วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระเบิดเวลาเศรษฐกิจสหรัฐ


        หลังการเข้าควบคุมกิจการของธนาคาร อินดีแมค(IndyMac) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา( 11 กค.)  สถาบันประกันเงินฝากสหรัฐ(FDIC)ออกมายอมรับว่า  นี่อาจเป็นการล้มของธนาคารที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์  เพราะFDICต้องชดใช้ผู้ฝากเงิน 6-8 พันล้านเหรียญสหรัฐ  และยังกล่าวว่า “อาจมีการล้มเพิ่มขึ้น  แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่เราจัดการได้”
         เวลานี้  สิ่งที่นักลงทุนกังวลที่สุดคือ  สถานภาพที่ง่อนแง่นของบริษัทคู่แฝดที่ชื่อ แฟนนี เม(Fannie Mae) และเฟรดดี แมค (Freddie Mac) บริษัทสินเชื่อบ้านที่ใหญ่ที่สุดที่มีวงเงินสินเชื่อและรับค้ำประกันเงินกู้กว่า 5 ล้านล้านเหรียญ  หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสินเชื่อบ้านทั้งหมดในสหรัฐ  หากบริษัททั้งสองล้มลง  มันจะส่งผลถึงต้นทุนเงินกู้  ตลาดสินเชื่อ  เศรษฐกิจสหรัฐ และแน่นอนตลาดสินเชื่อทั่วโลก
         แฟนนี เม และ เฟรดดี แมค คือใคร
         บริษัทสองแห่งนี้เป็นองค์กรที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นโดยมติรัฐสภา  ในปี 1938(แฟนนี) และปี 1970(เฟรดดี) เพื่อช่วยให้คนอเมริกันมีบ้านได้ง่ายขึ้น
         บริษัทได้รับนโยบายให้สร้างสภาพคล่องให้ตลาดสินเชื่อบ้าน  โดยการรับซื้อสินเชื่อบ้านจากธนาคารและบริษัทสินเชื่ออื่น  แล้วนำมาจัดเป็นกองๆ  ขายออกในรูปของหุ้นกู้ให้นักลงทุนโดยมีการค้ำประกัน 
        ทั้งสองบริษัทได้รับอภิสิทธิ์ให้สามารถกู้เงินจากกระทรวงการคลังได้โดยตรง  ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่น  หุ้นของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้การยกเว้นค่าธรรมเนียม
        การที่เป็นกึ่งหน่วยงานของรัฐและได้รับสิทธิพิเศษมากมาย  ทำให้ทั้งแฟนนีและเฟรดดี ได้รับอันดับเครดิตระดับสูงสุดที่ AAA  ซึ่งหมายความว่า  พวกเขาสามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราที่ต่ำที่สุด
        จุดเด่นกลายเป็นจุดอ่อน
        การที่บริษัทมีต้นทุนดำเนินการต่ำ  ประกอบกับเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องเร่งสร้างกำไรให้ผู้ถือหุ้น  ทำให้กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ขณะที่รูปแบบการดำเนินกิจการซื้อขายสินเชื่อโดยให้การรับประกัน  ทำให้ธนาคารคู่ค้าปล่อยสินเชื่อแบบหละหลวม  เพราะเมื่อแฟนนีและเฟรดดีซื้อสินเชื่อไปแล้ว  ความเสี่ยงไม่ว่า  การผิดนัดชำระหนี้  หรือปัญหาความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยจะถูกถ่ายโอนไปยังบริษัททั้งสองแทน
        อีกทั้ง  ช่วงที่ผ่านมา  ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อรายอื่นชลอการให้สินเชื่อ  แฟนนีและเฟรดดีกลับต้องการเป็นผู้เล่นหลักที่รับซื้อสินเชื่อบ้านจากธนาคารไปขายให้นักลงทุน  ทำให้มีภาระค้ำประกันมากขึ้น
        นักวิเคราะห์เคยกล่าวว่า  แฟนนีและเฟรดดีถูกสร้างขึ้นแบบผิดฝาผิดตัว  พวกเขารับภารกิจมาให้สินเชื่อ  แต่ไปดำเนินการคล้ายบริษัทประกัน  พวกเขาซื้อสินเชื่อแล้วนำไปขายต่อ คล้ายกิจการโบร์คเกอร์   ขณะเดียวกัน  พวกเขาเก็งกำไรดอกเบี้ย (ซื้อสินเชื่อแล้วมารับรู้กำไรขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยใหม่แทน) ซึ่งคล้ายกับเฮดจ์ฟันด์  แน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูง  แต่เมื่อเป็นหน่วยงานของรัฐ  ธนาคารกลาง(เฟด)คงไม่ปล่อยให้ล้ม
        สถานะบริษัทสับสน
        จากภาวะการณ์ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐย่ำแย่มากหลายปี  ราคาบ้านที่ลดลง  อัตราการยึดบ้านสูงขึ้น  และทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขยับขึ้น  ทำให้นักลงทุนเริ่มถอยหนีจากบริษัททั้งสอง
        ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  โบร์คเกอร์ชื่อดัง เลห์แมน บาร์เดอร์  ได้ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่า  ทั้งแฟนนีและเฟรดดี  ต้องเพิ่มทุนอีก 75 พันล้านเหรียญ  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่  ทำให้นักลงทุนยิ่งตื่นตระหนก
        ถึงแม้ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทออกมาประกาศยืนยันว่าเงินทุนของตนเพียงพอที่จะรับภาวะการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้  แต่ดูเหมือนนักลงทุนจะไม่เชื่อ  พวกเขากลัวว่าหากเฟคเข้ามาควบคุมกิจการ  หุ้นที่ตนถืออาจจะไม่มีมูลค่าเหลืออยู่
        ดังนั้นทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดทำการในวันศุกร์ที่ผ่านมา (11กค.)  ทั้งหุ้นของแฟนนีและเฟรดดีต่างร่วงลงกว่า 47% จากวันก่อนหน้า  แต่ค่อยๆขยับติดลบน้อยลงเมื่อมีข่าวว่า  เฟดจะเปิดวงเงินสำรองให้  และมีข่าวว่าวุฒิสมาชิก ประธานกรรมาธิการการธนาคารออกมายืนยันว่าตนได้คุยกับนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด และนาย เฮนรี พอลสัน รมต.คลัง ทั้งสองบอกว่า บริษัทเหล่านั้นมีเงินทุนเพียงพอ  ยังไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเข้าไปจัดการ
        แต่หลังตลาดปิด  โฆษกเฟดได้ออกมาบอกนักข่าวว่ายังไม่มีการคุยกันเรื่องวงเงินสำรอง  ขณะที่นสพ.นิวยอร์คไทม์ ได้รายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกำลังมองหาแผนการที่เหมาะสมในการเข้าควบคุมกิจการบริษัททั้งสอง  หากสถานการณ์เลวร้ายลง
 

