วันที่ ศุกร์ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าในศาลายา..วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่เฝ้าดูพวกเรา


 วิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่เพื่อเฝ้าดูพวกเรา

เรื่องจริงคือ "ศาลายา" คือ ชื่อตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขต จ.นครปฐม และปัจจุบันที่ดินส่วนหนึ่งของ ต.ศาลายา ก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล ในอดีตศาลายานี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งซ่องสุมโจรและเลื่องลือกันว่า "ผีดุ" นำ มักปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นอยู่เป็นประจำ 
     

ชื่อ "ศาลายา" มีเล่าต่อกันมาหลายทาง ว่ากันว่า สมัยก่อนศาลายาจะเป็นชื่อที่คู่มากับ "ศาลา ทำศพ" ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่า แต่ก่อนสถานที่ 2 แห่งนี้ น่าจะเคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนเจ็บไข้ล้มตายกันมาก หรือไม่ก็เป็นที่ที่มีการสู้รบ จึงมีการตั้งศาลาขึ้นแจกจ่ายยาแก่คนเจ็บเหล่านั้น

และเมื่อล้มตายก็จัดการเผาศพ จึงมีชื่อทั้ง "ศาลายา" และ "ศาลาทำศพ" ต่อมาเห็นว่าชื่อ "ศาลาทำศพ" ไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "ศาลาธรรมสรพณ์" และยังใช้ในปัจจุบัน

 ในอดีต คนเก่าแก่เล่าว่า "ศาลายา" เป็นตำบลที่มีคนร้ายชุกชุม เป็นแหล่งให้ผู้ร้ายหลบซ่อนตัว เพราะเป็นที่เปลี่ยว ห่างไกลความเจริญมาก ยังไม่มีถนนหนทางตัดผ่าน ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่มีใครกล้าออกไปหาหมอ จึงมีผู้เมตตาสร้างศาลาให้หลังหนึ่ง และนำเอาสมุนไพรที่รักษาโรคได้มาแขวนไว้เป็นทาน ให้คนเอาไปใช้รักษา ใครต้องการยาอะไรก็จะไปเลือกหาเอาที่ศาลานั้น จึงเรียกที่แห่งนั้นว่า "ศาลายา" เรื่อยมา 

เมื่อหกเจ็ดปีที่แล้ว ศาลายายังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้นะคะ ที่ทางหน้ามอยังเป็นที่ว่าง มีแม่ค้ามาสร้างเพิงขายของกัน ถนนพุทธมณฑลสายสี่ก็ค่อนข้างเปลี่ยว นั่งรถเมล์ไปตั้งไกลพึ่งจะเห็นโรงงานซักหลัง ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ หมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นเพียบ!

      ความเป็นมาของที่ดินบริเวณศาลายาแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเป็นมรดกตกทอดมาถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เหตุที่ ร.4 ทรงซื้อที่ดินบริเวณศาลายาก็เนื่องมาจาก ในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น รัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวชอยู่ และได้ธุดงค์ไปในป่า เลยเขตมณฑลนครชัยศรีไปทางทิศตะวันตก ทรงพบเนินใหญ่ สัณฐานเป็นรูปพระมหาเจดีย์ เมื่อทรงสำรวจแล้วก็แน่พระทัยว่าคงเป็นที่ตั้งนครใหญ่ในอดีต ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาครั้งทวารวดี เมื่อเสด็จกลับวังหลวง จึงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูล ขอให้ทรงปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ใหญ่แห่งนั้น แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯตรัสทัดทานว่า จะต้องขนเอาเงินทองไปทิ้งเสียในป่าทำไม เจดีย์อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้นถนนหนทางก็ไม่มี แล้วใครจะเข้าไปกราบไหว้ถึงได้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ฟังก็ทรงนิ่ง ครั้นเมื่อได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2394 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางทิศตะวันตก ไปจนถึงบริเวณที่ทรงพบฐานพระเจดีย์ดังกล่าว และทรงปฏิสังขรณ์พระเจดีย์นั้น ตามความเชื่อส่วนพระองค์ว่า เป็นพระมหาเจดีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการตั้งพระพุทธศาสนาเป็นปฐมกาลในสมัยทวารวดี พระราชทานนามพระเจดีย์นั้นว่า "พระปฐมเจดีย์" ส่วนคลองที่ขุดให้คนเดินทางขึ้นไปนมัสการนั้น พระราชทานนามว่า "คลองเจดีย์บูชา" ซึ่งก็คือ คลองใหญ่ที่ขุดผ่าน ต.ศาลายา ไปจรดแม่น้ำนครชัยศรี

