วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Outsourcing ธุรกิจที่กำลังมาแรงในมาเลเซีย


By Rosenun Chesof :http://muslimthai.ning.com/profiles/blog/show?id=1549062%3ABlogPost%3A18321

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ธุรกิจ Outsourcing ว่าคืออะไร กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ การจ้างให้คนอื่นทำงานแทนเราที่ไม่ใช่งานหลักและความสามารถหลักของเราเอง โดยให้ทำการแทนในขอบเขตความรับผิดชอบและมีระดับการทำงานตามสัญญาที่ได้ตกลง กันไว้

Outsourcing ไม่ใช่สิ่งใหม่ซะทีเดียว เพราะในเมืองไทยก็มีมานานแล้ว เช่น การจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยมาดูแลความปลอดภัย การจ้างบริษัททำความสะอาด ซึ่งเป็นการจ้างในลักษณะ ให้มาทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันธุรกิจนี้พัฒนาไปถึงขั้นการจ้างคนอื่นให้ทำ “กระบวนการทำงาน” หรือที่เรียกว่า Business Process Outsourcing (BPO)

ปัจจุบันประเทศที่เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ คือ อินเดีย จีน และอันดับสามคือ มาเลเซีย ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 10 จัดเป็นกลุ่มประเทศใหม่ ที่เพิ่งเข้ามาจับธุรกิจนี้ การเป็นอันดับหนึ่งของอินเดีย เนื่องจากความพร้อมในหลายด้าน เช่น ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ การสนับสนุนจากภาครัฐ สาธารณูปโภค โดยเฉพาะด้านITศักยภาพของบุคลากร ค่าจ้างถูก เป็นต้น ทำให้บริษัทชั้นนำของโลก เช่น ไมโครซอฟท์ จ้างโปรแกรมเมอร์อินเดียในการสร้างและพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เมืองบังกาลอร์ ที่เป็นที่ตั้งของซิลิคอนวัลเลย์ของอินเดีย


ทำไมต้องจ้างให้ผู้อื่นไปทำแทน หรือ การ Outsourcing

Outsourcing จะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไม่พร้อมที่จะใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ ทำงานนั้นด้วยตัวเอง เช่น งานด้านการสร้างและบริหารระบบสารสนเทศ ที่ต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสถานที่ทำงานและระบบการสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งถ้าลงทุนทำเองทั้งหมดต้องใช้เวลาและงบประมาณสูง ดังนั้นทางเลือกหนึ่ง ก็คือ การจ้างองค์กรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญทำแทน เช่น การดูแลเครื่องแม่ข่าย (Server), การดูแลระบบเครือข่าย (Networking), ควบคุมระบบสื่อสาร, การสำรองและเรียกคืนข้อมูล, การใช้ซอฟท์แวร์ประยุกต์, ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ IDC (Internet Data Centre) เพื่อสามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่กว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจ้างให้คนอื่นทำนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนดำเนินการแล้ว ยังสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายที่แน่นอนได้ด้วย เช่น งานด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่นิยมจ้างในลักษณะ HR Outsourcing ที่เริ่มตั้งแต่ งานบริหารงานบุคลากรและการฝึกอบรม การบริหารงานค่าจ้าง งานจัดสวัสดิการพนักงาน งานบริหารภาษีเงินได้ต่างๆ งานด้านที่ปรึกษา และ งานบริหารความเสี่ยงของแรงงาน แทนที่บริษัทจะเป็นผู้ทำเองทั้งหมด ก็จัดงบประมาณส่วนหนึ่งจ้างให้บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงทำแทน ซึ่งหากทำเองทั้งหมด ต้นทุนทางธุรกิจในส่วนนี้ก็ต้องรับเอง เพราะต้องจ้างพนักงาน จัดสวัสดิการ เป็นภาระที่ต้องรับตลอดไปจนกว่าจะมีการเลิกจ้าง

ประเภทของธุรกิจ Outsourcing มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
งานด้านไอที
งานด้านศูนย์กลางติดต่อ (contact centre)
และ
การจ้างทำกระบวนการทำงาน (Business Process Outsourcing: BPO)

