วันที่ พุธ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สายลับ พ.27 บทที่ 20


                        บทที่ 20

อังคารที่ 20 พศฤจิกายน 2476 เราได้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัดิ์วัตนวิศิษฏ์, พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระชายา และพระราชโอรสธิดาได้เสด็จออกจากสงขลาไปแล้ว บรรดาเจ้านานที่เสด็จตามกันในวันเดียวกันนั้น   เท่าที่จำได้ก็มี  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   พร้อมด้วยพระธิดาคือ  หมอมเจ้าพูนพิศมัย, หม่อมเจ้าพิไลเลขา, หม่อมเจ้าพัฒนายุฯ, พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร และ พระพี่นาง คือพระองค์เจ้าหญิงประเวศวรสมัย รวมทั้งพระธิดาคือ หม่อมเจ้าหญิงสุวภาพเพราพรรณวุฒิไชย,

            นอกจากนี้  ยังมีอีกครอบครัวหนึ่งคือ  หม่อมเจ้าวิบูลย์  สวัสดิ์วงศ์  สวัสดิกุล ราชเลขานุการในพระองค์และชายาส่วนพระเจ้าพี่ยาเธอ  กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินนั้น  ดูเหมือนจะได้เสด็จไปในวันี้ด้วย  เจ้านายทุกวังที่ได้ออกพระนามมานั้น  ล้วนเสด็จด้วย รถยนต์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น   วันนั้นชาวมะลายู  ทั้งพลเมืองและตำรวจ   รวมทั้งพวก"นายฝรั่ง"  จึงพากันตื่นเต้นที่ได้เห็นรถยนต์แบบต่างๆ  มีเลขหมาย  ก.ท. แล่นข้ามพรมแดนทางด่านสะเดาซึ่งเป็นหนทางสะดวกที่สุด  และใกล้ที่สุดสำหรับการออกจากดินแดนสยามด้วยรถยนต์.

            โชคดีที่มีในโชคร้าย   ข้าพเจ้ามีโชคดีพิเศษที่เผอิญพระเจ้าวรพงศ์เธอ พระเจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร  กำลังจะเสด็จประพาสมะลายูด้วยรถสปอร์ตส่วนพระองค์  จึงทรงพระเมตตาให้ข้าพเจ้าโดยเสด็จไปด้วย  ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกับข้าพเจ้ามาก่อนเลย  เป็นอันว่าข้าพเจ้าได้หลบลี้หนีภัยการเมืองจากประเทศสยามด้วยพาหนะพิเศษ   ซึ่งพระราชวงศ์ชั้น " พระเจ้าวรวงศ์เธอ "ทรงขับไปส่งถึงเมืองปีนัง  โดยตลอดปลอดภัย  และสะดวกสบายทุกประการ  ถ้ามิใช่เพราะบุญบันดาล ด้วยพระราชกฤษฎาภินิหารแห่งอดีตแห่งพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรี

            ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานขอพระราชทานความหนีรอดปลอดภัยไว้ก่อนจะออกจากพระบรมมหาราชวัง  เมื่อ 4 วันก่อนนั้นแล้ว-ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า  เพราะอะไร  พระองค์เจ้า ชายหนุ่มพระองค์หนึ่งจึงจำเพาะเจาะจงเสด็จไปปีนังวันนี้  และได้พบกับข้าพเจ้า  ผู้กำลังต้องการพาหนะพาหนีออกไปสู่เมืองปีนัง  ก่อนจะถึงกำหนดวัน ซึ่งคณะรัฐบาลจะมาเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว  และขอลากคอข้าพเจ้าไปเข้าคุกบางขวาง...

            ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า  กุศลผลบุญแห่งความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์  ได้สำแดงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง  ต่อจากการที่ข้าพเจ้ารอดพ้นจากการถูกจับกุมที่ประตูวิเศษไชยศรีมาได้อย่างหวุดหวิดโดยได้รับการดลใจให้หยุดรถ  เข้าไปนมัสการพระแก้วมรกต  แล้วเดินลัดเข้าพระราชวังชั้นกลางโดยปลอดภัย...