และด้วยเหตุที่รัชกาลที่ 4 ทรงเถลิงราชสมบัติเมื่อพระชันษามาก ถึง 47 พรรษาแล้ว ดังนั้นพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติหลังขึ้นครองราชสมบัติจึงยังมีพระชันษาน้อยกันทุกพระองค์ จึงทรงเกรงว่า หากสิ้นแผ่นดินพระองค์ลงพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะเป็นใครไม่อาจทราบได้ หากไม่ยอมรับพระราชโอรสให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อแล้ว พระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอทั้งหลายที่ยังทรงพระเยาว์จะลำบาก ไม่มีที่อาศัย จึงทรงใช้เงินส่วนพระองค์ซื้อที่สองฝั่งคลองที่ขุดไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อแบ่งปันในหมู่พี่น้อง

ด้วยเหตุนี้เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรส พระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 4 จึงได้จัดแบ่งที่ดินดังกล่าวพระราชทานแก่บรรดาพระราชโอรสธิดาในรัชกาลที่ 4 ให้เป็นที่นา โดยให้คนเช่าทำนาในราคาที่ถูก มาตั้งแต่สมัย ร.5 ต่อมา เจ้านายบางพระองค์ขายตกทอดไปเป็นของชาวบ้านบ้าง บางส่วนถูกเวนคืนไปเป็นพุทธมณฑลบ้าง และบางส่วนก็เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมถึงที่ดินที่เป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบันก็เป็นที่ดินพระราชมรดก จากรัชกาลที่ 4 ตกทอดมายังรัชกาลปัจจุบัน

ซึ่งที่ดินบริเวณศาลายาทั้งหมดตอนนี้ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ซื้อขายไม่ได้ แต่เช่าได้ โดยการเสียค่าเช่าบำรุงเป็นรายปี

 
มาในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มหาวิทยาลัยมหิดลซื้อที่ดินส่วนพระองค์ ในราคาถูกเป็นพิเศษจำนวน 1,250 ไร่ ใน ต.ศาลายา เขต อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2508 เพื่อสร้างเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้ชาวบ้านที่เคยอาศัยทำกินอยู๋ที่พื้นที่นั้นค่อย ๆ อพยพออกไปจนหมด แต่สิ่งที่เหลืออยู่มากมายบนที่ดินนั้น ก็คือศาลพระภูมิ และศาลเจ้าที่ ซึ่งถูกทิ้งให้หักพังโดยส่วนใหญ่ไม่มีใครเหลียวแล จะมีก็บางครอบครัว ที่นานๆจะกลับมาไหว้ศาลเก่าของตน เพราะยังผูกพันกับเจ้าที่เดิม

      และตามความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ มักให้ความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ไม่ว่าจะปลูกบ้านหรือทำพิธีกรรมใดๆ โดยมากมักจะแผ่ส่วนกุศลอุทิศให้เจ้าที่เจ้าทางที่ตนมาอาศัยจึงอยู่กันอย่างสงบสุข ราบรื่น แต่ในบริเวณที่ดินของ ม.มหิดลศาลายา เมื่อเปลี่ยนจากที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาสร้างเป็นสถานที่ราชการแล้วมักเกิดปัญหาที่น่าพิศวงตามมา ซึ่งเรื่องนั้นมีอยู่ว่า

      หลังจากมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมพื้นที่ และสร้างอาคารเสร็จพร้อมจะให้นักศึกษาเข้ามาอยู่ ปรากฏว่าในวันเปิดตึกหอพักนักศึกษา ได้มีนักศึกษาชายคนหนึ่งป่วยกะทันหัน โดยไม่มีเค้าว่าจะเป็นคนสุขภาพไม่ดีมาก่อน และผลจากการป่วยคราวนี้ทำให้กลายเป็นคนพิการ ไม่สามารถเรียนต่อได้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ว่า นับตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัยมา มักมีคนตายบ่อยๆ เช่นมีอุบัติเหตุที่สี่แยกพุทธมณฑล ทำให้นักศึกษาตายหลายศพ หรือมีการฆ่ากันตายที่ตึกคณะสิ่งแวดล้อม และนักศึกษาหลายคนก็มักจะเห็นคนเดินหายเข้าไปในต้นไม้
จากเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีอัญเชิญ พระพุทธรูปองค์หนึ่ง มาตั้งไว้บริเวณหน้าหอพักนักศึกษาหญิงเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้อบอุ่นใจ 
 

