วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ณ วันนี้...เทียนเล่มนั้น ยังมีความหมาย...อีกหรือ


“จุดเทียนเล่มน้อย ที่นำมาร้อยรวมกัน ประคองให้มั่นหลอมรวมกันให้เป็นดวงใหญ่...พ่อแม่พี่น้อง ขอจงมาคล้องดวงใจ จับมือกันไว้สู้ไปให้มันเต็มที่...หากใครย่ำยี พร้อมพลีถึงตายไม่หวั่น...ขอเอาพระธรรมนำหน้าเข้าฝ่าประจัน...”

นี่เป็นบทเพลงปลุกใจที่ยังคงใช้ได้จวบจนวันนี้ วันที่บ้านเมืองเรากำลังจะถูกโจรทางการเมืองเอาเงินฟาดหัวประชาชนและปล้นสะดมเงินประเทศชาติ ยังไงก็ตาม ทุกครั้งที่ผมได้ยินบทเพลงนี้ ความรู้สึกบางอย่างก็กระตุ้นให้ผมคิดเสมอว่า ครั้งหนึ่งผมเองก็ได้ลงไปร่วมแสดงเจตนารมย์บางอย่างที่ชัดเจน ว่าผมไม่ต้องการ นักการเมืองที่คิดชั่ว ปากดี และทำเลวมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่ผมอยู่ตอนนี้

...เอาเป็นว่าวันนี้มาบ่น ก็แล้วกัน เบื่อ เซ็ง ทุกครั้งที่เห็นอะไรก็ตามไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรจะเป็น แม้ว่าเราจะเดินไปสู่อุดมคติทางทฤษฎีถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่การเข้าใกล้ความเป็นอุดมคติมากที่สุดมิใช่หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ก็นั่นแหละ บ้านเมืองหากถูกจัดวางระบบไว้ดีแล้ว ระบบในที่นี้คือระบบกฎหมาย ไม่มีทางหรอกที่จะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะนักวิชาการที่เคารพหลักการ เชื่อว่าระบบจะเป็นตัวจัดการปัญหาด้วยตัวมันเอง แต่เอาเข้าจริง ถามซิว่า ตัวรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งกฎหมายอื่น สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองบ้างหรือไม่ มีไปกฎหมายเป็นร้อย ๆ ฉบับ เอาเข้าจริง ความผิดตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ก็ยังมีให้เห็นอยู่บานเบอะ เฮ้อ บอกตรง ๆ ครับว่า เหนื่อยใจ เอาละนั่น อาจเป็นเพราะเราไม่สามารถบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายได้ นั่นคือ กฎหมายขาดสภาพบังคับ ซึ่งมันก็ไม่ต่างหรอกกับการที่กฎหมายถูกฉีกลงไปโดยปริยายหรือไม่ก็เป็นเพราะว่า โทษที่ลง ยังไม่หนักพอที่จะปรามให้คนที่คิด พูด และกระทำผิดจะละอายชั่วและกลัวต่อบาปได้ จนในที่สุดก็หยุดกระทำมัน

ณ วันนั้น ผมจำได้จนวันนี้ว่า เคยได้ยินคนแก่คนหนึ่งพูดไว้ว่า “เค้ากลัวจนต้องกล้า” ผมศรัทธาและชื่นชมในสิ่งที่เขากำลังทำ ผมเองคิดว่า เค้าไม่ได้ทำมันเพื่อตัวเค้า แต่เพื่อลูกหลานเรา ที่จะสามารถยืนผงาดได้โดยความสามารถของเราเอง ไม่ถูกนายทุน คนมีเงิน เล่นพรรคพวกใช้วิธีการสกปรกเข้าสู่อำนาจ สู่การงาน ซึ่งไม่ได้ใช้ความสามารถตัวเองล้วน ๆ หากแต่เพราะความมีน้ำใจซึ่งกันและกันในทางที่ชั่วร้าย นั่นละ สิ่งที่ผมเห็นว่า เขากำลังทำในขณะนั้น เป้าหมายหนึ่งก็คือ เพื่อปฏิวัติความรู้ ปฏิวัติวงการสื่อสารมวลชนที่เชลียร์ผู้มีอำนาจในทางการเมือง ไม่คำนึงถึงหลักวิชา ในการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กล้าพูดความจริง อย่างที่เค้าผู้นั้นกล่าวไว้อีกหนึ่งวลีว่า “สังคมเราต้องมีคนที่กล้าบ้าง” ซึ่งนั่นก็ไปสอดคล้องกับแนวทางของปัญญาชนสยามอีกท่านที่ต้องการให้คนในสังคมไทยนั้นมี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” กล้าที่จะพูดความจริงเพื่อปกป้องคนดี และปรามคนชั่วให้เตือนตัวเองก่อนคิดทำเลว

คนแก่คนนั้น เริ่มสู้จากตัวคนเดียว เค้ายืนอยู่บนความไม่แน่นอนตลอดเวลา ยืนอยู่บนความเสียงต่อชีวิตไม่น้อย จนสักพักเมื่อแสงสว่างเริ่มปรากฏจากเทียนเล่มแรกไปเรื่อย ๆ   ก็มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งต่อเทียนเล่มนั้นติดมา เห็นชอบในสิ่งที่เค้าคิดและทำ ก็เลยหันมาจับมือร่วมต่อสู้กับเค้า จากวันนั้น ผ่านมาจนวันนี้ ระยะเวลาทำให้ผมเองเริ่มสงสัยในความไม่ชอบมาพากลของเค้าและกลุ่มคนบางกลุ่มว่า สิ่งที่เค้าพยายามทำก็เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างที่เป็นผลพลอยได้หรือไม่ เพื่อเรียกอำนาจที่ไม่ปรารถนามาช่วยเหลืออีกใช่ไหม บางครั้งสิ่งที่เขาทำลงไป ผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมดหรอกหรอก ซึ่งก็เป็นธรรมดา ที่ผมจะเอาใจออกห่างไปบ้าง แต่ก็ไม่ห่างเกินที่จะเอาใจมาหลอมรวมกับเค้าอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับตัวผมเอง ! หากทว่า ความเชื่อเดิม ๆ ที่ผมมองเห็นและรู้จักจากตัวเค้าคนนั้น ยังไม่ผุกร่อนและเจือจางสลายไป... พ.ไพรพฤกษ์

