วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมะ...กระทุ้ง ตัวมิจฉาทิฐิ...กระเทือน


...นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งของการรอคอยที่ได้ผลชะงัด ผมเองรอเวลาเพื่อจะเขียนบล็อคเกี่ยวกับเรื่อง ความเป็นกลางในทางการเมือง แต่ยักไม่มีเวลาหาข้อมูลสักที ก็เลยชะลอเวลาไปเรื่อย ๆ จนลืมที่จะเขียนมันลงไปในฐานะที่เราอยากรู้ แล้วก็อยากส่งผ่านสิ่งที่รู้นั้นมายังคนอื่น    บ้าง จนมาพบพานกับบางส่วนของบทความของพระอาจารย์ว. ก็ขอถือโอกาสนำบทความเหล่านี้ไปโพสต์เก็บไว้ อย่างน้อยเป็นฐานข้อมูลชั้นดี หากผมเองอยากจะเขียนเรื่องเหล่านี้อีกสักครั้ง...

ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลางทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษายิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง
       
       นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์ ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง” อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล
       
       ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควรจะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลศอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า 
“ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”
       

       นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้
“การอยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”
       

       
“ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”
       
       “บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”

       
       ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจแบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภคเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จบด้วย
       
       ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการวางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น...จากผู้จัดการออนไลน์

ปล. อาจจะเฝือแล้วในโอเคเนชั่น แต่ก็ฝันว่า นักการเมือง คนส่วนใหญ่ รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชนที่เห็นผิดจะได้อ่านกัน