การเติบโตของธุรกิจนี้ ต้องอาศัยการมีระบบเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ความพร้อมด้าน knowledge เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับ ระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า Digital- Economy ยกตัวอย่าง เจเนรัลมอเตอร์ในอเมริกา คิดและออกแบบรถยนต์ที่สำนักงานในอเมริกา และส่งแปลนมายังฟิลิปปินส์ที่เป็นโรงงานประกอบ สั่งชิ้นส่วนจากเกาหลี จากนั้น สำนักงานในสิงค์โปร์ จะเป็นผู้ทำตลาด หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งในกรณีของ NOKIA สำนักงานในฟินแลนด์ เป็นผู้คิดออกแบบ รูปทรง วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ และ Outsourcingไปยังจีนเป็นผู้ผลิต ขณะที่ การบริการลูกค้าทุกประเภทที่เป็น Customer service (ยกเว้นการซ่อม) outsourcing ไปยังมาเลเซียเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในเอเชีย - แปซิฟิก โดยมีสำนักงานของ NOKIA เองในสิงค์โปร์เป็นควบคุมดูแล เท่ากับว่า บริษัทแม่ทำหน้าที่คิดและออกแบบเทคโนโลยี ขายความคิดเท่านั้น ส่วนงานด้านอื่น จ้างให้ผู้อื่นทำแทน เป็นการลดต้นทุนที่คุ้มค่า ไม่ต้องรับความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด

Outsourcing ในมาเลเซีย

ธุรกิจ Outsourcing ของมาเลเซียอยู่ในอันดับสามของโลก ปัจจัยที่ทำให้สามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิดจากความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน คือ สมาคมอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และมัลติมีเดีย (PIKOM) Multimedia Development Corp. (MDeC) และ Malaysia Debt Ventures (MDV) โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ ในการสร้างสาธารณูปโภคระบบสื่อสารสารสนเทศ โครงการ Multimedia Super Corridor (MSC) สร้างเมือง Cyber Jaya การออกกฏหมายที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนและรองรับการขยายตัวของธุรกิจนี้ในอนาคต ทำให้บริษัทชั้นนำของโลกเลือกมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง

บริษัทชั้นนำดังกล่าว เช่น Motorola ที่งานด้านออกแบบ การวิจัยและพัฒนา การผลิต และส่งออก ทำที่มาเลเซีย, ธนาคาร สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์, City Bank และ ธนาคาร HSBC มีศูนย์ไอทีและ contact centre ที่ Cyber Jaya และ Kuala Lumpur นอกจากนี้ยังมีบริษัท Royal Dutch Shell Group, DHL, HP, Fujitsu, NOKIA, Microsoft, Intel, Ericson, BMW, IBM, EDS, DELL ก็เช่นกัน มีศูนย์กลางด้าน Support IT การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ไปยังลูกค้าทั่วโลกที่มาเลเซีย และคาดการณ์กันว่าในปีนี้ จะสร้างรายได้ถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากปัจจจัยที่กล่าวมาข้างต้น จุดแข็งอีกประการหนึ่งคือ มาเลเซียเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หลากหลายเชื้อชาติ คือ มาเลย์ จีน อินเดีย ที่แต่ละเชื้อชาติยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ โดยเฉพาะด้านภาษา ที่ยังคงใช้ภาษาเดิมของตนอยู่ ภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ภาษาเป็นจุดแข็งสำคัญ ที่ทำให้มาเลเซียสามารถก้าวสู่อันดับสามของโลกได้ เนื่องจากมาเลเซียมีประชากรใน 3 กลุ่มเชื้อชาติดังกล่าวที่สามารถใช้ภาษาจีน (แมนดาริน กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน) อินเดีย (ตามิล ปัญจาบี อุรดู) ขณะเดียวกันยังใช้ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสารระหว่างกันอีกด้วย ซึ่งคล้ายกับอินเดีย ขณะที่จีน จะมีจุดเด่นที่ค่าแรงถูกแต่ความสามารถด้านภาษาอังกฤษจะด้อยกว่าอินเดียและ มาเลเซีย จีนจึงเป็น Outsource รับผลิต ถือเป็นโรงงานโลกก็ว่าได้ ที่สินค้าส่วนใหญ่ตอนนี้ผลิตจากจีน