เหตุการณ์ในทำนองนี้ยังเกิดต่อเนื่องเรื่อยมา โดยครั้งหนึ่งที่คณะสังคมศาสตร์ได้จัดให้มีการทำบุญ ขณะมีงานอยู่นั้นก็มีคนงานคนหนึ่งเกิดอาการคล้ายผีเข้า เมื่อทำการถามไถ่ได้ความว่า ผีที่เข้าเป็น "ผีแขก" นับถือศาสนาอิสลาม ที่ตายที่นี่ และวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ซึ่งเมื่อผีแขกตนนี้ ออกไปแล้ว ในแต่ละปีเมื่อทางคณะทำบุญครั้งใด ก็จะต้องอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง

   การมาปรากฏของ "วิญญาณ" ในแต่ละเหตุการณ์และสถานที่ ผู้ที่ประสบพบเห็นเหตุอัศจรรย์ดังกล่าว มักจำเรื่องราวที่ชวนขนหัวลุกนี้ได้อย่างแม่นยำ เมื่อให้เล่า แต่ละคนจึงเล่าเรื่องเหล่านี้ได้อย่างออกรส เมื่อฟังแล้ว แม้มิได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ก็เหมือนกับอยู่ด้วย

      "วิญญาณ" ซึ่งแสดงนานาอิทธิฤทธิ์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่แสดงให้เรา ซึ่งอยู่ในภพของมนุษย์รู้ว่า ในโลกเรานี้ยังมีอีกมิติหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นอยู่คู่กับเรา มิตินั้น คือ ภพภูมิของโอปปาติกะ หรือ "สัมภเวสี" ที่เร่ร่อน ยังไม่ได้เวลาไปเกิดใหม่

เรื่องความน่ากลัวนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ขณะที่ทำการสร้างเรือนไทย เพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ เรื่องนี้ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ท่านหนึ่งได้เล่าว่า ระหว่างการสร้างเรือนไทยแห่งนี้ มักมีเหตุการณ์แปลกๆ คือ อยู่ ๆ คนงานก็เกิดอุบัติเหตุ ถูกฆ้อนตอกเสาเข็มทับบาดเจ็บสาหัส แล้วไปตายที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเสาต้นที่เกิดเหตุนี้ น้อยคนนักที่จะรู้และจำได้

      จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้มีงานทำบุญขึ้นที่อาคารเรือนไทย ขณะที่กำลังทำพิธี พระ 9 รูปกำลังสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ โดยพระภิกษุรูปแรกกำลังจุดเทียนร่ายคาถาทำน้ำมนต์อยู่ จู่ ๆ พระภิกษุรูปที่ 4 ก็เกิดอาการน้ำลายฟูมปาก และพ่นน้ำลายออกมา บรรดานักศึกษาและอาจารย์ต่างเห็นกันทั่วทุกคน เมื่อพระรูปที่ทำน้ำมนต์สวดเสร็จและหันมาเห็นเข้า ท่านก็ดุว่าทันที และซัดน้ำมนต์ลงไปที่ร่างพระรูปนั้น ท่านว่า

"ผีก็อยู่ส่วนผี วันนี้เป็นวันมงคล อย่ามาทำตัวให้เกิดความยุ่งยาก"  ซึ่งเมื่อซัดน้ำมนต์ไปที่ร่างนั้นแล้ว อาการต่างๆของพระรูปนั้นก็หายไปทันที

ช่างกล้า..แม้แต่พระแต่เจ้าก็ไม่เว้น.. 

      จากนั้น ท่านก็ลุกขึ้นยืนประพรมน้ำมนต์ไปทั่วอาคารเรือนไทย แต่พอถึงเสาต้นหนึ่งท่านก็หยุด และตั้งคำถามที่เป็นปริศนาขึ้นว่า

"มีใครเคยเห็นอะไรเป็นพิเศษที่เสาต้นนี้บ้างหรือไม่ ?"

