วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้น(นวนิยาย)สี่ตอนจบ เขาสั่งให้ทะเบียนสมรสฉัน..เป็นโมฆะ


คำนำ

     กลับมาส่งเรื่องลงบล็อกเร็วกว่าที่กล่าวไว้ในเอ็นทรี่ที่แล้ว เหตุว่าเมื่อเร็วๆนี้บังเอิญมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเขียนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งมีบล็อกอยู่ที่บล็อกแก๊งค์ นักเขียนคนนี้ “จุฬามณี” มีดีกรีรางวัลที่หนึ่งของ “ทมยันตีอวอร์ด” เชิญชวนให้ผู้เขียนเขียนนิยายมาโพสต์ให้เพื่อนๆชาวบล็อกแก๊งค์ได้อ่านกัน

บังเอิญผู้เขียนมีนวนิยายเรื่องสั้นๆแบบสี่ตอนจบที่เขียนไว้เมื่อสามปีที่แล้วและยังไม่เคยเผยแพร่มาก่อน เป็นเรื่องที่เกิดแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในนครซานฟรานซิสโก และเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น  Talk of the town ไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็เลยลองส่งเรื่องนี้ไปให้คุณจุฬามณีเขาโพสต์

   ในคอมเม้นต์ของเอ็นทรี่ที่แล้ว ผู้เขียนได้ชักชวนให้น้องๆที่เข้่ามาเยี่ยมเยียนบ้านนี้ลองไปอ่านดู แต่ได้รับ feed back มาว่า หลงทางไปบล็อกแก๊งค์ของคุณจุฬามณีไม่ถูกกันเป็นแถว ผู้เขียนเห็นว่าตัวเองก็มีบล็อกอยู่ที่นี่แล้ว น่าจะเรื่องที่ตัวเองเขียนมาลงบล็อกของตัวเองดีกว่าก็เลยนำมาโพสต์ให้อ่านกันดู

ลองอ่านดูเล่นๆไปก่อนนะคะ อย่าซีเรียส

เขาสั่งให้ทะเบียนสมรสฉัน…เป็นโมฆะ

                                                                   โดย “ลิลิตดา”

ตอนที่ 1




อากาศที่ร้อนอบอ้าวยามบ่ายของวันนี้ทำให้หญิง
วัยกลางคนที่กำลังก้มหน้าก้มตารีดเสื้ออยู่ต้องวางเตารีดลง พลางเอามือปาดเหงื่อที่ไหลออกมาพรายหน้าพร้อมกับถอนใจยาว เธอปรายสายตาไปยังร่างของเด็กหญิงวัยแปดขวบที่กำลังป้อนข้าวให้กับเด็กชายอายุประมาณสามขวบอยู่อย่างขมักเขมน เมื่อเห็นเด็กชายเคี้ยวอาหารกินอยู่อย่างเอร็ดอร่อย เธอจึงคว้าเตารีดเตรียมกลับมารีดผ้าต่อ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่เสียงกระดิ่งจากประตูหน้าบ้านดังระรัวขึ้นมา

“เอ้า..นั่งเป็นเบื้อกันอยู่ทำไมวะ ...หูหนวกหรือไงถึงไม่มีใครไปดูว่าใครมา..โธ่ว๊อย..”

เสียงดุดันนั้นดังมาจากมุมห้อง เจ้าของเสียงเป็นชายร่างสูงผอมที่กำลังนอนเอกเขนกดูโทรทัศน์รายการลูกทุ่งอยู่อย่างสบายอารมณ์ ข้างๆเก้าอี้มีพัดลมส่ายส่งความเย็นสบายให้เขาแต่เพียงผู้เดียว

“หูไม่หนวกหรอก แต่ไม่มีใครว่าง...พี่ว่างก็ออกไปดูหน่อยไม่ได้รึไง” เป็นเสียงตอบจากคนที่กำลังรีดผ้าด้วย
น้ำเสียงดุดันไม่แพ้กัน

คราวนี้
ผู้ที่นอนเอกเขนกอยู่ผลุดลุกขึ้นนั่งและทำหน้าคว่ำขึ้นมาทันที
“ไม่ว่างเหมือนกันว๊อย..เปรียว..วางจานข้าวลง..แกนั่นแหละออกไปดูที”

