วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสพติดกะหรี่กับ Sydneychocolatier ตอนที่ 2


            วันนี้มาอัพบล็อกได้เหมาะเจาะจริงๆเลยครับ เพราะเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ SydneyChocolatier ได้มารู้จักเพื่อนๆในโอเคเนชั่น หนึ่งปีกับยอดคลิก 16000 กว่าๆ สำหรับผมเป็นกำลังใจที่มากมาย แม้ว่าในบางเอ็นทรี่จะไม่ได้มีคอมเมนต์กระฉูดอย่างบรรดาบล็อกเกอรที่เค้าป๊อบๆกัน (อันนี้ไปอิจฉาเค้าก็ไม่ได้เพราะผมขี้เกียจอัพบล็อกเองนี่นา...) อย่างไรก็ตามก็ขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านงานเขียนที่อุดมไปด้วยนมเนยชีส หอมกลิ่นเครื่องเทศ, พริก,กะปิ,กระเทียม ฯลฯ ของผมตลอดมา ปีที่สองของผมในโอเคเนชั่นจะพยายามหาอะไรแปลกๆใหม่ๆ แผลงๆ แต่ไม่ถึงกับพิศดารมาก มาเสนอเพื่อนกันต่อครับ คอยติดตามกันนะครับ

เร็นดัง ดากิง หรือ พะแนงเนื้อของชาวมลายูและอินโดนีเซีย

   จากตอนที่แล้วยังอยู่ที่มาเลเซียครับ ตอนนี้ก็ยังเป็นเครื่องแกงสไตล์มลายูอีกเช่นเคย วันนี้จะเป็นพะแนงเนื้อสไตล์มลายู ที่มีชื่อในภาษามลายูว่า Rendang Daging เร็นดัง ดากิง จะแตกต่างกับพะแนงเนื้อของไทยที่เห็นชัดคือ ลักษณะแกงจะแห้งมากกว่าของไทย ซึ่งไทยเราจะนิยมแกงพะแนงแบบน้ำขลุกขลิก แตกมัน ซอยพริกชี้ฟ้าแดงกับใบมะกรูดฝอยๆโรยหน้า แต่ของมลายูจะดูเหมือนคั่วกลิ้งของปักษ์ใต้มากกว่าครับ รสชาติและกลิ่นของเครื่องแกงก็คล้ายกันกับพะแนงไทย แต่ไม่มีขมิ้นแบบคั่วกลิ้ง ที่แปลกกว่าพะแนงไทยอีกอย่างคือ ของมาเลย์จะใช้โป๊ยกั๊กและอบเชยมาเพิ่มความหอมของแกงอีกทั้งมีมะพร้าวคั่วมาช่วยให้แกงแห้งและมัดตัวกัน ส่วนเร็นดังของอินโดนิเซียจะมีส่วนผสมเครื่องแกงคล้ายๆกัน แต่สีคล้ำกว่า ผมเคยชิมของเพื่อนชาวอินโดฯตอนที่เรียนที่ซิดนีย์ รุ้สึกไม่แซ่บเท่าไหร่ ของมาเลย์ดูน่าทานกว่า เรามาดูส่วนผสมเครื่องแกงและวิธีทำกันดีก่าครับ...

   

    อย่างที่เห็นในภาพครับ มีพริกชี้ฟ้าแห้งแช่น้ำ 8-9 ดอก ตะไคร้ 3 ท่อน กระเทียม 2 กลีบ หอมแดง 3-4 หัว ข่าหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2 ซม. ขิงหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2 ซม.เช่นกันครับ ส่วนในถ้วยเล็กก็คือ โป๊ยกั๊กหรือจันทร์แปดกลีบ ใช้แค่ 3-4 ดอก กับอบเชยขนาด 3 ซม. 1 ชิ้น ลูกกระวานเขียวอีก 2-3 ลูก เครื่องเทศในถ้วยเล็กนี้เอาไว้ใส่ตอนที่เคี่ยวแกงครับ ดูส่วนผสมคล้ายๆพะแนงของไทยมั้ยครับ??

 

       เพื่อความหอมของเครื่องแกงก็ต้องตำสิครับ Aroma Aroma ท่องไปก็ตำไป เครื่องแกงจะได้หอมๆ ก่อนตำก็หั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อน ไม่งั้นเวลาตำอาจจะมีเศษพริกตะไคร้ขึ้นไปติดหน้าผากท่านได้นะครับ  

สมัยโบราณเค้าว่าจะให้ไปขอลูกสาวบ้านไหนให้ไปเงี่ยหูฟังเวลาสาวเจ้าตำน้ำพริก ถ้าตำทีละป๊อกสองป๊อกแสดงว่า สาวเจ้าขี้เกียจตำ เอาไปทำเมียคงอดตาย แต่ถ้าตำถี่ๆรัวๆ นี่แสดงว่าสาวนั้นขยันขันแข็งเอาการเอางาน เอ...อย่างผมตำได้ขนาดนี้จะมีใครมาขอแต่งงานบ้างป่าวเนี่ย??อิอิ

