วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญิงนี้ที่ไม่ได้แลกมาด้วยหมา ๑๖


๑๖  นักล่า

      Salamanca  Place  เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ การก่อสร้างบุกรุกของอังกฤษในการฮุบกลืนแวนไดเมนส์แลนด์ (ทัสมาเนีย)  ภูเขาหินเตี้ย ๆ แห่งนี้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ  เมื่อเหล่านักโทษถูกขนมาถึง  พวกเขาจะถูกขังอยู่ในเรือที่จอดริมท่าต่ำลงไป แยกชายหญิงคนละลำ  เช้า ๆ หลังการปฏิบัติภาระกิจ และกินอาหารเช้าแล้วก็จะถูกควบคุมตัวให้เดินแถวขึ้นมาทำงาน ขุดดิน เจาะหิน ทะลายภูเขา และขนขึ้นไปก่อสร้างบ้านเรือน ตลอดถนนหนทาง  อาคารใหญ่หลายหลังยังตั้งตระหง่านอยู่มาเป็นมรดกอยู่ทุกวันนี้

         ก็เป็นมรดกจากนักโทษนั่นแหละ

      สายคำเดินตามคุณนายแดงหยิหวาข้ามถนนบริเวณตลาดสู่ฝั่งตรงกันข้าม  เลี้ยวขวาไต่ขึ้นไปเนินสูง สู่ส่วนที่เป็นสุสาน ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากหน้าถนน

     พอหลุดเข้าสู่เขตพื้นที่อันร่มรื่นนั้น  สายคำมีความรู้สึกราวกับว่าหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่มีความสงบ เยือก และหนาวเย็น เงียบขรึม ซึมเซา เหมือนอยู่คนละโลกกับที่เพิ่งจากมา  ทั้ง ๆ อยู่ห่างกันไม่เกินร้อยก้าว

    สุสานแห่งนี้เป็นเสมือนอนุสรณ์สถานของผู้คนผู้เดินทางสู่ทัสมาเนียในยุคแรก ๆ

    เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่าง  สายคำก็รู้สึกขนลุก จนแทบก้าวขาไม่ออก  ถ้าเปรียบที่นี่ก็เหมือนป่าช้าที่บ้านริมฝั่งหนองหาน ใครเลยจะอยากเฉียดกรายเข้าใกล้  แต่ที่นี่กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และศึกษาหาความรู้ของนักศึกษา ผู้สนใจทางประวัติศาสตร์ไปเสียได้  แท่งหินแผ่นโต ๆ จารึกชื่อบุคคล เพศ  อายุ  วันเดือนปีเกิด และตาย ตั้งเรียงราย ต่อกันเป็นกำแพงสูงตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงด้านใน

     ร่างของสายคำตอนนี้ดูเหมือนจะมีดอลลี่ช่วยขับเคลื่อน  เพราะขาแข็งแทบเดินไม่ไหว   ได้แต่กราดสายตาอันว่างเปล่าผ่านตัวอักษรบนแผ่นศิลา ทีละบล็อก ๆ เรื่อยไปอย่างไม่มีความหมาย ส่วนทรูกานินี ในร่างคุณนายแดงหยิหวานั้น เหมือนรู้จุดหมายของตัวเองอยู่แล้วจึงลิ่ว ๆ ทิ้งไปไกลห่าง

     "ดูนี่สิสายคำ"

     เสียงดอลลี่ดังขึ้นอย่างตื่นเต้น  สายคำหยุดกึก  หยุดสายตาอยู่กับแผ่นศิลา ที่มีตัวอักษรจารึกว่า

Punga   Briggs

Who  departed  this  life

March  1850

Aged  52

       "นั่นเป็นอีกชื่อหนึ่งของแม่  วาตามูติยานั้นลิ้นของชาวยุโรปออกเสียงไม่สะดวกเขาจึงเรียกเธอว่า พันกา"

    เสียงดอลลี่ดังอยู่แว่ว ๆ ก่อนจะมีแสงเรืองพุ่งเป็นลำออกมาจากกระเป๋าที่เธอสถิตอยู่  พุ่งตรงไปหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ที่บล็อกศิลานั้น 

     นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วจางหายพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว

     สุดท้ายมีแต่ความเงียบเข้ามาปกคลุม  เพราะ ณ ที่นั้น  ที่ที่ดอลลี่ร่ำร้องจะมาหานักหนา  ครั้นมาเจอแล้ว  เธอกลับพบแต่ความว่างเปล่า  เปลือกนอกที่มีแผ่นศิลากับตัวอักษรไม่ได้ซุกซ่อนอะไรที่ดอลลี่ตามหาไว้ภายในเลย

    ว่างเปล่าไร้วี่แววใด ๆ ของแม่  ที่ยังมีเกาะกุมอยู่ในจิตวิญญาณ

   เกาะกุมจนหนักอึ้ง 

         หนักอึ้งเหมือนเต่าแบกกระดองติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ทุกที่ ทุกเวลา ทุกลมหายใจ ไม่มีวันสลัดมันออกทิ้งไปได้เลย     จนแม้เมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้ว  และความหนักอึ้งนั้นก็เทลงมาสู่สายคำ ให้จมดิ่งสู่ห้วงแห่งภวังค์

      สายคำจึงยืนแน่วนิ่ง ไม่ติงไหว สายตาพุ่งตรงแน่วนิ่งอยู่กับตัวอักษรขนาดใหญ่สีเข้มที่เรียงรายบนแผ่นศิลา 

นิ่ง และแน่วแน่

          ทุกอย่างรอบกายเหมือนนิ่งไปด้วย  โลกเหมือนหยุดหมุนไปชั่วครู่  ตัวอักษรที่เพ่งมองเหมือนขยายใหญ่ขึ้น ๆ ..  และไหลรวมกัน ก่อเป็นภาพที่รางเลือนในตอนแรก  แล้วค่อย ๆ เด่นชัด