            ส่วน พ.20 ผู้ช่วยของข้าพเจ้า  และครูเทียน  เหลียวรักวงศ์  ครูสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนเยาวกุมารในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ได้เดินทางไปกับรถตอนเดียว คันใหญ่ของขุนอักขรานุการประสิทธิ์ (บุญเล็ก  หุตินันท์)  จ่าจังหวัดสงขลา  ผู้เป็นคหบดีมีชื่อเสียงคนหนึ่งของจังหวัดนี้ท่านขุนผู้นี้ดูจะใกล้ชิดกับเจ้านายอยู่มาก  โดยเฉพาะพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร  หรือ  "พระองค์ชายกลาง "

            รถยนต์สปอร์ต 2 คันนี้  เป็นขบวนสุดท้ายที่ออกจากสงขลาไปปีนังในวันที่ 21 พศจิกายน 2476

            การเดินทางราบรื่นดี   ถ้าไม่นับการที่รถของขุนอักขราฯ เกิดยางแตกถึงสองครั้งก่อนจะออกจากพรมแดนไทย  เพราะถนนในเขตไทย  มีก้อนหินโผล่ตะปุ่มตะป่ำ  ทิ่มตำยางรถไปตลอดทาง

            ตอนระทึกใจข้าพเจ้าที่สุดในการลี้ภัยครั้งนี้  คือเมื่อถึงหลักเขตแดนไทย-มะลายูเป็นหลักศิลาเตี้ยๆ  กว้างราวครึ่งเมตร  สูงจากพื้นดินราวหนึ่งเมตร...จะใหญ่ เล็ก มากหรือน้อยกว่านี้  โปรดอภัย  เพราะจำไม่แน่  แม้จะได้เคยผ่านเข้าออกอีกหลายครั้งในสมัยหลัง ๆ  .....

            พระองค์ชายกลางทรงหยุดรถ  เหมือนทรงรู้ใจข้าพเจ้าว่าอยากจะหยุดเพื่อไว้อาลัย  รถขุนอักขราฯซึ่งตามมาในระยะห่างๆ  จึงมาหยุดด้วย

            ข้าพเจ้าลงไปลูบคลำหลักศิลากั้นดินแดนเมืองไทยกับเมืองแขกด้วยความรู้สึกปั่นป่วนใจ  ด้านหนึ่งของเสาหินหลักเขต  จารึกภาษาไทยว่า " สยาม "  ไว้เบื้องบน  ภาษาอังกฤษไว้เบื้องบนว่า  MALAYA  และภาษาไทยอยู่เบื้องล่างว่า  มะลายู

            แม้จะรูสึกปลอดโปร่งโล่งอก  เมื่อแน่ใจว่าได้หนีรอดเงื้อมมือของรัฐบาลไทยอย่างเด็ดขาดแล้ว  ณ  จุดนี้บนพื้นพระธรณี แต่ดวงจิตก็สะท้อนสะท้านสุดรำพัน  เมื่อนึกถึงว่า  กำลังจะต้องพลัดพรากจากผืนแผ่นดินไทยไปเสมือนเป็นผู้ร้ายใจฉกรรจ์  ที่จำต้องเตลิดหนีออกไปสู่ดินแดนของคนต่างชาติต่างศาสนา  ไม่มีกำหนดแน่นอนว่าเมื่อไรจะได้กลับคืนบ้านเกิดเมืองนอน...คิดถึงญาติ มิตร และครอบครัว  ซึ่งมีลูกหญิง ลูกชาย อายุเพียง 7 ขวบ 5 ขวบ  กำลังน่ารักน่าเอ็นดู...น้ำตา อยากจะหยด  ต้องรีบกระพริบตาถี่ๆ ปิดทำนบน้ำตาที่ตั้งท่าจะพัง.....