ผู้ที่อยู่และรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมาตลอดถึงกับอึ้ง และสงสัยว่า พระรูปนี้ ไม่เคยรู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างเรือนไทยว่ามีคนตาย แต่ทำไมท่านชี้เสาต้นที่เกิดเหตุได้ถูกต้อง

 นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เกิดกับบุคลากรระดับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลางดึก ขณะที่ท่านกำลังเดินกลับไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ขณะกำลังเดินอยู่ ท่านเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบริเวณมหาวิทยาลัยจะข้ามสะพานออกไปนอกถนนหน้ามหาวิทยาลัย ท่านก็นึกว่าเป็นนักศึกษาเดินกลับกลางดึก ด้วยความเป็นห่วงจึงถามว่า

"ไปไหนมาจนดึก เดินไประวังรถจะเฉียวเอา" เพราะถนนสายนี้ กลางคืนรถแล่นเร็วมาก แต่เธอผู้นั้นก็ไม่ตอบ กลับรีบเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วหายตัวเข้าไปในต้นไม้ข้างทางต่อหน้าต่อตาอาจารย์ท่านนั้น

เรื่องนี้ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะกับอาจารย์ท่านนี้ เพราะยังมีนักศึกษาหลายคน รวมทั้งยามหน้าประตูมหาวิทยาลัยก็เคยเห็น โดยจะเห็นผู้หญิงเดินออกจากตัวตึกแล้วหายเข้าไปที่โคนต้นไทร และทุกคนเล่าตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อว่า รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไร

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้อาจารย์ท่านนี้ต้องนำเรื่องไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ที่นับถือองค์หนึ่งที่วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งท่านก็สอนว่า

"เรื่องย้ายไปทำงานใหม่ที่ใดที่หนึ่งนั้น ประเพณีไทยเขาต้องเซ่นไหว้พระภูมิและเจ้าที่ เมื่อบอกกล่าวแล้วหากมีปัญหาอะไร ท่านจะได้ช่วยเรา และควรทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเป็นครั้งคราวด้วย"

และท่านยังบอกว่า ที่ศาลายานี้จะมีจิตวิญญาณจริงหรือไม่ ตอนดึก ๆ ท่านจะนั่งวิปัสนาดูให้ แต่ครั้งแรกท่านทำไม่สำเร็จ มาป่วยเสียก่อน ครั้งที่สองท่านพยายามนั่งทางในอีก คราวนี้สำเร็จ ท่านเล่าว่า เจ้าที่ที่ศาลายานี้แรงมาก ไม่ยอมให้ท่านเข้าไปในสถานที่ ต้องใช้พลังจิตต่อสู้กันจนทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเสียหลายอาทิตย์ ภายหลังทางม.มหิดลมาเชิญให้ไป โดยจะเอารถมารับ ท่านบอกว่า 

"ให้ไปเอาพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ไปติดตั้งให้เรียบร้อยก่อนท่านจึงจะไป พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 มาเกี่ยวข้องกับเรือนไทยที่ศาลายาอย่างไร ตอนนั้นยังไม่มีคำตอบ เพราะหลังจากนั้น พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็ป่วยหนัก และมรณภาพไป หลังจากท่านมรณภาพลงแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง "ผี" ในศาลายาอีก

จนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีก โดยมีคนงานก่อสร้างตึกภายใน ม.มหิดล เกิดโรคไหลตาย(กินข้าวเหนียวมากเกินไปหรือเปล่า?) และต่อมา ก็เกิดฟ้าผ่าคนงานอีก(ไปสาบานอะไรไว้แน่ ๆ เลย) จนทำให้สงสัยว่าทำไมต้องมีคนตายในทุกตึกที่มีการก่อสร้างในศาลายา จึงน่าจะมีอะไรสักอย่างดลบันดาลให้เกิดเหตุไม่ชอบมาพากลอย่างนี้ ก็บังเอิญว่า มีญาติของอาจารย์ท่านนี้ได้แนะนำให้รู้จักผู้ที่สามารถติดต่อกับจิตวิญญาณได้เป็นผู้หญิง ซึ่งเธอได้เข้าสมาธิเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ แล้วก็ได้คำตอบว่า

แต่เดิมสถานที่ที่ศาลายาบริเวณ ม.มหิดลนั้น มีผู้ตายทับถมกันมาก เป็นผีตายโหงที่อดอยาก หิวโหย คอยส่วนบุญจากผู้อยู่อาศัยบนพื้นที่นั้น คนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ ก็ไม่เคยกรวดน้ำอุทิศให้แก่เจ้าที่ บนพื้นที่ศาลายานี้เลย นอกจากเธอยังบอกว่า ศาลายานี้เจ้าที่แรงมาก จะเข้ามาตรวจสอบทางสมาธิได้ยาก ต้องทำตัวให้สะอาด จึงจะเข้ามาทำพิธีได้