--------------------------------------------------------------------------------------------

คุณโยม...จะบ่นกันไปทำไม ก็ในเมื่อ ความจริงทุกปัญหามีทางแก้อยู่วิธีเดียวคือ การที่ทุกคนเอาธรรมะมาเพาะบ่มในหัวจิตหัวใจของตัวเองด้วยการเจริญสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อความไม่เห็นแก่ตัวในทุกระดับ อย่างที่ท่านพุทธทาสเคยปรารภสัจธรรมข้อหนึ่งไว้ว่า “หากธรรมมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ มวลมนุษย์จะลำบาก คนบาปจะครองเมือง”  ซึ่งถามว่า ที่ครองเมืองอยู่ทุกวันนี้ ใช่ไหมคนบาป อันนี้ก็สุดแท้แต่เรา ๆ จะคิดอ่านกัน สำหรับผมเชื่อว่า นี่คงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองเราอยู่รอดและเดินต่อไปได้อย่างถูกทาง หากว่า มีการสั่งสมบารมีในทางธรรมกันตั้งแต่ออกมาจากรกจนไปสู่เชิงตะกอน หากทุกคนปฏิบัติตามธรรมะที่องค์พุทธะทรงค้นพบและแสดงไว้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งแห่งหนใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิต และนั่นเท่านั้น เป็นทางออกสุดท้าย เพราะธรรมะเป็นความจริงแท้ที่ตอบปัญหาทุกอย่างได้อย่างชัดเจน ตอบปัญหาได้ถึงขนาดว่าเหตุใด การเมืองจึงเป็นเรื่องตัณหา แล้วผู้ที่มีตัณหา เห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด ไม่ควรค่าแก่การเข้าสู่ถนนการเมืองเอาเสียเลย พอเถอะเลิกขังตัวเองไว้ในกรงแห่งโลภะ โทษะ โมหะได้แล้วลุง...เอ้ย พุทธองค์ยังทรงเมตตา ขอจงออกมาจากกับดักทางความคิดของตัวเองซะ ก่อนที่มันจะถลำลึกลงไปแล้วจะไม่มีทางหลุดออกจากวัฏสงสารได้อีกเลยในชาตินี้...  


ปล.ความเรียงตรงนี้ แต่งขึ้นมาจากความรู้สึกที่ผมได้อ่าน ข่าวข้างล่างตรงหน้านี้

“สนธิ” แย้มการเมืองใหม่ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ สาระสำคัญเป็นการให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะนักเลือกตั้ง ระบุประชาชนทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศตื่น และออกมาทวงอำนาจคืนแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ช่วยกันต่อเทียนแห่งปัญญาให้สว่างไสวทั่วแผ่นดิน
       
       นายสนธิ กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาได้ใช้ความคิดและพบความมหัศจรรย์โดยพบว่าตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 76 ปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แต่ 39 วันที่ผ่านมากลับมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
       
       “วันนี้กล้าพูดได้ว่า ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ มากหรือน้อยแตกต่างกันไป ต่างยืนยันว่าคนจะไม่ยอมรับการปกครองโดยพรรคพลังประชาชนอีกต่อไป และต้องการยึดอำนาจของตัวเองกลับคืนมาอีกด้วย” แกนนำพันธมิตรฯผู้นี้ระบุ
       
       นายสนธิ กล่าวว่า การเมืองใหม่ที่ตนเองจะนำมาพูดในวันศุกร์นี้จะเป็นการให้โอกาสพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะนักเลือกตั้งเท่านั้น และว่าการต่อสู้ที่ผ่านมา 39 วัน 39 คืนได้สร้างความเปลี่ยนแปลง ถ้าใช้ต่อไปใช้เวลาเป็นปีแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในชาติมากกว่านี้มันก็คุ้ม เป็นการต่อสู้ด้วยพลังบริสุทธิ์ ที่นักการเมือง นักเลือกตั้งหาไม่ได้
              
       นายสนธิ ยังฝากไปถึงนักวิชาการทั้งหลายที่อ้างว่าอยู่กลางๆทั้งหลายให้ออกมาดูการเมืองประชาชนที่เต็มไปด้วยข้อมูลมีนัยยะทางรัฐศาสตร์อย่างไรบ้าง และย้ำว่าการเปลี่ยนครั้งนี้จะไม่ใช่เป็นการรัฐประหารไม่ใช่เปลี่ยนแปลงจากนายพลเอกคนนี้ไปสู่นายพลเอกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
       
       “ผมอยากเรียกร้องให้พี่น้องช่วยกันต่อเทียนกันต่อไปเรื่อยๆ ด้วยแสงธรรมแห่งแสงเทียนแห่งปัญญาให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน” นายสนธิ ระบุ

ขอบคุณภาพดีดี จาก
http://i99.photobucket.com/albums/l299/chathip/56980418.jpg
http://www.nstlearning.com/~km/wp-content/uploads/2007/01/buddha2.jpg

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net