วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวิติของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท


          ในปี พ.ศ. 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริจะสร้างพระที่นั่งขึ้นอีกองค์หนึ่งเป็นท้องพระโรง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้จ้างสถาปนิกจากสิงค์โปร์ ชื่อ มิสเตอร์ ยอน คลูนิช เป็นนายช่างหลวง ทำการออกแบบ พระที่นั่งองค์นี้ นอกจากนั้นยังโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี เป็นแม่กอง พระยาเวียงในนฤบาลเป็นผู้กำกับดูแลการทุกอย่าง และพระประดิษฐการภักดี เป็นผู้ตรวจกำกับบัญชี ทรงเสด็จมาวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันพุธที่ แรม 10 ค่ำ เวลาเช้า 2 โมง กับ 36 นาที ( ตรงกับวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนทรงหลังคาเป็นรูปปราสาท 3 ยอด และได้พระราชทานนามพระทีนั่งองค์นี้ว่า พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยกยอดปราสาทเมื่อวันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 9 ปีขาล จ.ศ. 1240 ( พ.ศ. 2421 ) และได้มีการเฉลิมพระราชมณเฑียรใน พ.ศ. 2425

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในปัจจุบัน

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในสมัยรัชกาลที่ 5

แผนผังหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในสมัยรัชกาลที่ 5

แผนผังหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในสมัยรัชกาลที่ 5

1. ท้องพระโรงหน้า

2. ท้องพระโรงกลาง

3. ท้องพระโรงหลัง

4. มุขกระสันตะสันออก

5. ห้องไปรเวท

6. มุขกระสันตะวันตก

7. ออฟฟิสหลวง

8. อ่างแก้ว

9. พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ ( ห้องโต๊ะ )

10. พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ ( ห้องทอง )

11. พระที่นั่งดำรงสวัสดิอนัญวงศ์ ( ห้องผักกาด )

12. พระที่นั่งพิพัฒน์พงศ์ถาวรวิจิตร ( ห้องพระภูษา )

13. พระเฉลียง

14. ห้องน้ำเงิน

15. ห้องเหลือง

16. ห้องเขียว

17. พระที่นั่งอมรพิมานมณี

18. พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์

19. พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์

20. พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย

21. พระที่นั่งเทพดนัยนันทยากร

22. สวนสวรรค์


พระที่นั่งองค์ต่าง ๆในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ (ห้องโต๊ะ) 
     พระที่นั่งองค์นี้อยู่ต่อกับท้องพระโรงกลางของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาททางทิศตะวันออกพระที่นั่งองค์นี้มีความหมายว่า “ เป็นที่ประทับเมื่อขึ้นครองราชย์ “พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นห้องสำหรับพระราชทานเลี้ยงในงานต่างๆจึงเรียกว่า“ห้องโต๊ะ“เพดานห้องทำเป็นลายมงคล8ประการคือ สังข์ , จักร , ตะบอง , บ่อน้ำ , ลูกโค , กรอบหน้า , ธง และ ขอ  ต่อมาพระที่นั่งองค์นี้ชำรุดทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน จึงโปรดเกล้า ฯ ให้รื้อลงและสร้างพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์องค์ใหม่ขึ้นแทน แต่ยังจัดเป็นห้องพระราชทานเลี้ยงเช่นเดิม

พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ ( ห้องทอง )
   พระที่นั่งองค์นี้อยู่ต่อกับท้องพระโรงกลางของหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาททางทิศตะวันตก ที่เฉลียงดานหน้าพระที่นั่งองค์นี้มีอ่างน้ำพุซึ่งเรียกกันมาแต่เดิมว่า “ อ่างแก้ว “ นามของพระที่นั่งองค์นี้มีความหมายว่า “ เป็นที่ซึ่งพระองค์ เสด็จพระราชสมภพ “ ต่อมาใน พ.ศ. 2430 โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนเป็นห้องเสวย นอกจากนั้นในบางครั้ง เจ้านายฝ่ายในบางพระองค์ยังเสด็จมาประทับชั่วคราว และพระที่นั่งองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศกระแสพระราชดำริ ในอันที่จะให้มีการเลิกทาส ณ ท่ามกลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 ต่อมาพระที่นั่งองค์นี้ชำรุดทรุดโทรดมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้รื้อลง  และสร้างพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ องค์ใหม่ขึ้นมาแทน

พระที่นั่งดำรงสวัสดิอนัญวงศ์ ( ห้องผักกาด )
  พระที่นั่งองค์นี้อยู่ต่อจากพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ ทางทิศตะวันตกมีการตกแต่งด้วยเครื่องลายคราม มีนามเป็นการภายในว่า “ ห้องผักกาด “ บางครั้งใช้เป็นห้องเสวย กาแฟ เมื่อมีงานพระราชทานเลี้ยงใหญ่ ระหว่างพระที่นั่งองค์นี้กับพระที่นั่งราชปรีดีวโรทัยเป็นที่พักของหมอหลวงซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เข้ามาอยู่เมื่องทรงพระประชวร

