที่สนามบินนิวยอร์กกับลอสเอลเจลิสมาแล้ว

“พี่พี่ กระเป๋าเอาไว้ไหน” เสียงเหนื่อยอ่อนแทรกขึ้นมา

“มาเรียงเข้าสายพานนี้เลย”

เหล่าลูกศิษย์หนุ่มสาวทิ้งร่างลงนั่งแปะกับพื้นหน้าเคาเตอร์ ถอดรองเท้าทิ้ง นั่งกุมขมับ ไม่เหลือมาดหมอไว้เลย  เห็นท่าทางอ่อนหล้าของลูกศิษย์แล้วก็อดสงสารไม่ได้ แต่ยังต้องสะสางเรื่องบัตรโดยสารกับพนักงานหญิงให้แล้วเสร็จก่อน แม่นางฟ้าคู่นี้นอกจากสวยแล้วยังกระตือรือร้นช่วยเหลือพวกเราอีก ประทับใจจริงๆ

 

 

แม่นางฟ้าเดินไปเดินมาพร้อมวิทยุสื่อสาร ท่าทางวุ่นวายพอสมควร เข้าใจนะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการจัดการกับคนกลุ่มมาก ครั้นจะละทิ้งไว้ให้ลูกศิษย์ก็เกรงว่าจะไม่ได้เรื่องจึงยืนหยัดปักหลักเกาะเคาเตอร์อย่างเหนียวแน่น

“หมดแรงกันแล้วรึไง ปล่อยให้หญิงวัยกลางคนยืนทำงานอยู่นี่นะ” ฉันเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นลูกศิษย์วัยหนุ่มสาวนั่งระเนระนาดหมดสมรรถภาพทางแพทย์อยู่กับพื้น

“ไม่ไหวแล้วพี่ เหนื่อยจัง”

“ถ้าโชคดีได้ตั๋ว เราก็จะถึงที่หมายภายในคืนนี้”

“โอยพี่.... ”

“นี่ประชาชน พี่ใช้เวลามากกว่าพวกเราอีก 3-4 ชั่วโมงเพราะกระเสือกกระสนมาจากเชียงใหม่นะ”

“ยังไงก็ขอนั่งก่อนละ”

“พวกเราหิวไหม”

“หิวมาก อยากกินอาหารไทย”

“มากไปน้อง  เอางี้ ไปหาอะไรทานกันก่อน แต่อย่าไปไกลนะเพราะพี่กำลังรอว่าจะได้ที่นั่งเที่ยวไหน อาจจะต้องวิ่ง..”

“พี่ๆ พี่ชอจะเป็นลม” เสียงเจ้าหมอทหารตะโกนโหวกแหวกมาด้วยหน้าตาเลิกลัก

“แล้วจะให้พี่ไปดูรึไง ตั๋วก็ยังไม่ได้ แล้วพวกเธอเป็นหมอกันรึเปล่า” ฉันชักจะเสียงดังขึ้น

“…..เออครับ”

“พี่เดี๋ยวหนูไปดูเอง” หมอผู้หญิงคงจะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองเป็นหมอ มันเป็นอาการของสมองที่มึนตึ้บไปด้วยความเหนื่อยล้าอดหลับอดนอน

“นี่….คุยว่าได้น้ำเอปเปิ้ลจากแอร์คนสวยไม่ใช่หรือ ทำไมไม่เอามาให้เพื่อนดื่มเพิ่มน้ำตาลในเลือดไปก่อนหละ” ฉันหันไปถามเจ้าหมอทหาร

“เออเฮะ...ผมลืมไป” เจ้าหมอทหารตั้งใจว่าจะเอาไปดื่มที่โรงแรมตั้งแต่แรก จึงจำแบบทหาร คำสั่งเดียวไม่มีย้อน 

“พี่ๆ ไม่มีแก้ว”

“ถ้าหาไม่ได้ ก็อย่าดื่มเลยไอ้น้องเอ้ย”

“…..” เจ้าหมอทหารไม่รอถามต่อผลุบหายไปในบัดดล

วันนี้ครบรอบวันแต่งงานหมอชอ  แต่ดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด นอกจากไม่ได้ฉลองกับหวานใจแล้วยังตกเครื่องบิน ระหกระเหิน อดข้าวอดน้ำอีก การเดินทางไกลสุขภาพกายต้องดีจิตใจต้องเข้มแข็ง เอาไว้สู้กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ไง

สักพักแม่นางฟ้าแสนสวยก็มาบอกข่าวดีห้อยข่าวร้ายให้ 

          “ตกลงได้ครบทุกที่เลยค่ะ แต่ต้องรีบไปขึ้นเครื่องเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

          “น้อง ไปตามเพื่อนที่เหลือมาบัดเดี๋ยวนี้เลยนะ บอกว่าเครื่องจะออกแล้ว”