....แต่ถ้าจะมาขอผมจริงๆล่ะก็ เปลี่ยนใจดีกว่า เพราะผมเองก็เปลี่ยนใจมาใช้เทคโนโลยี่ตำแทนแล้ว มันเมื่อยอ่า...ว่าแล้วก็ตักเครื่องแกงใส่ใน Grinder ที่ใช้บดพริกไทยนั่นแหละครับ ใส่น้ำลงไปหน่อยบดๆๆๆๆ จนกระทั่งละเอียด เปิดฝาออกมา อา...ช่างหอมเสียนี่กระไร

ขั้นตอนถัดมาก็เอามะพร้าวขูด ใช้ไม่มากครับ ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะมาคั่วในกระทะจนเหลืองหอม อย่าให้ไหม้นะครับ

เหลืองแล้วก็พักเอาไว้ใช้ใส่แกงครับ

เริ่มปรุงกันเลย ใส่น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะลงไปผัดกับเครื่องแกงทั้งหมด ผัดจนหอมแล้วจึงใส่เนื้อวัวลงไปผัดครับ สูตรนี้ผมใช้เนื้อวัว 500 กรัม (ครึ่งกิโลฯ) หั่นเป็นชิ้นเล็กๆหน่อย ถ้าชอบเป็นชิ้นใหญ่ก็ได้เหมือนกันแต่ควรเลือกใช้เนื้อที่เป็นเนื้อสันในหรือสันนอกที่ไม่เหนียวมากนะครับ หากจะเปลี่ยนเป็นหมูหรือไก่ก็ได้ แต่ผมว่าเนื้อวัวนี่เข้ากันมากกว่า จะใช้แกะก็ไม่ว่ากันครับ

ใส่เนื้อลงไปผัดกับเครื่องแกงต่อเลยครับ

จากนั้นก้อใส่กะทิลงไป ใช้หัวกะทิ 500 มล.(ครึ่งลิตร) ผมใช้กะทิคั้นสำเร็จรูปสะดวกดีครับ ตามด้วยโป๊ยกั๊กและอบเชย ใส่ลงในแกงเคี่ยวพร้อมๆกันเลยครับ

ใส่มะพร้าวคั่วลงไปเคี่ยวด้วยกัน ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปซักสองสามใบ ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาว ที่ขาดไม่ได้สำหรับผมคือ คนอร์รสทิพย์ อิอิ อันนี้ยอมรับว่าติดแล้วอ่ะ มันเคยมืออ่ะครับ ถ้ารสยังไม่แซบไม่นัว ก็ขอใช้ไม้เด็ดสุดคือ ผงชูรส สาดลงไปเยย.....

แต่ผมแนะนำให้อย่าปรุงรสให้พอดีเสียทีเดียว เพราะต้องเคี่ยวให้เข้าเครื่องอีกครับ ใช้ไฟปานกลางเคี่ยวจนเดือด เคี่ยวไปเรื่อยต้องคอยคนด้วยครับ ไม่งั้นเนื้อจะไหม้ติดก้นหม้อ พอกะทิใกล้งวดจนหมดแล้ว ชิมและปรุงอีกครั้งจนได้รสชาติที่พอใจ

หน้าตาของเร็นดัง เวลาเสร็จแล้วควรออกมาเป็นแบบนี้ครับ ผมว่ากำลังดีนะ ถ้าแห้งกว่านี้คงไม่อร่อยอ่ะ รสชาติจะออกเค็มๆ มันๆ คล้ายกับพะแนงของไทยมากครับ หอมเครื่องแกงที่รสไม่จัดมาก ( แกงพะแนงไทยจะรสเข้มข้นกว่านี้) ได้กลิ่นหอมของโป๊ยกั๊กมาช่วยเสริม นี่ถ้าได้ทานกับข้าวมันกะทินะ โห..สุดยอด

       แกงของมาเลย์และอินโดนีเซียจะนิยมแกงกับกะทิเช่นเดียวกับแกงปักษ์ใต้ของไทยเราครับ ส่วนผสมของเครื่องแกงของเค้าจะคล้ายกับของทางใต้บ้านเรามากที่นิยมใช้พริกสด และสมุนไพรสด แต่ของปักษ์ใต้เราจะใส่ขมิ้นมากกว่า ส่วนแกงทางอินเดียซึ่งเป็นต้นแบบแกงกะหรี่นั้นจะใช้เครื่องเทศเป็นหลัก ใช้สมุนไพรสดแต่น้อย ไม่นิยมแกงใส่กะทิ แต่จะใช้โยเกริ์ตและกี(Ghee หรือ เนยแขก ) ก้อจะมันไปอีกแบบ

รักชอบแกงกะหรี่แล้ว อย่าไปคิดถึงขนาดของพุงที่จะยื่นเลย....

....เดี๋ยวจะไม่กล้าทานอ่ะ อิอิ

โดย Sydneychocolatier

 

กลับไปที่ www.oknation.net