อีกฝ่าก็เลยส่ายหน้าด้วยความระอาก่อนที่จะเอ่ยปากห้ามเด็กหญิงที่กำลังจะลุกไปทำตามคำสั่ง

“ไม่ต้องไปหรอกเปรียว ป้อนข้าวน้องต่อไป ป้าจะไปดูเอง” พูดพลางเธอเอื้อมมือปิดสวิชต์เตารีด มือหยิบหนังสะติ๊กมารวมบผมเผ้าที่ยาวรุงรังให้เข้าที่พลางหันไปส่งสายตาถมึงใส่สามีที่มุมห้องก่อนก้าวเท้าเดินตรงออกไปหน้าบ้าน สักครู่เธอก็เดินกลับมาพร้อมกับจดหมายถืออยู่ในมือ เธอพยักหน้าให้กับเด็กหญิงพร้อมกับเอ่ยเบาๆว่า

“จดหมายด่วนจากอเมริกา จากแม่ของแกน่ะ เปรียว”

เด็กหญิงเปรียวเงยหน้าจากการป้อนข้าวน้องด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“จากแม่หนูเหรอป้า..แม่เขาว่าไงป้าอ่านให้หนูฟังหน่อยนะ”

“ไหนมานี่ซิ..ฉันอ่านให้ฟังเอง..จะได้ฉลองกันวันนี้เลย เผื่อว่าแม่แกเขาจะส่งข่าวดีว่ามารับแกไปได้เสียที” เสียงจากมุมห้องดังขึ้นมาอีกพร้อมๆกับผู้พูดลุกจากเก้าอี้และตรงเข้ามาดึงจดหมายไปจากมือผู้เป็นภรรยาอย่างถือวิสาสะ

ผู้เป็นภรรยาไม่ได้คัดค้านเพราะคิดว่าให้เขาอ่านก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ตัองมาเล่าให้ฟังทีหลัง เธอตรงไปหยิบจานข้าวจากเด็กหญิงเปรียวมาป้อนเด็กชายแทน เด็กหญิงเปรียวตามไปนั่งคุกเข่าข้างๆม้านั่งที่ผู้เป็นลุงเพิ่งกลับไปนั่งเพื่อที่จะได้ฟังเขาอ่านให้ชัดๆ

เขาเปิดจดหมายออกพลางอ่านดังๆให้ทุกคนได้ยิน

“วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๗..

พี่ไลที่คิดถึงยิ่ง ฉันมีข่าวน่าตื่นเต้นที่จะเล่าให้พี่ฟัง ข่าวดีจ้ะพี่ ฉันกำลังจะ
แต่งงาน “

คนอ่านชงักไปนิดหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางภรรยาที่อุทานออกมาว่า “อะไรนะ” ขณะที่เด็กหญิงเปรีย
วมีสีหน้าเหรอหราเมื่อได้ยินน้ำเสียงตกใจจากผู้เป็นป้า

ลุงของเธอก้มหน้าลงอ่านจดหมายต่อ

“พี่แจ๊ดเขาจะพาฉันไปจดทะเบียนสมรสที่ศาลากลางของเมืองซานฟรานซิสโกภายในอาทิตย์นี้ กว่าพี่จะได้รับจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงจะจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ฉันรู้นะว่าถ้าอ่านมาถึงตรงนี้พี่ไตรเขาก็คงจะตะเบ็งเสียงหัวเราะด้วยความขบขันว่าเป็นเรื่องตลก”

“พี่ไตร” หรือ
ผู้ที่เด็กหญิงเปรียวเรียกว่าลุงส่งสียงหัวเราะตสใที่เจ้าของจดหมายปรามาสไว้จริงๆ แถมเขายังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า “หัวเราะซิวะนังดวง...ตลกที่สุด..เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ” ก่อนที่จะอ่านจดหมายต่อไป

“..ถ้าพี่ไตรเขาหัวเราะจริงอย่างที่ฉันนึกละก็..ฉันนี่แหละจะหัวเราะกลับไปว่า คนที่มัวงมโข่งอยู่กับรายการโทรทัศน์และเบียร์กับหวยเถื่อนนั่นแหละน่าขันมากกว่า เพราะว่าคงจะไม่มีวันรับรู้และยอมรับว่าโลกสมัยนี้เขาไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว”