พระที่นั่งนิพัทธพงศ์ถาวรวิจิตร ( ห้องพระภูษา )
  พระที่นั่งองค์นี้อยู่ต่อจากพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ทางทิศตะวันออก พระที่นั่งองค์นี้เป็นห้องพระภูษา ( เครื่องแต่งตัว ) ของพระมหากษัตริย์ มีเกยสำหรับส่งพระกรพระองค์เจ้านายฝ่ายใน ในพระราชพิธีโสกันต์

     หลังจากที่โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแล้ว  ในระหว่าง พ.ศ. 2425 - 2430 ก็ได้โปรด ฯ ให้สร้างพระที่นั่งเพิ่มขึ้นที่ด้านหลังของ พระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร ในเขตพระราชฐานชั้นในอีก 4 องค์ คือ  พระที่นั่งอมรพิมานมณี เป็นที่วิมานบรรทม , พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ , พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์ เป็นห้องทรงพระอักษร และ พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย เป็นที่พักผ่อนพระราชอิริยาบถ นอกจากนั้นยังโปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง " สวนสวรรค์ "

พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ( องค์เก่า )
   พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางตอนหลังของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีพระเฉลียงด้านหน้าของพระที่นั่งองค์นี้ต่อเนี่องกับท้องพระโรงหลังของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และชั้นล่างเป็นส่วนสำหรับข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในชั้นบนมี 3 ห้อง
   ห้องกลาง เป็นห้องใหญ่ เรียกกันว่า " ห้องเหลือง " เคยใช้เป็นที่รับรองแขกผู้มีเกียรติ และยังใช้ประกอบพระราชพิธีหรืองานพระราชกุศลภายในด้วย เช่น งานพระราชกุศลคล้ายวันสิ้นพระชนม์ใน สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และ สมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ จะจัดที่ห้องเหลืองนี้เป็นประจำ
   ห้องด้านตะวันออก เรียกว่า  " ห้องน้ำเงิน " เป็นห้องทรงพระสำราญ พระอัครมเหสีและเจ้านายและพระบรมวงศ์ที่ใกล้ชิดเข้าเฝ้า ฯ ณ ห้องนี้ อีกทั้งเป็นที่ที่ เคยโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระอัครมเหสีเสด็จออกรับแขกในบางโอกาศ ภายในห้องเป็นที่ประดิษฐานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชศิราภรณ์ พระมาลา เครื่องราชูปโภค พระแสง และสิ่งมีค่าอื่น ๆ และยังมีรูปเขียน เรื่อง " อิเหนา " ประดับที่ฝาผนังด้วย
   ห้องด้านตะวันตก เรียกว่า " ห้องเขียว " เป็นห้องทรงพระสำราญเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย และเป็นห้องเสวยฝ่ายใน

เพดานภายในห้องเหลือง พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร


ภายในห้องเขียวพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

ภายนอกพระที่นั่ง พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถจะบูรณะได้

สภาพของเฉลียงของพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารที่ต้องเอาไม้ค้ำไว้เพื่อป้องกันมิให้พังลงมา

พระที่นั่งสุทธาอภิรมย์
    พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ต่อจากพระที่นั่งอมรพิมานมณีทางทิศตะวันออก เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่เมื่องครั้นยังทรงพระอิสริยยศเป็นพระนางเจ้าพระวรราชเทวี โดยขึ้นพระที่นั่งใหม่ เมื่อวันพุธ แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ อัฐศก ศุกราช 1248 ( พ.ศ. 2429 ) พระที่นั่งองค์นี้มีพระเฉลียงต่อเนื่องกับ " ห้องน้ำเงิน " ซึ่งทรงใช้เป็นที่ทรงพระสำราญในหมู่พระราชโอรส - ธิดา เจ้านาย และราชอาคันตุกะที่มาเฝ้า ฯ เป็นการส่วนพระองค์  ในการเฝ้าแหนแต่ละครั้ง เมื่อมีผู้มาเฝ้าก็จะเสด็จออกรับแขกทางอัฒจันทร์ใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก อัฒจรรย์นี้แยกออกเป็นสองทางคือ ทางหนึ่งขึ้นไปสู่พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์ และอีกทางหนึ่งแยกขึ้นไปสู่พระที่นั่งเทพดนัยนันทยากรที่อัฒจันทร์นี้ หม่อมศรีพรหมา ได้บรรยายเกี่ยวกับการรับแขกของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ฯ ว่า " พอบ่ายราว 5 โมงเย็น สมเด็จ ฯ เสด็จออกรับแขกที่ตรงอัฒจันทร์ขั้นสุดท้ายนั่นเอง ถ้าเป็นบ้านคนธรรมดาก็ว่า ตรงหัวบันไดก็ได้ แต่บันไดของพระที่นั่งกว้างใหญ่ ปูด้วยหินขาวกับดำวดงาม ส่วนแขกเหล่านั้นจะนั่งตามขั้นอัฒจันทร์ "  ห้องบรรทมของสมเด็จ ฯ นั้นทรงแบ่งครึ่งประทับร่วมกับสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ สภาพภายในห้องบรรทมนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค็เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบรรยายไว้ว่า " ห้องบรรทมนี่กว้างใหญ่จนแบ่งเป็นส่วน ๆ โดยมรฉากไม้กั้นและ ฉากไม้นั้นมีรูปถ่ายติดอยู่เต็ม "  ในปัจจุบันองค์นี้ได้ถูกรื้อลงแล้วเนื่องจากชำรุดความทรุดโทรม

