วันที่ พุธ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวิตพอดี


สมัยนี้เป็นยุคแห่งความสะดวกสบาย

จะเดินทางไปไหนก็ง่ายดาย

มีทั้งรถยนต์ เครื่องบิน สารพัด

ถนนหนทางก็สร้างขึ้นมากมาย

เวลารถติดเราก็ซอกแซกหาทางลัด

เพื่อไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น

แต่นั่นก็เป็นเพียงโลกภายนอก

ถนนภายในใจเราก็มีหลายสาย

แต่ละสายล้วนนำเราไปสู่จุดหมายแตกต่างกัน

ขึ้นอยู่กับปัญญาที่เปรียบเสมือนเข็มทิศ

ว่าจะนำทางเราขึ้นสู่ทางที่ถูกต้องหรือไม่

หรือลัดเลาะพาเข้ารกเข้าพง

หลงทางไปตามแรงดึงดูดของกิเลส

ชนิดที่"กลับก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง"

ธรรมะท้ายบันทึกวันนี้

นำธรรมะของท่านพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล มาให้อ่านนะคะ

เผื่อบางทีระหว่างเดินทางบนเส้นทางแห่งชีวิต

เห็นป้าย"ทางลัดไปสู่ความทุกข์"

จะได้ไม่เสียเวลาหลงเลี้ยวรถเข้าไปลองดู

ขับเลยไปเถอะค่ะ

คุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิทัลสักตัวหนึ่ง หลังจากหาข้อมูลมาหลายวัน

ทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร

คุณใช้เวลา 2-3 วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด แล้วคุณก็พบร้านหนึ่ง

ที่ขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง 25 เปอร์เซนต์ คุณตัดสินใจควักเงิน 7500 บาท

แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและถูก

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อ

กล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ แต่ซื้อได้ถูกกว่า คือจ่ายไปเพียง 5000 บาท

คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้หรือไม่?

ถ้าคุณยิ้มไม่ออก น่าจะถามตัวเองว่าทำไมถีงเป็นอย่างนั้น

ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป

อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ

แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง

เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่?

คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น

ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้

จึงมีผู้กล่าวว่า การเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์

เคยสังเกตหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของฉัน

แฟนของคนอื่นสวยหรือหล่อกว่าแฟนของฉัน ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของฉัน

และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของฉัน

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก

แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที

ความทุกข์ของผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไปมองคนอื่นมากเกินไป

เราจึงไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นเสียที แม้ว่าจะสวยหรือหุ่นดีเพียงใด

ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เหร่ ผมไม่สลวย ผิวคล้ำไป แถมวงแขนก็ไม่ขาวนวลเหมือน

ดารา แต่เมื่อใดที่เราหันมาพอใจกับสิ่งที่ตนมี มองเห็นแง่ดีของสิ่งที่มีอยู่

และเป็นอยู่ ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้นมามากมายทันที จิตใจจะเบาขึ้น

และชีวิตจะหายเหนื่อย เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่ล่า

หาซื้อสิ่งของต่างๆ มากมายเพียงเพื่อจะได้เหมือนคนอื่นเขา

จำนิทานอิสปเรื่องหมาคาบเนื้อได้หรือไม่ หมาตัวนี้ได้เนื้อชิ้นใหญ่มา

แต่ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงไปที่ลำธาร เห็นเงาของมันเอง

แต่นึกว่าเป็นหมาอีกตัวหนึ่ง กำลังคาบเนื้อ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มัน

กำลังคาบเสียอีก มันเกิดอยากได้ขึ้นมา จึงคายเนื้อที่อยู่ในปาก หวังอิ่มเอม

กับเนื้อชิ้นใหญ่กว่า ผลก็คือเมื่อเนื้อหลุดปากตกลงไปในน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป

มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

ชีวิตที่ไม่รู้จักพอใจสิ่งที่มีหรือเป็น คือชีวิตที่ต้องวิ่งไม่หยุด

เหมือนคนที่วิ่งหนีเงากลางแดด วิ่งเท่าไรๆเงาก็ยังวิ่งไล่ตาม

ไม่ว่าจะวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน เงาก็ยังตามอยู่ดี

มิหนำซ้ำยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหนื่อย แดดก็ยิ่งเผา

ทำอย่างไรถึงจะหนีเงาพ้น?

คำตอบก็คือเข้ามานั่งนิ่งๆอยู่ใต้ร่มไม้ ไม่ต้องวิ่ง

เพียงแต่รู้จักหยุดให้เป็น

ไม่เพียงเงาจะหายไป ยังได้สัมผัสกับความสงบเย็น

อีกทั้งยังหายเมื่อยล้าด้วย

ภาพจาก             อินเตอร์เน็ท

ธรรมะท้ายบันทึก    พระไพศาล  วิสาโล

โดย ณดาพิมพ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net