วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อะบอริจิน แห่งทัสมาเนีย ... glossary หญิงนี้ฯ (๒)


อะบอริจิน  แห่ง  ทัสมาเนีย

       ปัจจุบันชาวพื้นเมืองเดิม  หรือที่เรียกกันว่า  ชาว อะบอริจิน (Aborigine)  ในทัสมาเนียที่เป็นสายเลือดเต็มร้อยแห่งเผ่าพันธุ์นั้นไม่มีแล้ว

       แต่ที่มีอยู่และอ้างตนว่าเป็นชาวอะบอริจินแห่งทัสมาเนียกว่า 6,000 คนนั้น ล้วนเป็นเชื้อสายเลือดผสมระหว่างชายชาวผิวขาวผู้รุกรานในยุคล่าอาณานิคมลุกลามไปทั่วโลก  กับหญิงชาวอะบอริจินที่ถูกฉุด คร่า ลักโขมย หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนมาด้วยสิ่งที่ชาวอะบอริจินยุคนั้นไม่เคยมี เช่น แป้ง น้ำตาล ชา ยาสูบ มีด พร้า แม้กระทั่งหมา เพื่อเอามาเป็นทาสแรงงาน และนางบำเรอ  แต่ก็มีบ้างที่ชายเหล่านี้เลี้ยงดูผู้หญิงเหล่านี้มีลูกเต้าสืบเชื้อสายด้วยกันมาจนปัจจุบัน เป็นรุ่นที่สี่ ห้าแล้ว

       ชาวพื้นเมืองของออสเตรเลียนั้นเป็นเผ่าชนที่น่าสงสารที่สุดในโลก  แม้ในปัจจุบันพวกเขาก็ยังทำการต่อสู้กับรัฐบาลในด้านกฏหมาย  เนื่องจากการถูกข่มเหง รังแก กีดกัน เพื่อผลักดันให้ออกจากผืนแผ่นดินแห่งบรรพชนของตน  มีการต่อสู้เข่นฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดร้ายเกิดขึ้นทั่วไปในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น

     แต่ไม่มีที่ใดเป็นเรื่องเศร้าเท่ากับที่เกิดขึ้นในทัสมาเนีย  (ซึ่งจะเล่าถึงในตอน  Black  War ของภาคนี้ต่อไป)

     จากบันทึกของนักสำรวจ  นักผจญภัยชาวยุโยปที่ออกเดินเรือแสวงหาดินแดนทางตะวันออกไกล ก่อนปี ค.ศ. 1803  ซึ่งเป็นปีที่อังกฤษประกาศว่า แวนไดเมนส์แลนด์(ทัสมาเนีย)เป็นดินแดนของตนนั้นพอจะสรุปได้ว่า  พวกเขาพบว่าชาวพื้นเมืองในทัสมาเนีย เป็นพวกที่แตกต่างจากชาติพันธ์ในเมนแลนด์ออสเตรเลีย  ชาวไดเมนแลนด์นั้นมีผมดกหนา  ม้วนเป็นวงขอดบนศรีษะ  ตาลึก  นัยน์ตาสีน้ำตาลลึกต่ำกว่าขนคิ้วใต้หน้าผาก  แต่ไม่แตกต่างมากนักในด้านรูปร่างที่เป็นคนสันทัด แข็งแรง มีอาวุธเป็นแหลนหลาวด้ามยาว ๆ ในยามที่ผู้ชายยืนตรงหันกายยกขึ้นในมือกำอาวุธแน่นเงื้อง่าพร้อมจะพุ่งออกไปนั้นดูสง่างามราวกับรูปสลัก

     ทั้งหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ล้วนผิวดำ เปล่าเปลือย   จะมีก็เพียงผืนหนังจิงโจ้ หรือวอลล่าบี คลุมไหล่ยาวลงมาครึ่งกายกันความหนาวเย็น  มีบ้างที่มีเครื่องประดับร่างเป็นสายสร้อยห้อยคอ หรือสวมศรีษะที่ทำจากเปลือกหอยร้อยเป็นพวงยาว  มีบ้างที่มีผืนหนังห่อพันข้อเท้า  ผู้หญิงจะตัดผมสั้นเกรียน  ตามร่างกายของพวกเธอจะมีแผลเป็น เป็นเส้น หรือวงกลมนูนขึ้นแบบจงใจทำเพื่อเป็นสัญญลักษณ์และมีความหมายอะไรบางอย่าง อย่างจงใจ ผู้หญิงบางคนใช้ผืนหนังจิงโจ้ห่อพันลูกน้อยของนางระหว่างการเดินทาง  มีนักผจญภัยบางคนบันทึกว่าพบผู้หญิงบางคนสะพายถุงหนังติดหลังไปด้วยตลอดเวลา  และพบว่าในถุงนั้นคือศพของลูกน้อยของนางที่ตายไปแล้ว

