วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่ใช่คำตอบ, สงคราม


เมื่อคืนนี้ฉันฝัน
แต่ความฝันก็ไม่ได้บอกฉันว่ามันคือสิ่งที่เกิดในประเทศหรือลุกลามไปทั้งโลก เสียงไซเรนดังขึ้น ฉันจำเป็นต้องหาที่หลบภัย ห่วงหน้าพะวงหลัง และหวาดกลัว
ฉันอยู่ท่ามกลางสงคราม



คงเพราะก่อนนอน ฉันคิดวกวนเรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสามก๊กมากจนเกินไป เคยไหม ยามที่ความคิดที่ไหลแล่นอยู่ในหัว แต่หยิบจับมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวไม่ได้เสียที ได้แต่นั่งรอชั่วขณะแห่งการตกตะกอนทางความคิด ระบายออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ แต่กลับไปฉายชัดเมื่อยามหลับใหล

แม้ว่าจะตัดสินใจไปดูด้วยความอยากเห็นภาพอลังการงานสร้างของค่ายกลเต่าบกที่ถอดจากหนังสือออกมาให้เห็นกันคาตา ซึ่งมันก็สวยจริงนั่นแหละ ดูแล้วอยากจะเชียร์ให้วงโยธวาทิตทั้งหลายหยิบเอาไปใช้แปรขบวนบ้าง คงจะน่าตื่นเต้นไม่น้อย แต่เอาเข้าจริงๆ มีอยู่หลายช่วงตอนเลยทีเดียว ที่ฉันสำลักลมหายใจตัวเองด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมา

การแบ่งกองกำลังทหารส่วนหนึ่งไว้คอยอยู่เคียงข้างประชาชนทำให้ส่วนที่ที่คอยอยู่รับทัพขนาดมหึมาของโจโฉที่กำลังมุ่งหน้ามานั้น เหลืออยู่น้อยยิ่งกว่าน้อยเสียจนน่าใจหาย หากนำกองกำลังทหารที่คอยคุ้มกันดูแลประชาชนเหล่านี้ไปสมทบ สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้นมาก แต่...

“ถ้าเราไม่สามารถปกป้องชาวเมืองได้ สงครามคราวนี้ก็หมดความหมาย” เป็นเสียงอันเด็ดขาดของเล่าปี่

เริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่า หน้าที่ของสงครามคือการปกป้องชาวเมืองจากภัยคุกคาม

มันก็เป็นเรื่องที่ดี ที่ได้ยินผู้นำกล่าวออกมาเช่นนั้น เพราะการตระหนักว่าความสงบสุขของชาวเมืองคือเป้าหมายหลักของการต่อสู้ มันย่อมดีกว่าการปลุกจิตระดมศรัทธาขึ้นมาต่อสู้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม คิดแล้วอยากจะโก่งคอตะโกนแข่งเสียงปืนเพื่อไถ่ถาม “ผู้เป็นใหญ่” หรือ “ผู้ถืออำนาจ” ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจสื่อ และอำนาจทุนว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ความหมายที่แท้จริงของสงครามนั้นคืออะไร

หากสงครามเป็นไปเพื่อการดำรงไว้ซึ่งอำนาจ บ้านเมืองคงระส่ำระสาย
แต่หากสงครามเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของชาวเมือง มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

หากแต่ ...เสมอไปหรือ

เลือดสาดกระจายทุกครั้งที่คมดาบของแม่ทัพผู้กล้า และเหล่าทหารฟาดฟันลงไปบนเนื้อหนังของฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันคือ การซ่อนลูกตาไว้เบื้องหลังสองมือที่ยกขึ้นมาปิด ยอมรับอย่างหน้าชื่นว่า ขวัญอ่อนยิ่งนักกับภาพเช่นนี้

และนี่เป็นอีกครั้งที่ฉันได้ยินประโยคที่ว่า

“สงครามครั้งนี้ จะเป็นสงครามที่จะหยุดสงครามทั้งหมด“

มันดังออกมาจากปากของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ฉันไม่ได้ใส่ใจนักว่าใครเป็นคนพูด เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ความรู้สึกที่ฉันมีต่อมันก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก

The War to End All Wars.