อ่านมาถึงตรงนี้่ใบหน้าที่ครั้งแรกมีรอยยิ้มเยาะกลับกลายเป็นนิ่งหน้าและขมวดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าโดนด่าเข้าจังๆ เขาพรึมพรำออกมาว่า

“นังดวง..วอนซะแล้ว” จากนั้นสุ้มเสียงที่อ่านจดหมายก็เริ่มมีน้ำเสียงกระแทกกระทั้นขึ้นมาทันที

“พี่อย่าลืมว่า ประเทศที่พี่แจ๊ดเขาพาฉันไปอยู่ด้วยน่ะ เขาให้สิทธิเสรีภาพมนุษย์มากมายแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองซานฟรานซิสโกที่ฉันอยู่นี่น่ะ มันเป็นเมืองที่คนประเภทฉันและพี่แจ๊ดได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่มีใครสนใจเรา ไม่มีใครมองเราด้วยสายตาดูถูกและเยาะหยัน ที่เรารีบร้อนพากันไปจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ก็เพราะว่ากฏหมายเขาอนุมัติให้เราทำได้หลังจากที่ประชาชนได้รณรงค์กันมาเป็นเวลาหลายสิบปี พี่แจ๊ดเขาบอกว่าหากเรารีบไปจดทะเบียนในอาทิตย์นี้ ลอร์ดแมร์หรือนายกเทศมนตรีนครซานฟรานซิสโกจะมาร่วมพิธีเพื่อแสดงความยินดีด้วย

ที่ฉันเห็นว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีนั้นไม่ใช่ว่าเพราะฉันจะได้แต่งงานหรอกนะพี่ไล เพราะเรื่องจะได้แต่งงานหรือไม่ได้แต่งนั้นพี่ก็รู้ว่าฉันไม่เคยให้ความสำคัญกับมันอยู่แล้ว แต่ข่าวดีมันอยู่ตรงที่ต่อไปนี้พี่แจ๊ดเขาก็จะได้ยื่นเรื่องอุปการะและจัดการทำเรื่องให้เปรียวมันได้ไปอยู่กับฉันเร็วขึ้น ฉันฝากบอกลูกด้วยว่าอีกไม่นานเกินรอแม่จะมารับลูกไปอยู่อเมริกาให้ได้

ฉันไ้ด้โอนเงินผ่านธนาคารมาให้พี่ใช้จ่ายสำหรับเปรียวเรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนแปดร้อยเหรียญอเมริกัน แล้วฉันจะเล่ามาอีกว่าจะทำอย่างไรต่อไป ฉันฝากความคิดถึงมาถึงเปรียวด้วย
และเปี๋ยกด้วย   ส่วนพี่นั้นดูแลตัวเองให้ดีนะ แล้วพี่ไตรน่ะ หากไม่เลิกเหล้าเบียร์เร็วๆนี้ก็คงไม่แคล้วตับดับสนิท
คิดถึงพี่ไลและเปรียวเสมอ..ดวงงาม

แม้ว่าจะโดนแช่งตอนจบแต่คนอ่านก็ไม่ได้ใส่ใจ ประโยคที่ว่า โอนเงินมาให้แล้วทำให้นายไตรอารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น

“แหม..น้องสาวเธอเก่งไม่ย่อยนะ..หาเสาหลักเกาะได้เร็วมาก ฉันว่าถ้าไม่ต้องการเป็นขี้ปากชาวบ้านละก็ ไม่ต้องไปโพนทนาให้ชาวบ้านเขารู้เชียวว่ามันจะแต่งงาน เรื่องแบบนี้ อายเขาตายห่ะ..ไอ้เรื่องท้องแล้วเขาไม่ยอมรับเป็นลูกยังไม่น่าอายเท่านี้เลยว่ะ”
  เขาหาเรื่องมาว่าจนได้

กำไลส่งจานข้าวให้เปรียวก่อนที่จะหาเรื่องให้หลานสาวออกไปจากห้องโดยสั่งเด็กหญิงว่า

“เปรียว..เอาจานน้องไปล้างเก็บเสีย แล้วช่วยไปเก็บผ้าที่ตากไว้มาให้ป้าด้วย แดดจัดๆอย่างนี้ผ้าคงแห้งหมดแล้ว”