พระที่นั่งอมรพิมานมณี
    พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ต่อจากเฉลียงพระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬารลงมาทางทิศใต้ เป็นพระวิมานสำหรับเข้าที่บรรทมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะ เรียกกันเป็นการภายในว่า " ในที่ " ด้านหลังพระที่นั่งองค์นี้ติดกับ " สวนสวรรค์ "


พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์ ( ห้องใหม่ )
    พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งอมรพิมานมณี สร้างขึ้นหลังพระที่นั่งอื่น ๆ ใน พ.ศ. 2430 ใช้เป็นห้องทรงพระอักษร

พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์ (ด้านซ้าย) และ พระที่นั่งอมรพิมานมณี (ด้านขวา )


พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย
    พระที่นั่งองค์นี้อยู่ต่อเนื่องกับห้องเขียวในพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารด้านทิศเหนือ จึงเรียกว่า " ห้องเขียวนอก " มีชานติดอยู่กับ " ห้องผักกาด " หรือพระที่นั่งดำรงสวัสดิอนัญวงศ์ เป็นที่สำหรับมหาดเล็กและข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้าเฝ้า ฯ บางโอกาศ พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย นี้ชั้นบนเป็นห้องพักผ่อนพระราชอิริอยาบถ ชั้นล่างเรียกว่า " ชั้นต่ำ " หรือเรียกว่า " ห้องช่างเขียน " เป็นที่รวบรวมช่างฝีมือประณีตของหลวงไว้เป็นอันมาก มีช่างเขียนลวดลายไทยและลายต่างประเทศ เช่น ช่างทอง ช่างปั้น ช่างกลึง ช่างแกะสลึก ช่างก่อเขา ช่างออกแบบเครื่องเพชร


พระที่นั่งเทพดนัยนันทยากร
    พระที่นั่งองค์นี้อยู่ทางทิศเหนือของพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารตรง " ห้องน้ำเงิน " และอยู่ตรงข้ามกับพระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์ มีดาดฟ้าคั่นกลาง และมีเฉลียงเดินติดต่อได้โดยผ่าน " ห้องน้ำเงิน " มีอัฒจันทร์ใหญ่เป็นทางลงร่วมกันได้ทางทิศตะวันออก ชั้นบนเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ส่วนชั้นล่าง เป็นห้องนอนใหญ่ ที่บรรทมของหม่อมเจ้าชายและหญิงหลายองค์ และลูกหลานข้าราชการ ห้องนี้จึงเรียกกันว่า " ห้องหม่อมเจ้า "