ในจุดแข็งที่มาเลเซียมีอยู่ ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนซะทีเดียว กล่าวคือ มาเลเซีย มีประชากรประมาณ 24 ล้านคน ประชากรในวัยทำงานมี 9.9 ล้านคน และมีบุคลากรด้าน Outsourcing เพียง 40,000 คนเท่านั้น (ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย) ขณะที่อินเดียมีถึง 1.5 ล้านคน ดังนั้นบริษัทที่ดำเนินการในมาเลเซีย จำเป็นต้องนำเข้าบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน เมื่อต้องจ้างคนต่างชาติเข้ามาทำงาน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่าทำงาน ค่าเช่าบ้าน เท่ากับว่าต้องมีต้นทุนมากขึ้น แม้ว่าในงานบริการลูกค้าในลักษณะ Call centre, Customer Service นั้น ต้องใช้คนที่พูดภาษาของประเทศที่ให้บริการ เช่น ถ้าลูกค้าคนไทย ก็ต้องใช้คนพูดไทยได้มาทำหน้าที่ แต่งานด้านไอที เช่น Programmer, Software Engineer, Computer Engineer และงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ยังไม่พอต้องจ้างคนต่างชาติมาทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาและอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ เช่น ปัญหาการปรับตัวกับการทำงานในสังคมต่างวัฒนธรรม และมีเงื่อนไขที่จำกัดของชาวต่างชาติในการใช้สาธารณูปโภค เช่น การขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์บ้านและการสื่อสารอื่น ๆ ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงกว่าคนมาเลเซีย ถึง 10 เท่า การเสียโอกาสในการทำงานของชาวมาเลเซียเอง (แต่มาเลเซียแก้เกมโดยการออกวีซ่าทำงานให้คนต่างชาติไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น จากนั้นต้องออกจากมาเลเซีย ไปยังประเทศอื่น 6-12 เดือน ถึงจะกลับมาทำงานต่อได้ ซึ่งคงไม่มีนายจ้างคนใหนรอได้ จำเป็นต้องรับคนมาทำงานแทน)

จากจุดแข็งและจุดอ่อนที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าดูจากตารางการจัดอันดับแล้ว จะเห็นว่า สาธารณรัฐเชค กำลังไล่ตามมาเลเซียมาอย่างติด ๆ ตามด้วยสิงค์โปร์และฟิลิปปินส์ ส่วนไทย คงต้องให้การเมืองมีเสถียรภาพ และรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนธุรกิจนี้ ก็เป็นไปได้ที่จะเป็น Outsourcing ชั้นนำได้ โดยเฉพาะงานด้านบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ด้วยลักษณะของคนไทยที่ยิ้มง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ แต่เวลานี้ มาเลเซียเพื่อนบ้านติดกันที่ธุรกิจนี้กำลังเติบโต ผลที่ได้แม้อาจไม่มากนักต่อคนไทย ก็คือ โอกาสการทำงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ภาษาไทย ซึ่งผลดีจะมีต่อน้อง ๆ ลูกหลาน ของเราที่เรียนจบในมาเลเซียหรือในประเทศ มีโอกาสได้ทำงานในบริษัทเหล่านี้มากขึ้น ด้วยเงินเดือนขั้นต้นระดับปริญญาตรีจบใหม่ ประมาณ 25,000 บาท มองอีกแง่หนึ่งคือ การเกิดภาวะสมองไหล แต่ถ้าเรามีความพร้อมกว่านี้ ก็สามารถดึงคนเหล่านี้กลับมาทำงานในประเทศได้ และเป็นการดีเสียอีกที่จะได้บุคลากรที่มีประสบการณ์และมีความพร้อมด้านภาษา

แหล่งอ้างอิง
http://www.businessweek.com/the_thread/economicsunbound/archives/2005/11/india_as_number_1.html
http://www.sourcingmag.com/content/c060510a.asp
http://www.livemint.com/2008/06/19214941/Malaysia-hungers-for-a-piece-o.html
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601039&refer=columnist_mukherjee&sid=apPwhch1xa6I

โดย Sigree

 

กลับไปที่ www.oknation.net