ประโยคนี้ ฉันรู้จักมันจากรั้วรัฐศาสตร์เมื่อครั้งเรียนปีสอง ในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันคือชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ยุโรปประเทศเชื่อกันว่า ความรุนแรงจะหยุดยั้งการต่อสู้ทั้งหมดได้ จึงพากันกระโจนเข้ามาร่วมสังสรรค์เสียงปืนกันในครั้งนั้น นับเป็นหนึ่งในหลายๆครั้งที่จิตสำนึกร่วมบางอย่างถูกปลุกขึ้น เมื่อวาทกรรมบางชุดบอกเราให้สู้เพื่อบางสิ่งบางอย่าง

แต่แล้ว มนุษย์ก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองทุกครั้งไปว่า มันเป็นไปเพื่อชีวิตที่ดี “ร่วมกัน” ของมนุษยชาติจริงๆหรือ
อีกกี่ครั้งกี่คราว
อีกกี่ศพกี่สงคราม

ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสันติภาพได้เลย มันสร้างต่อก่อเหตุไม่รู้จักจบสิ้น ที่ผ่านมา คงมีเพียงแค่สันติภาพของผู้ชนะเท่านั้น ผู้แพ้ล้วนดิ้นรน ผู้ชนะก็ล้วนมีความหวาดกลัวอยู่ในเบื้องลึก และต่างฝ่ายต่างก็ยังคงถือปืนคุมเชิงจ้องกันและกันไว้

มันคือสิ่งที่ Thomas Hobbes เรียกว่า The State of War ที่มนุษย์ต่างตกอยู่ในสภาวะระวังภัยซึ่งกันและกันไม่มีที่สิ้นสุด ปืนที่ประทับไว้บนบ่าจะยังไม่เอาลง จนกว่าคุณจะลดปืนของคุณลงก่อน แต่ใครเล่าจะยอมลดปืนลงก่อน ในโลกที่เราไม่อาจจะวางใจศัตรูได้เลย สงครามจึงไม่มีวันจบสิ้น และชีวิตที่ดีของมนุษยชาติทั้งมวล อันเป็นจุดหมายแรกเริ่มของวิชาปรัชญาการเมืองนั้น ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสภาวะสงครามตลอดกาลเช่นนี้ได้เลย

น่าเศร้า เมื่อเห็นว่าคำถามที่นักปรัชญาการเมืองทุกยุคทุกสมัยพยายามจะตอบนั้น ยิ่งวันยิ่งเลือนหายไปสารบบความคิดที่ยึดติดอยู่ในความเป็นไปได้เพียงเท่านั้น ไม่เหลือที่ไว้ให้สำหรับเชื่อในสิ่งอัศจรรย์ที่เรียกกันว่า “ความรักเพื่อนมนุษย์” นั้นได้แทรกตัวอยู่ได้บ้างเลย

มันจบลงด้วยความจริงที่ว่าที่ว่า สงครามไม่อาจตอบโจทย์ใดๆได้ และไม่เคยเป็นหลักประกันที่ยั่งยืนสำหรับมนุษย์คนใดในโลกเลย

ความรุนแรงไหนเล่า จะหยุดยั้งความเกลียดชังต่อกัน
ความรุนแรงไหนเล่า จะปกป้องชีวิตชาวเมืองได้จริง
ความรุนแรงไหนเล่า จะหยุดยั้งความกระหายของจิตใจมนุษย์ได้
อีกนานสักเท่าไหร่หนอ เราถึงจะเรียนรู้ความจริงที่ว่า

...ความมืดไม่อาจขับไล่ตัวมันเองได้ และคงมีเพียงแต่แสงสว่างเท่านั้นที่ทำได้...



ดึกดื่นคืนคลุมคราวค่ำ
เมฆคล้ำครอบคลุมคลุ้มแสง
ฟ้าดึกเมฆดำสำแดง
มืดแทงคืนมืดมืดยัง

มืดต่อมืดมิอาจไล่
แต่แสงแจ้งไซร้ไล่ฉมัง
เมื่อฟ้าค่ำเมฆดำบัง
ต้องหวังแสงวันขับไป

รังเกียจคิดเกลียดเดียดฉันทน์
แสลงแหยงกันหมั่นไส้
ชิงต่อชังไล่ไม่ไป
เกลียดต่อเกลียดไซร้เกลียดคง

ใจเขม่นต้องใช้ใจรัก
หาญหักใจเกลียดเบียดส่ง
รักให้เกลียดหดปลดลง
เช่นไถงไล่ส่งราตรี

...ดับความมืด ด้วยความมืดคงไม่ดับฉันใด...
...ดับความชัง ด้วยความชังก็คงไม่ดับฉันนั้น...
อยากเห็นโลกนี้มีแต่ความสว่างไสว
อยากเห็นโลกนี้มีแต่ความรัก



ฉันหลับตาลง ภาพในฝันยังคงแจ่มชัด
ระเบิดถล่มลงตรง ณ จุดนั้น ตรงที่ฉันยืนอยู่เมื่อสักหนึ่งนาทีที่แล้ว ในฝันฉันน้ำตาไหลพราก จำได้ว่าแว่วเสียงจิตสำนึกกระซิบบอกตนเองว่า ไม่ต้องกลัว นี่ไม่ใช่เรื่องจริง อีกสักพักเดี๋ยวก็ตื่นจากฝัน

แต่สักวัน เสียงกระซิบนั้นคงเงียบหายไป และฉันก็คงไม่อาจจะตื่นขึ้นมาจากความจริงได้อีก
ไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลย


เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา -- เรื่อง

โดย เสี้ยว

 

กลับไปที่ www.oknation.net