วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

PTV vs ASTV ใคร ? สื่อแท้ สื่อเทียม..


      ประเด็นโต้แย้งเรื่องสื่อแท้ สื่อเทียม กลับมากระหึ่มอีกครั้ง หลังจากที่ PTV โดยการนำของ ๔ สหาย นปก.อันประกอบด้วยวีระ มุสิกพงษ์ จักรภพ เพ็ญแข จตุพร พรหมพันธ์ และณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ออกมาสำแดงอิทธิฤทธิ์เมื่อวานนี้ ภายใต้การสนับสนุนอย่างกระตือรือล้นของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

      ต่างฝ่าย ก็ต่างความคิด ฉะนั้น การนิยามความหมายของคำว่าสื่อแท้ และสื่อเทียม จึงมาจากอารมณ์ ความรู้สึกและบริบทแวดล้อมของสังคมแต่ละฝ่ายอย่างเป็นด้านหลัก เพราะหากจำแนกตามประเภทของการประกอบการ ทั้งพีทีวี และเอเอสทีวี ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโทรทัศน์ของรัฐ ของสาธารณะ ชุมชน เชิงพาณิชย์ หรือบอกรับสมาชิกเลย แต่หากจำแนกตามฐานะของผู้รับสาร ทั้งสองสถานีล้วนอยู่ในกลุ่มบทบาทของผู้ส่งสาร และผู้รับสารในฐานะสาธารณชนหรือกลุ่มสังคม (The audience as a public or social group) ด้วยกัน

        นั่นหมายถึงว่า เป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่แล้วในทางการเมือง และสังคม มีสื่อของตัวเองเป็นเครื่องมือในการพัฒนากลุ่มให้มีความต่อเนื่องและมีกิจกรรมต่างๆ โดยมีเป้าหมายในเชิงอุดมการณ์ อำนาจ หรือผลประโยชน์ ก็ขึ้นอยู่กับการตีความ

         กล่าวอย่างรวบรัด สถานีโทรทัศน์ ทั้ง P และ A ก็คือเครื่องมือรับใช้กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ง เช่นเดียวกับกลุ่มสังคมอื่นๆเท่านั้น 

       การออกอากาศของพีทีวี มีนัยสำคัญไม่แตกต่างไปจากการปรากฎตัวของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี NEWS 1 ของบริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม นั่นคือการเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ของคนสองฝ่าย ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ปกติในสังคมประชาธิปไตย

      ไม่ว่าเราจะนิยามความเป็นสื่อตามทัศนะและมุมมองของแต่ละคนว่าเป็นสื่อแท้และสื่อเทียมอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่านี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกฉบับซึ่งในบางสถานการณ์มิได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายที่ตราออกมาในลักษณะการควบคุม เช่นเดียวกับเอเอสทีวี ซึ่งได้ทำหน้าที่ระดมความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มหนึ่งจนสามารถสร้างประชามติโค่นระบอบทักษิณเป็นผลสำเร็จมาแล้ว

      การออกอากาศของเอเอสทีวี ในช่วงปลายสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งมีการพ่วงรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไปออกอากาศช่อง ๑๑ ในช่วงสั้นๆยุครัฐบาลรัฐประหารนั้น ก็นับเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจและผลประโยชน์

       พีทีวีก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นการใช้จังหวะและโอกาสทางการเมือง แพร่กระจายความคิด ความเห็นของตนเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล การตัดสินถูกผิดในแง่ของสื่อนั้นย่อมเป็นของประชาชน

     ในกลุ่มประเทศที่มีระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมหรือระบบพรรคเดียว มักมีระบบสื่อโทรทัศน์ในแบบสถานีโทรทัศน์ของรัฐเพียงประเภทเดียว กลุ่มประเทศที่มีระบบการเมืองแบบรัฐสวัสดิการ จัดระบบสื่อโทรทัศน์แบบบริการสาธารณะ มีสถานีโทรทัศน์เอกชนเชิงพาณิชย์ ในโลกยุคใหม่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อรูปแบบใหม่ ฉะนั้น โอกาสที่เท่าเทียมกัน จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของสื่อทั้งสองฝ่าย

      ปรัชญาแห่งวิชาชีพสื่อโทรทัศน์อยู่ภายใต้บริบทของระบบสังคมที่ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีสื่อโทรทัศน์ขึ้นมา โดยมุ่งไปในทางการเมืองฝ่ายหนึ่ง ศิลปวัตนธรรมและบันเทิงอีกฝ่ายหนึ่ง และในสังคมไทยสื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลอย่างยิ่งในการโน้มน้าว ชักจูงใจประชาชน ซึ่งในกรณีนี้เห็นได้ชัดจากรายการประเภทบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ประชามติหรือความคิด ความเห็นในเรื่องการเมือง ในห้วงระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมาก็มาจากสื่อโทรทัศน์

         ในเชิงอุดมการณ์สื่อทุกสื่อย่อมรับใช้ประชาชน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน สื่อก็คืออาวุธของคนชั้นกลางในการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ ฉะนั้น จึงไม่มีสื่อแท้ หรือสื่อเทียม มีแต่สื่อเลือกข้าง ที่ต่างก็มีผลประโยชน์มากน้อยแตกต่างกันไป

 

โดย jk

 

กลับไปที่ www.oknation.net