วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธุรกิจกระแสรองของ ปราบดา หยุ่น


ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551

ภาพ: จุมพล นพทิพย์

ปราบดา หยุ่น เป็นนักเขียน เคยได้รางวัลซีไรท์เมื่อปี 2545 

ปราบดา หยุ่น เขียนบทภาพยนตร์ 'เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล' กับ 'อินวิซิเบิล เวฟส์ คำพิพากษาของมหาสมุทร' ให้กับผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง

ปราบดา หยุ่น มีความสามารถในการออกแบบ เขาดีไซน์ปกหนังสือ และภาพประกอบมาไม่น้อย แถมยังมีวงดนตรีด้วย เคยออกอัลบั้ม และเพิ่มออกอีกอัลบั้มล่าสุด ชื่อ Naming of A Storm 

สลับจากโหมดการเป็นศิลปิน วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องธุรกิจ ..ด้วยประสบการณ์ 3 ปีของ สำนักหนังสือไต้ฝุ่น ที่มี 'คุ่น' ปราบดา หยุ่น เป็นเจ้าสำนัก

"เป็นฟรีแลนซ์ก็อยู่ได้ ที่ผ่านมา มีรายได้พอสมควร ถ้าเก็บดีๆ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็ทำให้สามารถไปทำอย่างอื่นได้สักพักโดยไม่ต้องมีรายได้ แต่อยู่ไป 3-4 เดือนชักเริ่มวิตก ต้องหาอะไรทำ" นั่นเป็นเหตุผลแห่งการเริ่มต้นงานสำนักพิมพ์ ปราบดา บอกว่า เขาอยากลองมีชีวิตที่ต่างออกไป ..เป็นชีวิตแบบที่มีรายได้สม่ำเสมอ เดือนละไม่ต้องมาก หวังไว้แค่สักไม่กี่หมื่นก็น่าจะอยู่ได้สบายๆ และที่สำคัญ ยังมีเวลาทำอย่างอื่น มีเวลาของตัวเอง

สิ่งที่ตามมาคือออฟฟิศขนาดพอดีตัว ซุกบนชั้น 2 ของตึกแถวริมถนนวิทยุ ซึ่งใช้เป็นทั้งสำนักพิมพ์ ร้านขายหนังสือ ขายของกระจุกกระจิก (โปสการ์ด เสื้อยืด กล่องไม้ขีด ถุงผ้าลดโลกร้อน ฯลฯ) นัดนักข่าว ฯลฯ -- ชนิดที่ถ้าจะไปขอให้โทรบอกก่อน เพราะพื้นที่อาจไม่เพียงพอจะรองรับผู้มาเยือน

นี่อาจเป็นธุรกิจที่เล็กที่สุด แต่เพราะตัวผู้เป็นเจ้าของกิจการ ที่ทำให้ประสบการณ์ธุรกิจครั้งนี้มีค่าควรแก่การต้องติดตาม

ไม่อยากเทขาย ไม่ต้องโปรโมท

'ปราบดา' บอกว่า เขาตั้งใจแต่ต้นที่จะทำสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก แต่ละปีผลิตหนังสือไม่ต้องมาก แต่ขอพิถีพิถัน ที่ผ่านมา 3 ปี สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่นจัดพิมพ์หนังสือแล้วราว 20 เล่ม โดย 'เจ้าสำนัก' เองเป็นผู้คัดสรรต้นฉบับ ไปจนถึงลงมือ edit งาน วางเลย์เอาท์ ออกแบบปก ตรวจปรู๊ฟ ฯลฯ โดยมีผู้ช่วยในสำนักพิมพ์อีก 2-3 คน

"พิมพ์หนังสือที่ชอบ" เป็นคำตอบเมื่อถูกถามถึงวิธีเลือกต้นฉบับ 

และถ้าถามว่านึกถึงลูกค้าแบบไหน คำตอบมาพร้อมรอยยิ้ม "นึกถึงหน้าตัวเองก่อนครับ" 

ฟังดูแล้ว ช่างเป็นการตลาดแบบติสต์ (แตก) เสียนี่กระไร..