สวนสวรรค์ 
   เนื่องจากภายในเขตราชสำนักฝ่ายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีผู้พำนักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่พักอาศัยมีสภาพค่อนข้างแออัดประชิดติดกัน ซึ่งจาการที่มีตำหนักที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในเป็นจำนวนมาก จึงมีการสร้างส่วนที่เรียกว่า ดาดฟ้า  ขึ้นเพื่อเป็นการรับลมส่วนตัว ในส่วนเขตที่ประทับส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง สวนสวรรค์ ขึ้นเป็นที่ทรงพระสำราญพักผ่อนพระอิริยาบถ  สวนสวรรค์ มีลักษณะเป็นหอรูปสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูน สูงเท่ากับชั้น 2 ของพระที่นั่งเป็นหอโถงไม่มีหลังคาคล้ายดาดฟ้ามีสะพานทอดข้ามติดต่อไปมาถึงกันจากพระที่นั่งอมรพิมานมณี ( พระวิมานสำหรับเข้าที่บรรทมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะ เรียกกันเป็นการภายในว่า  ในที่ ) ไปสู่หอนี้ ภายในสวนสวรรค์ได้จัดสร้างเป็นสวนบุปผชาติ เติมไปด้วยพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่หายาก มีอ่างน้ำพุสำหรับเลี้ยงปลาญี่ปุ่นสายพันธุ์ต่าง ๆ  และมีสระน้ำ สำหรับเป็นที่เพลิดเพลินพระราชหฤทัย หลังจากทรงเสร็จสิ้นพระราชภารกิจประจำวันลงแล้ว และบางเวลาก็เสด็จออกสวนสวรรค์เพื่อทรงพระสำราญในท่ามกลาง พระอรรคมเหสี  พระราชโอรส พระราชธิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน เป็นการพักผ่อนส่วนพระองค์ แต่เดิมใต้สวนสวรรค์เป็นคลัง ต่อมาภายหลังได้ย้ายคลัง ไปอยู่ที่อื่นแล้วจึงปรับเป็นที่โล่ง จากพระที่นั่งอมรพิมานมณีจะมีสะพานเชื่อมระหว่างสวนสวรรค์กับพระตำหนัก ที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี ฯ ได้โดยตรง  ดังปรากฎใน จดหมายเหตุรายวันของสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งประสูติแต่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ว่า " ทรงได้เข้าเฝ้า ฯ ที่สวนสวรรค์แห่งนี้อยู่เนือง ๆ "  ปัจจุบัน สวนสวรรค์ คงเป็นแต่ในภาพและความทรงจำในอดีตเท่านั้น

     ในรัชกาลปัจจุบัน พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ( องค์เก่า ) , พระที่นั่งสุทธาอภิรมย์,พระที่นั่งอมรพิมานมณี,พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์ ,พระที่นั่งเทพดนัยนันทยากร,พระที่นั่งราชปรีดีวโรทัย เหล่านี้ได้ถูกรื้อลงแล้วเนื่องจากมีความชำรุดความทรุดโทรม พบว่าเสาของพระที่นั่งแตกและโป่งออกทางด้านข้าง ปูนก่ออิฐหมดความแข็งแรงเพราะว่าน้ำหนักขององค์พระที่นั่งมีมาก เสาแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักส่วนบนได้ และพื้นชั้นบนทรุด ผนังแตกร้าว และอาจจะพังลงมาได้โดยง่าย   อนึ่งเมื่อสมัยอดีตบรรดาพระที่นั่งและตำหนักต่าง ๆ ในเขตพระราชฐานชั้นใน สร้างขึ้นอย่างแออัดเพื่อให้เพียงพอกับพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาในองค์สมเด็จมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในสมัยก่อนซึ่งมีอยู่มาก แต่เมื่อมาถึงในปัจจุบันหมดความจำเป็นที่จะต้องมีที่ประทับสำหรับฝ่ายในมากเช่นในสมัยก่อนแล้ว ประกอบกับทั้ง พระที่นั่งหรือตำหนัก และอาคาร ต่าง ๆ  ในเขตพระราชฐานชั้นในก็ชำรุดทรุดโทรมลงมาก บางอาคารก็ใกล้จะพังลงมา ถ้าจะซ่อมให้คงดีตามสภาพเดิมก็ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองและไม่เกิดประโยชน์อันใด สำนักพระราชวังจึงนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตรื้อ เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงดำเนินการรื้อลงในเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2501 

พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ( องค์ใหม่ )
  เป็นพระที่นั่งองค์ใหม่ในพระบรมมหาราชวัง เป็นส่วนต่อเติมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยง โดยงานแรกที่ใช้พระที่นั่งองค์นี้คือ งานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีต่างประเทศ เนื่องในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในวันอังคารที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่เดิมในการพระราชทานจัดเลี้ยงประมุขต่างประเทศ จะใช้พื้นที่ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ เนื่องจากพื้นที่จำกัดทำให้ต้องแยกผู้รับพระราชทานเลี้ยงเป็นสองส่วน ซึ่งไม่เหมาะสม จึงทรงพระราชดำริให้สร้างพระที่นั่งองค์ใหม่ขึ้นมา

   การก่อสร้างพระที่นั่งบรมราชสถิตมโหฬาร ใช้งบประมาณจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และค่าเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การก่อสร้างดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่หยุดชะงักไปหลังจากการก่อสร้างฐานราก ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เริ่มก่อสร้างต่อเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อใช้ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ ใช้เวลาสร้าง ๒ ปี รัฐบาลได้ถวายการสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อการก่อสร้างและตกแต่ง พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร (พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนต่อเติม) จากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๔๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับรายการตกแต่งพระที่นั่งฯ ในวงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งสำนักพระราชวังได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ในการที่รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าวแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นพระที่นั่งแห่งแรกที่มีการจัดสร้างในรัชกาลปัจจุบัน


พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ( องค์ใหม่ )

โดย Nepenthes

 

กลับไปที่ www.oknation.net