สิ่งที่เธอเห็นจากการเข้าสมาธิครั้งแรกก็คือ ในชั้นที่ลึกที่สุดของที่ดินบริเวณนี้ เป็นกลุ่มคนหน้าตาเหมือนแขกมุสลิมที่ตายเพราะศึกสงครามทับถมกันอยู่ โดยวิญญาณเหล่านี้คือทหารที่รบราฆ่าฟันตายบนท้องทุ่งแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งมีทั้งแขกจามและขอม

      ชั้นถัดมา เป็นศพที่ตายจากโรคห่าระบาด ในสมัย ร.3 ซึ่งมีทั้งผีผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และผีทาสที่ข้อมือข้อเท้ายังติดตรวนอยู่ จากการติดต่อกับวิญญาณเหล่านี้จึงทราบว่า ในอดีตเคยเกิดโรคระบาดที่นี่ ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน คนจะเข้ามาช่วยก็กลัวจะติดโรค จึงเอายามาแขวนไว้ ให้คนเจ็บมาหยิบใช้เอง โดยผูกยาเป็นห่อ
ๆไว้เป็นทานที่ศาลา แต่ก็ช่วยไม่ทัน ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน 

นอกจากนั้นก็ยังมีผีหน้าใหม่ ซึ่งก็คือ บรรดาศพที่ดองไว้ศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ และที่วิญญาณมาปรากฏให้เห็น ก็หวังจะให้ช่วยแผ่ส่วนกุศลไปให้นั่นเอง และหากต้องการแก้ไข ก็ต้องตั้งศาลให้แก่เจ้าที่ รวมถึงสร้างศาลา หรือโบสถ์เล็กๆ เพื่อตั้งพระพุทธรูป และพระบรมรูป ร.5 พร้อมทั้งบูชาเจ้าที่ด้วยเครื่องเซ่นที่กำหนดมา หากต่อไปจะสร้างอาคารใด ให้บอกเจ้าที่ก่อนทุกครั้ง

  สำหรับเจ้าที่ผู้เป็นใหญ่ ณ ศาลายา นามว่า "เจ้าขุนทุ่ง" หรือ "เจ้าจันทร์ทุ่ง" ลักษณะเป็นคนโบราณร่างสูงใหญ่ หวีผมแสกกลาง นุ่งโสร่งตาหมากรุก ไว้หนวดใส่เสื้อคอกลมหลังจากตั้งศาลแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทรงทราบเรื่องมาแต่ต้นทั้งหมด ก็ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพระพุทธรูปส่วนพระองค์สมัยทวารวดีให้มาประดิษฐานในโบสถ์เล็กที่สร้างขึ้น และทาง ม.มหิดลยังได้อัญเชิญพระบรมรูป ร.4 ร.5 และสมเด็จพระบรมราชชนก มาตั้งในโบสถ์นี้ด้วย เพราะทั้งสามพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ศาลายาแห่งนี้มาก่อน เมื่อดำเนินการสร้างเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่มีใครพบเห็นหญิงสาวมาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย และที่น่าแปลก ก็คือ ต่อมาได้มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่ง มาประชุมที่เรือนไทยแห่งนี้ โดยเพิ่งมาเป็นครั้งแรก อาจารย์ท่านนี้สามารถรับกระแสจิตได้ และท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ๆท่านก็พูดขึ้นว่า 

"เรือนนี้มีจิตสถิตอยู่ แต่เขาอยู่สบาย ไม่กวนใคร"

และท่านยังว่า ท่านเห็นชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่เฉยๆ ท่าทางสบายอารมณ์ นุ่งผ้าตาหมากรุก ไว้หนวด ผิวคล้ำ ซึ่งเป็นรูปร่างของ "เจ้าขุนทุ่ง" ผู้เป็นใหญ่แห่ง "ภูมิวิญญาณ" ในพื้นที่ศาลายา 

จึงเป็นเรื่องแปลก ทำไมบางคนที่ไม่เคยรู้เรื่องในศาลายาเลย อย่างอาจารย์ท่านนี้จึงสามารถบอกเรื่องราวได้ถูกต้องอย่างน่าพิศวง

ปล.ตัดตอนมาจากนิตยสารหญิงไทย ฉบับที่ 688 ปีที่ 29 ปักษ์แรก เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2547 ขอบคุณคร้าบบ

โดย get_away

 

กลับไปที่ www.oknation.net