"ต้นฉบับแรกๆ เป็นของคนรู้จัก อย่างวรพจน์ พันธุ์พงศ์, วิศุทธิ์ พรนิมิตร ส่วนใหญ่เป็นงานรวมเล่ม ไม่ได้ต้องการค้นหาหรือสร้างนักเขียนใหม่ เราไม่ได้มีความพร้อมที่จะทำแบบนั้น สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่นมีไว้พิมพ์งานที่ชอบ และคิดว่ามีประโยชน์บางอย่างกับสังคมคนอ่านหนังสือ เราสนใจหนังสือหลายแนว และพยายามที่จะต่างจากที่มีในตลาดทั้งรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหา"

ขณะที่ 'กลุ่มเป้าหมาย' ซึ่ง 'ปราบดา' พูดถึง แม้จะเริ่มต้นที่รสนิยมส่วนตัว แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า รสนิยมแบบนี้ มีตลาด และนั่นก็คือตลาดเล็กๆ ที่เขาหมายตา 

"เชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่เสมอในสังคมที่มีการอ่านและเขียน เป็นคนที่เราพอจะเข้าใจ และผมก็จัดอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น"

โดยขยายความว่า หมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจเสพเนื้อหาตามกระแส และไม่ได้เลือกซื้อหนังสือตามแรงโปรโมท แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง สนใจงานด้านศิลปวัฒนธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เข้าร้านหนังสือ และพร้อมจะขวนขวายแสวงหานักเขียนใหม่ๆ ที่ถ่ายทอดเนื้อหาสาระซึ่งแตกต่าง

หมายถึงบรรดาแฟนคลับของ 'ปราบดา' ใช่หรือเปล่า ?

"บางคนก็ไม่เคยอ่านงานของผม แต่เป็นแฟนการ์ตูนของตั้ม (วิศุทธิ์ พรนิมิตร) หรือตามอ่านงานของ 'วรพจน์' บางคนอ่านแต่การ์ตูนไม่อ่านวรรณกรรม รวมๆ กันมากกว่า แต่ก็อาจจะเผอิญว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจคล้ายๆ กัน สนใจทางเลือกเล็กๆ" ปราบดา บอกว่า นี่คือกลุ่มเป้าหมายที่ขยายวงกว้างขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เขาเขียนงานเอง อันนั้นน่ะ "คุ่น แฟนคลับ" แน่ๆ

เขามั่นใจด้วยว่า คนกลุ่มนี้มีไม่มาก แต่เชื่อว่า เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจเล็กๆ ของเขาให้ดำรงอยู่ได้ ..พิสูจน์ให้เห็นด้วยระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

'อิงกระแส' ไม่ใช่เรา

กลุ่มลูกค้าที่ 'แอคทีฟ' จึงเป็นอีกด้านที่สร้างสมดุลย์ให้กับการตลาดของสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่มีข้อจำกัดรอบด้าน

'ปราบดา' บอกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงหวังจะทุ่มเทให้กับการสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ คือผลิตเนื้อหาที่น่าสนใจ รูปเล่มออกแบบให้ดูดีดึงดูดกลุ่มคนที่ 'ไต้ฝุ่น' ต้องการนำเสนอ โดยจงใจที่จะละเลยงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งสำนักพิมพ์เล็กๆ ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงจะไปโหมโปรโมทแข่งกับค่ายใหญ่ แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า หนังสือมีคุณภาพจะนำมาซึ่งการตอบสนองจากกลุ่มคนอ่านมีคุณภาพระดับเดียวกัน

"เราไม่มีงบ ไม่มีต้นทุน ที่จะทำเกินกว่าสิ่งที่เนื้อหามันเป็นอยู่จริง และจากประสบการณ์ที่ผมเคยเปิดตัวหนังสือของตัวเองกับสำนักพิมพ์อื่นๆ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์มากนักในแง่การขาย" พอๆ กับการส่งหนังสือไปให้สื่อต่างๆ ช่วยโปรโมท อย่างมากภาพปกหนังสือได้ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์แนะนำหนังสือใหม่ ซึ่งเขามองว่า คอลัมน์แบบนี้ไม่มีความสำคัญและได้รับความสนใจมากนัก

หนังสือของสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น หลักๆ อาศัยการกระจายไปตามแผงและร้านหนังสือโดยสายส่งของ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ขณะที่ เว็บไซต์ typhoonbooks.com เป็นสื่อหลักในการประชาสัมพันธ์ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยเดินมาที่สำนักพิมพ์ เพื่อซื้อหาหนังสือเล่มที่ต้องการ