            สิบนิ้วรีบยกมือขึ้นประณม  ถวายบังคมลาพระมหากษัริย์,พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร,พระสยามเทวาธิราชและทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองไทย   แล้วรีบกลับขึ้นรถด้วยดวงใจอันหดหู่ ทิ้งตัวพิงพนักรถ  ปล่อยให้พระองค์ชายทรงพาเชิดตะบึงไปบนพื้นถนนที่ลาดยางมะตอยเรียบสนิท  ผิดกับผิวถนนบนผืนแผ่นดินไทยอย่างลิบลับ  แม้กระทั่งเสาโทรเลขที่เรียงรายอยู่ข้างถนนเขาก็ใช้เสาโลหะสีอะลูมิเนียม  ตอนบนเรียวเล็กคล้ายรูปคอขวด  ตอนกลางใหญ่ขึ้นนิดหน่อย และท่อนล่างใหญ่มากขึ้นเท่ากับเสาไม้ดูสวยงาม  และดูสะอากหมดจด  ตรงกันข้ามกับเสาไม้ในเขตไทย  ซึ่งบางต้นก็โอนเอนน่ารำครญตาดูสกปรก...

          อังกฤษมีนโยบายที่จงใจพัฒนาท้องถิ่นดินแดนมะลายูให้สวยงดงามเป็นพิเศษเพื่อข่มรัศมีของไทย  เขาประสงค์จะจูงใจชาวไทยอิสลามในจังหวัดภาตใต้ให้หลงชื่นชมความเจริญด้านวุตถุจนถึงขนาดที่อาจจะยอมเข้าสวามิภักดิ์อยู่กับเขา  เพราะดินแดนแคว้นเคด้าห์ซึ่งต่อติดกับพรมแดนไทยนั้น  คือเมืองไทรบุรีซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย  ที่ถูกอังกฤษบังคับเอาไปในสมัยรัชกาลที่ 5 นโยบาย "กลืนแผ่นดิน"  ของใครๆ  นั้นยังแฝงฝังอยู่ในจิตใจของอังกฤษตลอดมา  จนกระทั่งมหาอำนาจของเขาต้องหดเหี่ยวลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  เมื่อ พ.ศ. 2488 นี่เอง

          จะอย่างไรก็ตาม  ข้าพเจ้ากำลังเดินทางเข้าไปขออาศัยร่มธงของอังกฤษแล้วในวันนั้น... 21 พฤศจิกายน 2476

          พระองค์ชายกลาง  ทรงหยุดรถอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับขุนอักขราฯเมื่อจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของอังกฤษที่ตำบลจังโหลน  มีเจ้าหน้าที่พลเรือนและตำรวจมะลายูออกจากที่ทำการมาดูรถสปอร์ตทั้งสองคันตามระเบียบเขาแสดงกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อยมาก  และไม่มีการตรวจสอบเอกสารใดๆเลย  ขุนอักขราฯ  ทักทายกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยมิได้ลงจากรถ  แสดงว่ารู้จักคุ้นเคยกันดีเพราะการที่ได้ผ่านเข้าออกอยู่เป็นประจำ

          น่าประหลาดที่นายหัวหน้าผู้นั้น  จ้องดูพระพักตร์พระองค์ชายแล้วตกตะลึง  อ้าปากค้าง  พวกลูกน้องหลายคนของเขาก็พากันจ้องมองพระองค์ชายเป็นตาเดียวกัน  เจ้าหน้าที่มะลายูเหล่านี้เข้าใจว่า  พระปกเกล้าฯ  เสด็จมา. เพราะวันนั้นทั้งวัน  ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย  มีแต่ขบวนรถเจ้านายไทย  ผ่านออกมาจากพรมแดนสยามเป็นชุดๆ  คราวนี้คงจะถึงองค์พระเจ้าแผ่นดิน...

            พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร  เมื่อ พ.ศ. 2476  มีพระวรกายคล้ายคลึงกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก...พระวรกายเล็ก..พระเกศา,พระมัสสุ, ก็แบบเดียวกัน  เจ้าหน้าที่มะลายูผู้เคยเห็นแต่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินไทย  จึงพากันเข้าในผิด  เพราะเขารู้กันว่าขณะนั้น "คิง ออฟ ไซแอม"  เสด็จมาประทับอยู่สงขลา  จึงอยู่ในวิสัยที่อแบเสด็จประพาสมะลายู  แบบอินคอกนิโต(incognito)คือไม่เปิดเผยพระนาม ก็ได้..

            ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเขาพูดกันว่า " เดอะคิง..เดอะคิง "

            "พวกนี้มันนึกว่าฝ่าพระบาทเป็นพระเจ้าอยูหัว"  ข้าพเจ้ากระซิบทูลพระองค์ชาย.

            "เออ  ช่างมัน "  ทรงพระสรวลพลางเร่งน้ำมันรถที่ไม่ได้ดับเครื่อง  ให้ออกวิ่งต่อไป  มีรถขุนอักขราฯ ตามติดๆ ทิ้งความพิศวงไว้ให้คนเหล่านั้นโจษจันกันไปตามเรื่อง...

              ตอนผ่านและหยุดพัก  ในตัวเมืองไทรบุรีก็เช่นกันเดียวกัน  ชาวเมืองทั้งแขก ฝรั่งพากันตื่นเต้น  คิดว่าพระเจ้าแผ่ดินไทยเสด็จฯ เขาชะเง้อชะแง้อยู่ห่างๆ  ไม่มีการรุมห้องล้อม  แสดงว่าคนเหล่านี้มรมรรยาทและความเคารพเจ้านายเป็นอย่างดี  คนมะลายูและอังกฤษเป็นชนชาติที่พระราชาเป็นประมุข จึงรู้จักที่ต่ำสูง อยู่ทั่วกัน

            มีเสียงแว่วๆว่า "รายาเซียม" บ้าง "คิง ออฟ ไซแอม" บ้าง  จีนบาบ๋า (คนจีนที่เกิดในมะลายู) คนหนึ่งเลี่ยงเข้ามาข้างรถและกระซิบถามข้าพเจ้าด้วยภาษาอังกฤษว่า

            "นี่พระเจ้าแผ่ดินไทยไช่ไหม"

            "คุณเห็นว่าเหมือนรึ"   ข้าพเจ้ายิ้ม ตอบเป็นคำถาม

            "เหมือนมากๆ " เขากระซิบบอก

            "งั้น..คุณก็คิดเอาเองซิ"  แกล้งพูดทีเล่น...

            "งั้นก็ใช่แล้ว" เขายิงฟันอย่างดีใจ รีบผละไปเที่ยวกระจายข่าวกับใครๆ ต่อไป

            พวก ยูเรเชียน (ลูกครึงฝรั่ง) ผมแดงคนหนึ่ง ถือโอกาสเมียงมองย่องเข้ามากระซิบบ้างว่า

            "เมืองไทยเกิดกบฎอีกหรือ...ท่านหนีออกมาหรือ"

             ข้าพเจ้าแกล้งตีหน้าเครียดตอบว่า

             "นั่นเป็นคำถามโง่ๆ  ทำไมพระราชาของเราจึงจะต้องหนี"?

            คนหัวแดงนั่นเลยหลบหน้าไป  พระองค์ชายผินพระพักตร์มา ตรัสอย่างสนุกตามพระนิสัยว่า

            "คนพวกนี้ไม่เคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวของเรา  มันก็เลยชักจะวุ่นกันใหญ่  เรารีบเปิดไปให้ถึงปีนังเลยดีกว่า  ไม่ต้องหยุดพักที่ไหนอีกละ"

            รถสปอร์ตจากเมืองไทย 2 คัน  มาถึงท่าเรือ บัตเตอร์เวิธ เย็นมากแล้ว  กว่าจะตีตั๋ว...ขับรถยนต์ลงเรือ..นั่งไปบนรถของเราเอง จนเรือโดยสารขนานยนต์ลำใหญ่ข้ามทะเลจากผืนแผ่นดินแหลมมะลายูไปถึงเมือง ยอร์ช ทาวน์ บนเกาะปีนังก็เป็นเวลาค่ำบ้านเมืองและถนนหนทางสว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้า  ประชาชนไม่มาก  การจราจรไม่คับคั่งรถยนต์ดูจะมีน้อย  รถลากแบบเมืองไทยและเมืองจีนก็มีขับเคลื่อนด้วยพลัง 1 แรงคน .... คนจีนหรือแขกอินเดีย-แขกมะลายู  ไม่ยอมเป็นกรรมกรลากรถโดยสารแบบนี้เลย...