          “ค่ะค่ะ” หมอผู้หญิงละล่ำละลักรับคำแล้วผลุบหายไปทันที

         

ภาพผู้โดยสารเอเชียหัวดำหอบข้าวหอบของเดินกึ่งวิ่งหน้าตาตั้งตามกันไปเป็นโขยงพร้อมส่งเสียงภาษาแปลกๆไปด้วย เรียกร้องความสนใจของผู้คนแถวนั้นมิใช่น้อย ประตูทางออกขึ้นเครื่องสนามบินเล็กๆ มักจะเป็นแบบง่ายๆ คือ มีเคาเตอร์เล็กๆ ไม่กี่ที่แยกตามประตูที่เปิดไปสู่ลานจอดเครื่องบินข้างนอก แต่พอออกพ้นประตูไปผู้โดยสารก็ไปจ๊ะเอ๋กันเอง ขืนเดินเพลินๆ ไม่สังเกตสังกาอะไรอาจขึ้นผิดเครื่องได้  เหมือนสนามบิน JFK ในนิวยอร์ก ที่ผู้โดยสารออกคนละประตูแต่ดันไปขึ้นรถคันเดียวกัน (Bus gate) มั่วไปหมด รถรับส่งขึ้นเครื่องบินนะ ไม่ใช่รถเมล์ จะได้วิ่งส่งขึ้นเครื่องนั้นเครื่องนี้ตามอัธยาศัย

“ตามพี่มาทางนี้น้อง เร็วๆ เข้า” ฉันรีบเรียกลูกศิษย์แล้วสังเกตสีร่มที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินแจกให้กางกันฝน เพื่อไปให้ถูกลำ พระพิรุณก็มาเป็นขวัญกำลังใจด้วยแทบทุกครั้งที่ฉันเหยียบแผ่นดินใหม่

เมื่อเราขึ้นไปนั่งในเครื่องครบหมดแล้ว แม่นางฟ้าก็เดินเข้ามาบอกกลุ่มเราว่า

“ขอความกรุณา ย้ายที่นั่งมาทางนี้หน่อยค่ะ เพื่อกระจายน้ำหนักในเครื่อง” แม่นางฟ้าสวยคมขำเอื้อนเอ่ย

“นั่งริมหน้าต่างได้ไหมคะ”

“ได้ แต่แถวนี้นะคะ”

“น้อง ใครอยากชมวิว ใครอยากถ่ายรูป ก็จับจองได้เลยนะ” ฉันหันไปตะโกนบอกลูกศิษย์

          “พี่ ถ้าให้หนูกินขนมปังอีกมื้อต้องอ๊วกตายแน่ๆ” หมอผู้หญิงจากอีสานผิวเข้มร่างอวบกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดทน

          “ใจเย็นๆ ไว้น้อง เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

          “…….” หล่อนไม่ว่ากระไร แต่ดูใบหน้าเบื่อโลกชะมัดญาติ

พอเครื่องขึ้นได้สักพักแม่นางฟ้าก็ออกมาแจกเครื่องดื่มและแซนวิช ซึ่งดูแปลกตาไปจากบ้านเรา เพราะขนมปังนั้นเป็นก้อนกลมยาวราวคืบกว่าคล้ายขนมปังฝรั่งเศส ผิวนอกเป็นสีน้ำตานข้างในสีขาวถึงไม่กรอบนอกนุ่มในเหมือนตอนออกจากเตา แต่ก็ไม่แข็งโป๊กปาหัวหมาแตก ข้างในสอดไส้ด้วยเป็ปเปอร์โรนีผสมเครื่องเทศ รสชาติ...อืม...แม่เจ้าโวย!...เหมือนแหนมจริงๆ

          “น้องๆ แหนม แหนมชัดๆ”

          “อะไรนะพี่”

          “ลองชิมขนมปังดูก่อน เหมือนแหนมมั๊กๆ”

          “…เออจริงแฮะ..อร่อย มีพริกขี้หนูมัย” ตาหล่อนมีประกายแวววาวขณะกัดกินแซนวิชรสแหนมอย่างเอร็ดอร่อย

          “มากไปน้อง แค่นี้ก็บุญโขแล้ว”

          เครื่องบินเล็กมีระดับการบินไม่สูงมาก ช่วงที่เหินเวหาขึ้นจากทางวิ่งแล้วตีโค้งอ้อมท้องทะเลสีครามสามารถเห็นตัวเมืองได้ชัดเจน ลูกศิษย์ต่างจับจองที่นั่งริมหน้าต่างกันเพื่อถ่ายรูปปั้นพระเยซูและภาพเมืองที่สวยสดงดงาม เสียงฮือฮาสลับกับการถ่ายรูปทำให้ฉันรู้สึกดีใจที่น้องๆแช่มชื่นกันขึ้นบ้าง แค่มีสติพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเท่านั้น ก็ดูเสมือนว่าได้เช่าเครื่องบินเที่ยวโดยไม่เสียสตางค์แถมยังสะสมแต้มระยะบินได้อีก อย่างน้อยก็ละเลียดความสุขได้ไปช่วงหนึ่ง  ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นค่อยไปลุยเอาดาบหน้า