     ร่างที่เปลือยเปล่าของพวกเขานั้นอาบเคลือบไว้ด้วยฝุ่นผงสีแดง หรือเหลืองส้ม ผสมไขมันสัตว์ และการรมควัน

    ฝุ่นผงสีแดงนี้ทำจากหินชนิดหนึ่งที่มีในทัสมาเนีย นั่นคือ  Red  Ochre เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของพวกเขาในการปกป้องรักษาผิวกายให้ทนทานต่อแดด ลม ความหนาวเย็น  และการขีดข่วน

    ในบางเผ่าจะใช้ถ่านเถ้าจากการเผาศพ และเถ้าจากการเผาต้น tea  tree  ผสมด้วยเพื่อพอกผิวกายให้ทารกน้อย

    ตามหลักฐานของนักโบราณคดีเชื่อว่าชาวอะบอริจินแห่งทัสมาเนีย อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่เมื่อกว่าสองหมื่นปีมาแล้ว  ในยุคธารน้ำแข็งยุคสุดท้ายยังไม่ละลาย  ระดับน้ำทะเลยังไม่สูงขนาดในปัจจุบัน  แผ่นดินทัสมาเนียยังเป็นส่วนหนึ่งของแมนแลนด์ 

   ความอุดมสมบูรณ์แห่งแผ่นดินทำให้พวกเขาอาศัยอยู่แบบคนในยุคหินที่ล่าสัตว์  เก็บของป่าหากินและสืบทอดเผ่าพันธุ์ยืนยาวมาได้โดยไม่มีการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ใด ๆ การทำฟาร์มของพวกเขาก็คือเผาป่าในฤดูที่ใบไม้ใบหญ้าจะผลิดใบอ่อนให้เป็นทุ่งขจีบริเวณกว้างเพื่อให้เป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ทั้งหลายแล้วพวกเขาก็จับมากินได้อย่างง่ายดาย  พวกเขาจะปักหลักสร้างกระท่อม(กระโจม)ที่พักด้วยกิ่งไม้ใบไม้และเปลือกที่ลอกออกเป็นแผ่นโต ๆ ของต้นยูคาลิป  มีการฉลอง ร้องเพลง เต้นรำ กันในยามค่ำตืน จนกว่าฤดูกาลจะผ่านไป  จึงจะอพยพหาหลักแหล่งพักพิงตามถ้ำ และเพิงผา  ถือท่อนไม้ติดไฟเดินตามกันไปใต้ฟ้า ใต้ดวงดาว ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกลับมาอีกในปีต่อ ๆ ไป

   จนกระทั่ง ถึงวันที่ถูกรุกราน เหตุการณ์แห่งการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์จึงเกิดขึ้น

  ปัจจุบันเชื้อสายชาวอะบอริจินทัสมาเนียนมาจากหมู่เกาะในช่องแคบแบสอันเป็นแหล่งพำนักพักพิงของนักล่าแมวน้ำในอดีตมีอยู่หลายตระกูลที่สำคัญ เช่น  Beeton, Mansell, Maynard,       Smith,  Thomas  และอื่น ๆ

    ในเอกสารของ Tasmanian  Aboriginal  Centre  ระบุว่า

    " Most  of  us  today  are  descended from  women  from  the  north  who  were  taken  by  sealers  to  the  islands  in  Bass Strait  and  started  families  there"

    000000

ขอบคุณห้องสมุด เมือง St. Helens ทัสมาเนีย

ขอบคุณ Tasmnian  Aboriginal  Centre  และคุณ  Micheal  Mansell ผู้อำนวยการศูนย์ฯดังกล่าว

   (โปรดติดตามต่อไป)

   

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net