วันที่ พุธ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

น้ำปานะ.......ข้อควรรู้สำหรับผู้ถืออุโบสถศีล


ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง

พระองค์นั้น

**********************************************************************

อุโบสถศีลประกอบด้วย ๘  องค์  หมายถึงศีล ๘ หรือศีลอุโบสถนั่นเอง   ในศีลข้อที่ ๖   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้

ตรัสอรรถาธิบาย อุโบสถศีลข้อที่ ๖  ว่า

" .......แม้นเราในวันนี้ก็บริโภคอาหารครั้งเดียว  งดอาหารในราตรี เว้นจากการบริโภคผิดเวลาตลอดวันและคืนนี้

  ด้วยองค์นี้  เราก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติตามพระอรหันต์ทั้งหลายอย่างหนึ่ง และอุโบสถก็จักเป็นอันเรารักษาแล้ว "

 (องฺ ติก. ข้อ  ๕๑๐) 

บทว่า วิกาลโภชนํ  ได้แก่ การบริโภคอาหาร เมื่อล่วงเลยเวลาเที่ยงตรง,  การบริโภคอาหารเมื่อล่วงเลยเวลาเที่ยง ก็คือ

การบริโภคอาหารเมื่อล่วงเลยกาลที่ทรงอนุญาตไว้  คือ เจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

บทว่า เอกภตฺติกา (บริโภคภัตครั้งเดียว) นั้น ท่านแบ่งการบริโภคอาหารเป็น 2 เวลา คือ เวลาเช้า กับเวลาเย็น อาหารที่

จะรับประทานในเวลาเช้า ท่านกำหนดตั้งแต่อรุณจนถึงเที่ยงวัน  ส่วนอาหารเย็นกำหนดตั้งแต่เลยเที่ยงไปจนถึงเวลา

อรุณขึ้น เพราะฉะนั้น ในเวลาภายในเที่ยงวัน แม้นจะบริโภคอาหาร ๕ - ๑๐  ครั้ง ก็ชื่อว่ามีการรับประทานเพียง

ครั้งเดียว เวลาเดียว

วิกาลโภชน์มีองค์แห่งการเกิด ๔ ประการ  (องค์ที่ทำให้เกิดองค์อุโบสถที่  ๖ ต้องแตกทำลาย)

๑.  วิกาโล  เป็นเวลาวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงวันไปแล้ว

๒. ยาวกาลิกํ   ของนั้นเป็นของเคี้ยวของฉันที่ทรงอนุญาตให้กินได้ก่อนเที่ยงวัน

๓. อชฺโฌหรณํ มีการกลืนล่วงลำคอคงไป

๔. อนุมฺมตฺตกตา  ไม่ใช่คนบ้า

 (ขุทฺทก.อ ๑/๓/๔๒, อง.อ. ๑/๓/๔๐๑)

        หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว  นอกจากน้ำเปล่าบริสุทธิ์แล้ว ผู้รักษาอุโบสถสามารถกลืนน้ำปานะดับกระหายหรือ

บรรเทาความหิวได้  โดยไม่ทำให้องค์อุโบสถศีลข้อที่  ๖ แตกทำลาย

        น้ำปานะ ได้แก่ เครื่องดื่ม หรือ น้ำสำหรับดื่มที่คั้นจากผลไม้ ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติแก่พระภิกษุให้รับ

ประเคนแล้วสามารถเก็บไว้ฉันได้ตลอด ๑ วัน  ๑ คืน เรียกว่า ยามกาลิก  ทรงอนุญาติไว้  ๘  อย่าง

๑.  อัมพะปานะ  น้ำมะม่วง            ๒. ชัมพุปานะ   น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า   ๓. โจจะปานะ  น้ำกล้วยมีเมล็ด

๔. โมจะปานะ  น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด  ๕. มะธุกะปานะ น้ำมะทรางต้องเจือด้วยน้ำจึงควร

๖. มุททิกะปานะ น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น  7. สาลุกะปานะ  น้ำเหง้าบัว ๘. ผารุสะกะปานะ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ 

       นอกจากน้ำปานะ ๘  อย่างแล้ว ท่านยังอนุญาตน้ำที่จะอนุโลมตามน้ำปานะไว้อีก เรียกว่า กัปปิยปานะอนุโลม

คือน้ำปานะที่สมควร  ซึ่งฉันได้โดยไม่เป็นอาบัติในเวลาวิกาล ได้แก่ น้ำปานะแห่งผลไม้เล็ก  เช่น ลูกหวาย 

มะขาม  มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น

      นอกจากนี้ยังอนุญาติให้ฉันน้ำปานะเหล่านั้นผสมกับน้ำตาล แล้วเคี่ยวไฟจนเข้มข้น (ยกเว้นที่ทำจากถั่วและนม)

สามารถฉันได้ จัดเป็น อัพโพหาริก เช่น น้ำอัดลมในสมัยนี้  แม้นน้ำผลไม้สำเร็จรูป เช่น น้ำองุ่นที่กรองเนื้อออกดีแล้ว

ก็ดื่มได้

น้ำที่ไม่ทรงอนุญาต  ดื่มแล้วองค์อุโบสถต้องแตกทำลาย

 อกัปปิยปานะอนุโลม   หรือ เครื่องดื่มที่ไม่พึงดื่ม  คือ น้ำปานะที่ไม่สมควร ภิกษุดื่มในเวลาวิกาลไม่ได้ ถ้าดื่ม

ต้องอาบัติปาจิตตย์ ได้แก่ น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว)  ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี  ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง

ลูกเดือย และหญ้ากับแก้

น้ำแห่งมหาผล  (ผลไม้ใหญ่ ) ๙ ชนิด  คือ ผลตาล  มะพร้าว  ขนุน สาเก  น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไท  แตงโม และ

ฟักทอง

น้ำแห่งอปรัณณชาติ  ได้แก่ ถั่วชนิดต่าง ๆ  มีถั่วเหลือ  ถั่วเขียว  ถั่วดำ และงา เป็นต้น แม้นจะต้มจะกรอง ทำเป็น

เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ก็ย่อมเป็นอาบัติปาจิตตีย์

  นม   ท่านจัดเป็นอาหารอันประณีต ภิกษุสามเณรไม่พึงฉันยามวิกาล แม้นจะผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ไม่ควร

หากฉัน ก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์

          ดังนั้น ผู้หวังความบริสุทธิ์ของอุโบสถมีองค์ ๘ พึงงดเว้นเครื่องดื่มที่ทรงห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายในยามวิกาล

          ประสบการณ์สมัยบวชเป็นพระสงฆ์ในสำนักวัดป่า   มีข้อที่ต้องศึกษาและควรรู้มากมายเกี่ยวข้อวัตรข้อนี้จึงเป็น

แรงบันดาลที่จะเขียนเพื่อให้ความรู้เรื่องน้ำปานะ แก่อุบาสก อุบาสิกา  เพื่อจะถือองค์อุโบสถศีลได้อย่างบริสุทธิ์ 

 ตลอดจนจัดหาน้ำปานะถวายแด่พระสงฆ์สามเณรในกาลพรรษานี้ได้อย่าง ถูกต้องตามพุทธานุญาตทุกประการ

ข้อมูล :  คัมภีร์อุโบสถศีล

Lao Cum-Hom (Chai-Pak Pattarajinda) - ZanSab Philharmonic Orchestra

โดย ฟ้าสางที่บางแสน

 

กลับไปที่ www.oknation.net