เมื่อกลับมาถึงสนามบินเมือง São Paulo อีกครั้ง เราก็มุ่งตรงไปยังห้องพักผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ปรากฏว่าเครื่องบินเลื่อนเวลาออกไปอีก ฉันตรวจสอบความแน่นอนอีกครั้งกับพนักงานก่อนที่จะเดินมาสมทบกับลูกศิษย์ที่นั่งอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง บางคนลงไปนอนเหยียดยาวบนม้านั่ง

“เฮ้ย..เจ้าคอเป็นอะไรไป สดชื่นหน่อยสิ ได้เที่ยวฟรี ได้ข่าวกิน แถมยังสะสมไมล์เพิ่มอีกต่างหาก”

“โอ๊ยพี่..ตอนนี้ผมมีอาการ over mileage syndrome จะอ๊วกเพราะนั่งๆ นอนๆ สะสมไมล์จากเมืองไทยมาเป็นวันๆ ไม่เอาไม่เอยอะไรแล้ว” เจ้าคอพูดพลางดึงผ้าปิดหน้านอนหลับต่อ เจ้าคอที่เริ่มเดินทางด้วยใบหน้าใสปิ๊งทรงผมหวีเรียบแปล้กับเสื้อเนี๊ยบกลีบโง้ง กลายสภาพมาเป็นหมอหน้ามันผมลีบกลีบเสื้อยับยู่ยี่ไปเสียนี่ เออหนอ..สังขารไม่เที่ยง

“เออๆ...ไม่ยุ่งด้วยก็ได้วะ  ประชาชนเป็นไงบ้าง” ฉันเลิกตอแยหันไปคุยกับลูกศิษย์ที่เหลือ

“ก็สนุกดีครับพี่”

แล้วเราก็เปิดวงสนทนาขึ้นใหม่ในเรื่องสัพเพเหระ จนมาถึงเรื่องการป้องกันตัวเมื่อมีภัย

“น้อง หุ่นอย่างพวกเราอย่าไปหาญสู้ฝรั่งร่างยักษ์เชียวนา แค่เขาเอานิ้วจิ้มหน้าผาก เราก็หงายเก๋งไม่เป็นท่าแล้ว”

“พี่ๆ อย่างพี่ฉอหนะ ฝรั่งจิ้มไม่ล้มหรอก” เสียงหมอผู้ชายผมดกดำแทรกขึ้นมา พาดพิงหมอฉอซึ่งเป็นสัตวแพทย์ที่มาเรียนระบาดวิทยา

“ทำไมจิ้มไม่ล้ม หรือผมมีวิชาดีอะไร บอกพี่หน่อย”

“หน้าผากแกกว้างใหญ่และลื่น จิ้มแล้วนิ้วไถล” หมอฉอมีหน้าผากสูงกว้างgเฉียดล้านบาท เพราะผมมันไม่รักดีหายหัวออกจากบ้านไปนานแล้ว ประเภทกู่ไม่กลับ เหลืออยู่หยุ๋มหยิ๋ม

“ฉอ ถ้าเป็นพี่นะ จะไม่ยอมให้ใครบังอาจมาลบหลู่เด็ดขาด” พูดแบบบ่างช่างยุมาเอง

“ผมอยากเตะมันสักป๊าปเหมือนกัน” หมอฉอผู้มีอารมณ์เย็นพูด แต่ไม่ได้โกรธจริงดอกนะ

“ถ้าพี่เป็นน้องนะ จะล้างเท้าด้วยน้ำมะพร้าวก่อนเตะ เผื่อมันคอหักตายจะได้ไม่รู้สึกผิดมาก”

“โอโฮพี่ มุขนี้ลึกล้ำนัก”



 หลังจากพูดคุยประเทืองปัญญาและอารมณ์สักพักใหญ่ ก็ใกล้เวลาขึ้นเครื่อง จึงจะไปเด็ดดอกไม้สักหน่อย เคยเจอหลายครั้งที่เขาเรียกขึ้นเครื่องแล้วก็ไม่ออกจากงวงสักที พอออกแล้วก็ไปติดเครื่องรออยู่ตรงทางวิ่งเพราะการจราจรแน่นมากไม่มีคิวขึ้น ของเหลวที่ผ่านกรวยไตประดังประเดลงมาขังที่กระเพาะปัสสาวะบวมเป่งจนจวนจะระเบิด ปวดท้องฉี่เสียจนหน้าเขียวหน้าเหลือง นั่งไขว่ห้างหนีบไปมาอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ ยิ่งเจอลานบินสะเทือนแบบสนามบินบางแห่งเขื่อนแทบพัง

          “ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว พี่ไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะ ฝากเฝ้าประตูขึ้นเครื่องด้วย”

          “ได้ครับพี่ ฝากฉี่ด้วย”

          “จะเอาตอนต้นหรือตอนท้ายหละ”

          “……..”