เมื่อหลานสาวมารับจานและเดินพ้นไปจากห้องแล้ว กำไลก็คว้าผ้าเช็ดปากผืนเล็กๆมาทำความสะอาดหน้าตาของลูกชาย ปากก็เริ่มเจรจาโต้ตอบกับสามีหลังจากที่ไม่ได้พูดอะไรเลยช่วงที่สามีอ่านจดหมายน้องสาวให้ฟัง

“พี่ละก็..หาเรื่องมาว่าดวงมันได้ทุกเรื่อง แทนที่จะดีใจกับมันว่ามีคนเขารักมันจริงจังถึงขั้นกับจะจดทะเบียนด้วย พี่ก็ยังไปว่ามันอีก พี่เคยนึกบ้างไหมว่าถ้าไม่ได้มัน เราก็ไม่มีทางลืมหน้าอ้าปากได้ขนาดนี้หรอก”

“เชอะ..มีคนรักมันถึงขั้นจดทะเบียน..ก็ไอ้แจ
ดที่มาพานังดวงไปอยู่อเมริกาด้วยน่ะใครๆเขาก็รู้ว่ามันเป็น “ทอม” แล้วคนที่เป็นผู้หญิงจะไปจดทะเบียนแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกันได้ไงวะ ..เธอไม่ต้องมาทวงบุญคุณแทนมัน..ทำไมไม่คิดบ้างล่ะว่าถ้าไม่มีเราใครจะดูแลลูกจนมันได้ไปแรดอยู่ที่อเมริกาโน่น แม่เธอน่ะเรอะจะสนใจมาช่วยเลี้ยงหลาน วันๆก็นั่งขายของฟังคนเขานินทากันกับปรนนิบัติไอ้พ่อเลี้ยงขี้เมา ไม่เห็นสนใจหลานคนไหนสักคน แทนที่เธอจะได้กลับไปเป็นครูบาอาจารย์ให้ชาวบ้านมันยกย่อง กลับต้องออกจากงานมานั่งเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานทำหน้าเป็นกระจาดหักอยู่นี่งั๊ย..”

“อ้าว..วกมาว่าฉันทำไม หน้าเป็นกระจาดหักก็ยังดีกว่าหน้าฉุเป็นถังเบียร์อย่างพี่ละน่า..”

กำไลชักโกรธ ไอ้การโดนกระทบว่าถึงเรื่องหน้าตาไม่สวยงามนี่ไม่มีผู้หญิงที่ไหนยอมหรอก ต่อให้เป็นคนใจเย็นอย่างกำไลก็ตามทีเถอะ

“แล้วไอ้เรื่องที่เราเลี้ยงเปรียวมันนี่น่ะ ดวงมันก็จ่ายเงินให้ แถมเรายังได้เปรียวมาช่วยดูแลเปี๊ยกมัน พี่จะเลิกรังเกียจรังงอนดวงมันเสียทีได้ไหม ฉันขอเถอะ..ถ้ามันได้แต่งงานอย่างนี้ เปรียวก็คงจะอยู่กับเราอีกไม่นาน คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน เปี๊ยกมันก็ติดพี่เสียด้วย”

“มันจะจริงเร้อ..เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เป็นครูสอนหนังสือมาจนป่านนี้ยังไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้สักที..ไอ้พวกฝรั่งอเมริกันพวกนี้ความคิดอ่านมันแปลกเสียจริงๆ อ้อ..เชื่อฉันเถอะเรื่องแบบนี้ ไม่ต้องไปเล่าอวดใครเขาฟังล่ะ จะกลายเป็นเรื่องสนุกปากชาวบ้านแน่ เธอก็รู้ว่าถ้ารู้กันสักคน แผล๊บเดียวก็ไปทั่วมุกดาหารแล้ว จะหาว่าไม่เตือน..”

ไตรย้ำด้วยสีหน้าขึงขันจนทำให้กำไลถึงกับอึ้งไป

   (อาทิตย์หน้าจะนำตอนสองมาโพสต์ต่อนะคะ)

 

 

 

 

 

โดย ลิลิตดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net