       เวิ้งน้ำสีครามกว้างใหญ่นิ่งสงบ ปราศจากคลื่น  มองเห็นเกาะเล็ก ๆ เขียวครึ้มเป็นเงาราง ๆ อยู่ที่ปลายฟ้า  เรือลำน้อยเพียงลำเดียวในเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ลอยเท้งเต้ง เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งน้ำตาไหลอยู่ในเรือเพียงเดียวดาย  ข้างกายของเธอมีข้องใบใหญ่ตั้งไว้เหมือนเป็นเพื่อนคนเดียวในโลกอันไร้ขอบเขต

      "แม่จ๋า...หนูกลัว"

      เสียงปนสะอื้นไห้ดังลอดริมฝีปากที่บิดเบี้ยวจนหน้าเหยเก

      "กลัวอะไร สายคำ  จับข้องไว้ให้ดีนะลูก  นี่เห็นไหมแม่ได้ปลาตัวใหญ่มาอีกแล้ว" 

       น้ำที่ตรงหน้าแตกเป็นวงกระเพื่อมเมื่อร่างของแม่โผล่พรวดขึ้นมาข้างกราบเรือ  ชูมือหนึ่งที่มีปลาตัวโตดิ้นกระแด่ว ๆ ขึ้นมาก่อน  แล้วอีกมือก็ยื่นมาเกาะกราบเรือน้อย จนเรือเอียงวูบ  สายคำยิ้มทั้งน้ำตา  เอียงข้องเข้าหาอย่างรู้หน้าที่  ให้ปลาตัวใหญ่ลงไปดิ้นดุกดิกอยุ่ในข้อง  ก่อนที่ร่างของแม่จะมุดหายลงไปในเวิ้งน้ำหนองหานอีกที

      เด็กหญิงสายคำยิ้มทั้งน้ำตา  

       น้ำตาที่ไหลลงเป็นม่านปิดบังสายตาไว้ให้พร่าเลือน

      เลือนรางจนภาพเรือลำน้อยจางหายไป  เวิ้งน้ำกว้างออก  เกาะที่มองเห็นตะคุ่ม ๆ เหมือนถูกโพสเข้ามาใกล้ ขยายให้ใหญ่ขึ้นจนมองเห็นโขดหินขรุขระระเกะระอยู่เหนือน้ำ  สะท้อนแสงแดดอยู่วับวาม  แมวน้ำฝูงหนึ่งบ้างนอนผึ่งแดด  บ้างคลานดุบดิบลงไปในน้ำ  เหล่าลูกตัวเล็กกำลังเล่นไล่ ไต่ตามกันลงในน้ำ แล้วกลับขึ้นมา ตามประสาลูกสัตว์ที่ซุกซน  นางแม่ตัวหนึ่งห่วงใย และร้องเรียกหาลูกที่ปะปนอยู่ในฝูงมองดูคล้ายกันไปหมดจนแทบหลง 

         แต่ลูกของนางก็สัมผัสรู้ด้วยกลิ่นกายของแม่และน้ำนม  มันรู้ว่าแม่เรียกหาด้วยสัญชาตญาณแต่ความสนุกนั้นยังครองอารมณ์  มันจึงยังเล่นสนุกอยู่ในฝูง

       ทันใดนั้น  กระบองไม้ จากมือของใครบางคนโผล่พรวดขึ้นมาจากห้วงน้ำหวดฟาดลงตรงหัวของนางแม่ลูกอ่อนลงไปนอนดิ้น ก่อนสิ้นลมอยู่กับโขดหิน  แล้วร่างของมันก็ถูกลากลงทะเล ไปโผล่อีกชายฝั่งที่ไม่ไกลนัก  ที่นั้นมีผู้หญิงร่างเปลือยเปล่าในมือถือกระบองอยู่กลุ่มใหญ่ต่างแสดงความดีใจกับผู้ที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาพร้อมซากของแมวน้ำ

     "วาตามูติยา  ได้ตัวใหญ่เลยนะคราวนี้  นายบริกส์จะต้องให้รางวัลเธอแน่ๆ"

     วาตามูติยาเหยียดยิ้มนิดหนึ่ง วางซากแมวน้ำไว้บนโขดหิน  กระโจนหายลงไปในน้ำอีกครั้งพร้อมกับผู้หญิงนักล่าคนอื่น ๆ ซากแมวน้ำที่กองกันก่ายกองยังไม่เพียงพอหรอกสำหรับสามี ผู้เป็นทั้งนายในเวลาเดียวกันของพวกเธอ

     

      "สายคำอยู่นี่เอง  เราตามหาเสียแทบแย่"

       เสียงชาวคณะของคุณหญิงย่าดังขึ้นข้างกาย ปลุกสายคำให้ตื่นจากห้วงภวังค์ 

       "หนูบอกแล้ว  ว่าหนูรู้ป้าสายคำต้องมาที่นี  พาดอลลี่มา"

       นพดาราทำเสียงเจ้าเล่ห์  แต่ท้ายประโยคดังได้ยิน และเข้าใจกันสองคน  สายคำยิ้มให้เพลีย ๆ

        "มากันพร้อมหน้าเลย  แต่...เอ๊ะ...อ้าว  นั่น "

        เธอชะงักคำพูดเมื่อเห็นคนสุดท้ายเดินลากสังขารตามติดมา

       เขาคือ  จารย์  จอห์น  นักดนตรีวณิพกคนนั้นนั่นเอง

00000000

ขอบคุณ  Tasmanian  Aboriginal  Centre  แหล่งข้อมูล

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

     

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net