ฝากไว้...ในทรรศนะที่มีต่อสิกขาบท 5 และการเมือง


...ผมเชื่อใจเหลือเกินว่า ธรรมะหากไม่มาเยือนการเมือง เราก็จะได้นักการเมืองที่ไร้ธรรมะ นั่นหมายความว่า ธรรมะสำคัญยิ่งสำหรับคนที่เข้ามาบริหารและปกป้องดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม หากเขาเหล่านั้นปฏิเสธธรรมะ หาว่าเป็นคนละส่วนกัน ศาสนจักรนำทางอาณาจักรไม่มีอีกแล้ว ทางธรรมก็ส่วนทางธรรม ทางโลกก็ส่วนทางโลก ไม่เกี่ยวกัน อันนี้อันตราย เป็นทัศนคติที่อันตรายอย่างยิ่ง คุณรู้ไหมว่าที่สังคมเราเป็นอยู่อย่างนี้ เสื่อมลงทุกวันนี้ เพราะอะไร ก็เพราะคนมันไม่ปกติ แล้วที่ไม่ปกติก็เพราะคนมันไม่ประพฤติศีล(ข้อห้าม) กลับที่จะทุศีลอยู่เรื่อย ๆ ลองคิดง่ายเบญจศีลนี่ 5 ข้อเท่านั้น แต่คนเราทำกันไม่ค่อยได้ จะลองยกตัวอย่างให้ฟัง 1.อย่าเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ลองพิจารณาสิครับ ว่าคนด้อยโอกาสในสังคมถูกใครบ้างเอาเปรียบ หนึ่งละนักการเมือง สองละนายทุนขูดรีด เขาไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว บางคนถึงกับต้องตายเพราะไม่มีอะไรจะกิน แม้กระทั่ง การฆ่าคนในสมัยนี้ กลับกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงชั่ววูบของความโกรธเขาก็ทำกันได้แล้ว  2.อย่ากระทำการทุจริต อันนี้เห็นชัดเลยครับ นักการเมืองก็ดี ข้าราชการก็ดี พ่อค้านายทุน ตระกูลเลือดข้นกว่าน้ำ ตระกูลฮั้ว ตระกูลใต้โต๊ะ นั่นละครับ โกงกันเป็นระบบ เป็นกระบวนการ คิดแต่จะเอาประโยชน์เข้าตัวเอง เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวกู ของกู ทั้งนั้น  3.อย่าประพฤติผิดทางกาม พรากสิ่งของที่เขาหวงเขารักไปจาก พรากคนที่เขารักออกจากกัน ที่สังคมบ้านเราไม่เจริญหนึ่งก็เป็นเพราะครอบครัวแตกแยกจากความหลงของชั่ว หลงผิด จึงติดจั่นอยู่ในวงจรของกาม ในรสสัมผัสสวาท 4.อย่าพูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ อันนี้เห็นจะสำคัญที่สุด ละเมิดกันมากสุดเพราะมันง่ายที่สุดที่จะทำ ไม่ต้องลงแรงอะไร ลงแต่เฉพาะอกุศลจิต คิดชั่วเข้าไว้ สำหรับนักการเมืองไทย  โกหก ตอแหลทั้งนั้น มีใครบ้างที่ไม่โกหก ก็พอมีครับ แต่เห็นจะน้อย ก็เขาว่ากันว่า โดยธรรมชาติแล้วคนเรานั้นโกหก ด้วยประสงค์สองประการนี้ หนึ่งเพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือคนอื่นโดยที่ตัวเหยียบความจริงไว้ สองเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้คนอื่นจับติดในความผิดที่ตนทำ และ5.อย่าเสพสิ่งที่ทำให้ไร้สติ อันนี้ก็พวกเครื่องดองของเมาทั้งหลาย และข้อนี้แหละจะพานให้เราผิดศีลข้ออื่น ๆ ได้ง่ายเข้า พอไร้สติไม่รู้สึกตัว คนเรามันทำได้ทุกอย่างละครับ ทำกันได้แบบสัตว์ที่มีเฉพาะแต่สัญชาตญาณในการกระทำด้วยซ้ำ ขาดความยั้งคิด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี นอกจากศีลแล้ว ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติ คนเหล่านี้ก็กลับละเลย คู่ปรับของข้อ1 คือ ความเมตตากรุณา ปรารถนาให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นมีความสุขและพ้นจากความไม่สบายกายไม่สบายใจ คู่ปรับของข้อ 2 คือ สัมมาอาชีวะ กระทำการโดยยึดสุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่ฉ้อโกง คู่ปรับของข้อ 3 คือ กามสังวร สำรวมในกาม ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น รักเดียวใจเดียว คู่ปรับของข้อ 4 คือ สัจจะ พูดแต่ความจริง ไม่ใช่พูดเพียงครึ่งเดียวอย่างที่คนเขาทำกัน และคู่ปรับของข้อ 5 คือ สติสัมปชัญญะ คือมีสติรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าตนนั้นหนอ กำลังคิด พูด ทำอะไรอยู่ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำยากครับถ้าง่ายเขาคงทำกันได้แล้ว ถึงที่สุดแล้ว ถ้าเบญจศีล-ธรรม ถูกใส่ใจโดยนักการเมืองหรือผู้ที่ทำหน้าที่เกียวกับประโยชน์ของประเทศชาติและแม้กระทั่งประชาชนเต็มขั้น อย่างเรา ๆ และก็ผมอีกคน  เจริญครับ ประเทศเราเจริญ เจริญในความสุขมวลรวม เจริญในความอิ่มที่สังคมมีแต่ความจริง และไม่เห็นแก่ตัว ไม่เชื่อลองหลับตาวาดภาพนั้นดูสิครับ...   

ปล. ฝากไว้เป็นธรรมทานครับ ระหว่างวันที่ 13-19 กรกฎาคม 2551 ที่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ได้จัดงานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชา ธรรมยาตราคุ้มครองโลก เพื่อให้พุทธศาสนิกชนร่วมระลึกถึงพระคุณของพระอัครสาวกเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และร่วมพิธีหล่อเทียนพรรษาในวันเข้าพรรษา ในงานมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นิทรรศการพุทธกิจ 45 พรรษา กับพระมหาสาวก การฟังเทศน์มหาชาติ และกิจกรรมของเยาวชน เช่น การแข่งขันสวดมนต์หมู่ อาราธนาศีลอาราธนาธรรม ตอบปัญหาธรรมะ 

ขอบคุณภาพดีดีจาก
http://www.budnet.info/inmages/a-21.jpg
http://www.bloggang.com/data/porpayia/picture/1189388778.jpg

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net