"สิ่งที่เราทำ ไม่สามารถอิงกระแสนิยม และการทำแบบนั้นจะทำให้เราอยู่ระยะยาวได้ยาก เพราะจะเป็นการสร้างการรับรู้ต่องานและสำนักพิมพ์ที่ผิดจากสิ่งที่เราเป็น ยกเว้นว่ามันจะฟลุ้ค บังเอิญได้รับความสนใจขึ้นมาก็เป็นอีกเรื่อง"

'ปราบดา' พูดถึงการเดินทีละก้าว สั้นๆ ช้าๆ แต่สม่ำเสมอ และสามารถเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่หยุดยั้ง ไม่ว่ากระแสนิยมจะเป็นอย่างไร หรือเศรษฐกิจจะตกต่ำดำดิ่งสักแค่ไหน เขาเชื่อมั่นว่าด้วยวิธีการตลาดที่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้ จะทำให้เขาอยู่รอดไปได้ แบบไม่ต้องขาดทุน (เพราะลงทุนน้อย) และที่สำคัญ ไม่ถึงขั้นต้องเลย์อ็อฟพนักงาน (ซึ่งมีกันอยู่แค่ 3 คน)

"จุดประสงค์ของเราคือทำสิ่งที่ไม่อยู่ในกระแส" นี่คือความชัดเจนของท่านเจ้าสำนัก

ชีวิตสมดุลย์ (กับรายได้)

"ธุรกิจเล็กๆ เป็นไปได้" เป็นคำยืนยันจาก 'ปราบดา'

อธิบายว่า หมายถึงการลงทุนต่ำ-กำไรไม่มาก จ้างคนน้อยๆ เพราะตั้งใจจะทำงานไม่เยอะ อะไรไม่ทำเองก็ 'เอ้าท์ซอร์ส' ออกไป อาศัยการจ้างฟรีแลนซ์ ถ้าต้นทุนสูง กระดาษราคาขึ้น ก็เพิ่มราคาหนังสือ 

"เป็นธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง รวมทั้งข้อที่ว่า รายได้น้อย และผลตอบแทนไม่เร็ว ภายในเวลา 5 ปี 20 ปี เราอาจจะมีเงินเก็บ แต่ไม่ใช่ 1-2 ปีแน่ ที่สำคัญคือ ต้องพอใจกับขนาดเล็กๆ แบบนี้ ไม่ทุกข์ ไม่ถูกกวนใจกับความสงสัยว่า ทำไมถึงไม่รวย" ปราบดา สาธยายพร้อมระบายรอยยิ้ม

ขณะที่ธุรกิจใหญ่ๆ สนใจบริหารให้เกิดรายรับ แต่ 'ปราบดา' ให้น้ำหนักที่การจัดการกับรายจ่าย

"ปรับวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับรายได้ ใช้ชีวิตแค่พอดีๆ ปรับไปตามสภาพการณ์ ถ้าอยู่ในเมืองแพงเกินไป คำนวณดูแล้ว อาจจะย้ายไปในที่ที่ถูกลง"

ยอมรับด้วยว่า  ที่ทำธุรกิจแบบนี้มาได้ ด้วยอาศัยความถนัดและความชอบเป็นหลัก ซึ่งถ้ามองในแง่ความรับผิดชอบ 'ปราบดา' บอกว่า นี่เป็นงานที่เขาใช้ความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องที่สุดในชีวิต ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเป็นฟรีแลนซ์ในช่วงก่อนหน้า

"การทำงานอิสระ ไม่ต้องรับรู้เรื่องที่อยู่เบื้องหลัง รับค่าตอบแทนแล้วก็จบ แต่อยู่ตรงนี้ คือการรู้เรื่องราวมากมาย และต้องทำใจ (หัวเราะ) หน้าที่ต่างๆ ทำให้เราต้องเห็นกลไกของงาน เข้าใจการเมือง รู้ถึงเกมของมัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เราไม่คิดว่าวงการอย่างหนังสือหรือศิลปะจะมีเรื่องเหล่านี้"

นี่น่าจะเป็นก้าวใหญ่ในการเรียนรู้จากธุรกิจไซส์เล็กที่ 'สำนักหนังสือไต้ฝุ่น'

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net