            ขุนอักขรานุการประสิทธิ์  เป็นมัคคุเทศน์นำไปพักโรงแรมจีนที่  ฮัตตัน เลน ชื่อโฮเต็ลปินกัง  เป็นโรงแรมชั้น 2 ชนิดที่ดัดแปลงจากบ้านหลังใหญ่ทำเป็นโรงแรม  ลักษณะจึงคร่ำครึ  โบราณเต็มทน  ขุนอักขราอธบายว่าเป็นโรงแรมที่คนไทยรู้จักดีและมาพักกันเป็นประจำ  บ๋อยจีนหลายคนพูดไทยได้ทะแม่งๆ  สำเนียงแปร่งเป็นชาวปักษ์ใต้..

            พระองค์ชายกลาง  ประทับห้องเตียงเดี่ยว  ข้าพเจ้ากับ " พ20"  พักห้องเตียงคู่ ส่วนขุนอักขราฯและครูเทียน เหลียวรักวงศ์  แยกไปพักที่อื่น  เพราะไม่มีห้องว่างพอ  หรือด้วยเหตุผลอื่นใดจำไม่ได้...

            หลังอาหารค่ำ ขุนอักขราฯ อาสานำคณะไปซื้อของและไปไหนอีกบ้างไม่ทราบ  ข้าพเจ้าขอตัวนอน เพราะอ่อนเพลียและคิดว่ายังมีเวลาอีกถมไป  ที่ข้าพเจ้าจะบุกเมืองปีนังหรือเกาะหมากให้ทะลุปรุโปร่ง

            คำว่า "ปีนัง" แปลเป็นภาษาไทยว่า"หมาก"  ที่เคี้ยวกับพลู....ไทยจึงเรียกเกาะปีนังว่า เกาะหมาก เคยเป็นดินแดนของไทยมาแต่โบราณ  แต่เพราะอยูไกลหูไกลตามากจนไทยตรวจตราดูแลไม่ทั่วถึง  อยู่ๆนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษ  ชื่อฟรานซิส  ไล้ท์ จึงแล่นเรือใบแอบเอาธงอังกฤษมาปักบนเกาะ  ประกาศเป็นดินแดนของอังกฤษไปเลย (ราวปลายรัชสมัยกรุงธนบุรี  หรือต้นรัชกาลที่ 1 )  กว่าไทยเราจะล่วงรู้ ก็สายไปเสียแล้ว เขาสร้างบ้านเมืองสร้างป้อมปราการตั้งปืนใหญ่ไว้ริมฝั่ง  และบนภูเขาอย่างแข็งแรงมีกองทหารฝรั่งและแขกค้ทครองรักษาอย่างเพียบพร้อม  กษัตริย์อังกฤษทรงแต่งตั้ง  "นักยกเบาผืนแผ่นดิน"  ผู้นั้นเป็นขุนนาง  ชื่อ เซอร์ฟรานซิส ไล้ท์  และมีตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองปีนังคนแรก  รูปอนุสาวรีย์ของเขายังมีอยู่  คนไทยควรไปดูหน้าไว้...

            สมัยนั้น   คงอยู่ในระยะต้นของกรุงเทพพระมหานคร  หรือปลายสมัยกรุงธนบุรี เพราะอังกฤษได้มีงานฉลองวันที่ ฟราน ซีส ไล้ท์  มาปักธงบนเกาะปีนัง ครบ 150 ปี ในระยะเวลาใกล้เคียงกับงานสมโภชพระนคร  150  ปี ของไทยเรา เมื่อปี 2475 ผู้เขียนขออภัยถ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อน  เพราะเขียนจากความทรงจำ...

       

โดย คนโคก

 

กลับไปที่ www.oknation.net