ภาพแสดงการร่วงลงของหุ้นFannieในรอบ1ปี

ภาพแสดงการร่วงของหุ้นFreddie

      ระเบิดเวลาลูกใหญ่

        ข่าวที่สับสนในสถานการณ์ที่ตลาดย่ำแย่  ทำให้ราคาหุ้นของแฟนนีและเฟรดดีร่วงจากต้นปีลง 65% และ75% ตามลำดับ  สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อสถานะของบริษัทได้เป็นอย่างดี
        ปัญหาคือ  หากบริษัทล้มละลาย  ถูกเฟดเข้าควบคุม  ถึงแม้แฟนนีและเฟรดดีจะสามารถดำเนินการต่อภายใต้การดูแลของเฟด  แต่กฎเกณฑ์การดำเนินธุรกิจย่อมต้องเข้มงวดขึ้น  ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อบ้านตึงตัวยิ่งขึ้น
        ที่สำคัญบริษัททั้งสองจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  มันจะส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดการขายหุ้นให้ในวอลล์สตรีท  โดยเฉพาะหุ้นธนาคารใหญ่ๆ  หุ้นบริษัทสินเชื่อ  และหุ้นบริษัทรับสร้างบ้าน
        ถ้านักลงทุนทั้งตลาดสูญเสียความมั่นใจ  และเชื่อว่าจะมีบริษัทใหญ่ๆต้องล้มตามมาอีกมาก  มันจะกลายเป็นภาวะตื่นตระหนก  ทุกคนขายหุ้นเอาตัวรอด  ถึงวันนั้นเฟดอาจจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่ 
        อเมริกา ก็ อเมริกาเถอะ  หากคุมสถานการณ์ไม่อยู่  สามารถเกิดภาวะโดมิโนได้เหมือนกัน  และจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกครับ

 

โดย บรรยง

 

กลับไปที่ www.oknation.net