          เมื่อออกจากห้องน้ำกลับมาหาลูกศิษย์   ฉันชักใจหายเมื่อมองป้ายตรงเคาเตอร์กลายเป็นเที่ยวบินอื่นซึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง

“อ้าวน้อง แค่ฝากให้เฝ้าประตูก็ยังทำไม่ได้ เขาย้ายประตูขึ้นเครื่องแล้ว”

          “อะไรนะพี่ ไม่เห็นเขาประกาศเปลี่ยนประตูเลย”

          “เขาไม่ประกาศ หรือผมฟังไม่รู้เรื่องกันแน่ ...เร็วเข้ารีบไปกันก่อน”

          ขนาดจะขึ้นเครื่องนาทีสุดท้ายแล้ว ยังมีเหตุการณ์พลิกผันให้ได้แก้อีก ขอกราบขอบคุณครูบาอาจารย์ทางธรรมที่สอนเรื่องสติสัมปชัญญะ ถ้าฉันไม่เพียรฝึกฝนก็อาจจะจนปัญญาตอนเจอปัญหาหรือนาทีวิกฤตในชีวิตไปแล้ว….สาธุ

 

 

                ในที่สุดเราก็ตะเกียกตะกายมาจนถึงสนามบินเมือง Brasilia ฉันบอกลูกศิษย์จัดการเรื่องกระเป๋า ส่วนตัวเองต้องรีบหาข้อมูลรถและโรงแรม นำวิชาระบาดวิทยามาประยุกต์ใช้ในการเลือกคนที่จะสอบถามข้อมูลต่างๆ ได้หนุ่มบราซิลหน้าตาแบบนักศึกษาใส่แว่นกลมๆ ท่าทางเป็นมิตร

“เราซื้อบัตรโทรศัพท์มาใช้แต่มันไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร” ฉันเริ่มอรรถาธิบายและพรรณนาถึงวิบากกรรมพอให้น่าสงสาร

“ใช้โทรศัพท์ของผมดีกว่า ขอหมายเลขโรงแรม เดี๋ยวผมโทรให้” พ่อคุณพ่อทูนหัวไฉนน่ารักเช่นนี้

“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันรีบขอบคุณ ไม่มีเล่นตัวใดๆ ทั้งสิ้น และประทับใจในความเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แล้วพ่อหนุ่มโชคร้ายก็ยุ่งวุ่นวายกับธุระของเราจนแม่และญาติโยมที่มารับเริ่มกระวนกระวาย จนกระทั่งพอจะได้เรื่องได้ราวลุยต่อได้ฉันก็รีบขอบคุณอย่างเกรงอกเกรงใจ เขาแนะนำให้รู้จักกับญาติๆ ฉันกล่าวชื่นชมความมีน้ำใจให้แม่เขาอย่างเต็มหัวจิตหัวใจ ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก (แบบพี่ไทย) แล้วก็ลาจากกันไปด้วยความรู้สึกดีๆ

  

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ เราพร้อมจะเคลื่อนขบวน การมีคนหมู่มากนั้นก็สนุกอบอุ่นดี แต่ก็ลำบากในเรื่องยานพาหนะที่อยู่อาศัย กระเป๋าหมอจีนยังมาไม่ถึง จึงให้ข้อมูลติดต่อไว้

เราเดินออกมาเจอกับเจ้าหน้าที่จัดงานประชุมที่มาชูป้ายรับผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งดีใจทั้งโล่งใจ จากนั้นก็กระจายกันขึ้นรถเพื่อไปโรงแรมที่มีรายชื่อเข้าพัก

ดึกแล้ว ท่ามกลางความมืดมนอลทกาลของรัติกาล ดวงดาวบนฟากฟ้าบราซิลกระพริบระยิบระยับปลอบประโลมคนพลัดถิ่นให้คลายความว้าแว่เศร้าสร้อย ความมืดเข้าลูบไล้ใบหน้าและเปลือกตาให้หรี่ลงอย่างช้าๆ สายลมโชยพาหัวใจโบยบินสู่ห้วงนิทรารมย์ ราตรีสวัสดิ์บราซิล ......ZZZZ

 

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net