วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิชาเศรษฐศาสตร์: เขาเรียนอะไรกันหรือ? ตอนที่ 1


 

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เรียนจบทั้งปริญญาตรี-โท และเอกในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ทั้งจากในสถาบันชั้นนำในระดับประเทศ และสถาบันระดับแนวหน้าของโลก เรียนจบกลับมาแล้วก็มาทำงานเป็นอาจารย์สอนในคณะเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ดังนั้นคำถามที่ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอๆ ก็คือ “เศรษฐศาสตร์... อืม... เค้าเรียนอะไรกันนะหลายครั้งที่มีคำถามจากนักเรียนที่กำลังจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเข้ามาถามแบบนี้ แล้วก็มักจะมีคำถามต่อมาว่า “แล้วเรียนวิชานี้ พอจบแล้วจะไปทำอะไรคะ/ครับ

สำหรับตัวผมเองจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่าวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเรียนอะไรบ้างอย่างเป็นทางการ ก็น่าจะเป็นตอนที่ผมเรียนวิชาสังคมศึกษา สมัยอยู่ชั้น ม.5 จำได้เลยว่าในหนังสือเรียนเขียนไว้ว่า “เศรษฐศาสตร์คือวิชาที่ศึกษาถึงการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกันเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด” ซึ่งจริงๆ แล้วความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์เช่นนี้ น่าจะมาจากการแปลถอดความมาจากการให้คำจำกัดความของคำว่า “เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ (modern economics)” โดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Lionel Robbins ในบทความของเขาที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1932 โดย Robbins แปลความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ว่าคือ “the science which studies human behaviour as a relationship between ends and scarce means which have alternative uses (Robbins, 1945).” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ที่ปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด สิ่งต่างๆ ที่ขาดแคลน กับทางเลือกต่างๆ ในการใช้สิ่งเหล่านั้น”

ผมทดลองถามนิสิตที่คณะดู ส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่ 2, ปีที่ 3 และนิสิตปริญญาโทด้วยคำถาเดียวกันนี้ “เศรษฐศาสตร์คืออะไร เศรษฐศาสตร์เรียนอะไร ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์คืออะไร” คำตอบที่ได้ก็เป็นคำตอบเดียวกันนี้ “เศรษฐศาสตร์คือวิชาที่ศึกษาถึงการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกันเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด” ทดลองสอบถามรุ่นน้องที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ก็ตอบแบบนี้เช่นกัน

แล้วตัวผมเองล่ะ ผมเริ่มรู้สึกว่าวิชาการที่ผมเรียนอยู่นี้ วิชาเศรษฐศาสตร์ ความหมายของวิชานี้มันมีมากกว่านี้นะ ขอบเขตของวิชาในก็กว้างกว่านี้นะ ผมคิดว่าถ้าจะให้ตอบคำถามเช่นนี้ ผมคงต้องขอคุยกับผู้ถามเป็นเวลานานๆ เพื่ออธิบายให้ผู้ถามได้ทราบว่าพวกเรานักเศรษฐศาสตร์เรียนอะไรกัน ความหมาย ขอบเขตของวิชาคืออะไร เรียนแล้วจบไปทำอะไร แต่ผมก็ยังคงไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามหลักที่ว่าจะสามารถหาคำอธิบายสั้นๆ และคลอบคลุมกว่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าเศรษฐศาสตร์ จนผมเรียนจบปริญญาเอก ผมก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ครับ 

ผมพบคำตอบของคำถามสำคัญนี้เมื่อผมได้มีโอกาสบวชเรียน โดยพระอุปัชฌาย์ของผมคือท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) หนึ่งในหลายๆ คุณูปการที่พระเดชพระคุณอาจารย์สร้างไว้ให้แก่โลกใบนี้ คือท่านเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก และร่วมสร้างวางรากฐานในกับแขนงหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยท่านได้แสดงปาฐกถาธรรมเนื่องในมงคลวารอายุครบ 72 ปี ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2531 (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2531) ธรรมบรรยายของท่านในวันนั้นได้กลายเป็นหนึ่งในบทความที่สำคัญที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือที่มาของสาขาวิชา “เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (Buddhist Economics)” ปัจจุบันนี้บทความนั้นได้รับการตีพิมพ์ และเผยแพร่ในวารสารวิชาการ ได้รับการแปลงออกเป็นภาษาต่างๆ ทั้งภาษาอังกฤษ, เยอรมัน และญี่ปุ่น ทุกครั้งที่มีการทำงานวิจัย หรือการวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจของผู้คนในโลกฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะคนในภูมิภาคอุษาคเนย์นี้ บทความวิชาการฉบับนี้ของพระเดชพระคุณอาจารย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นมากล่าวอ้างถึงเสมอๆ

เมื่อผมมีโอกาสบวชเรียนกับท่าน ท่านสอนผมเสมอว่า เวลาจะพูด เวลาจะศึกษาเรื่องอะไรให้ศึกษาถึงความหมาย คำแปลของสิ่งนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วน แปลความหมายของคำที่จะศึกษาอย่างละเอียดทีละคำๆ และแหล่งอ้างอิงที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่งที่พระเดชพระคุณอาจารย์ใช้อ้างอิงอยู่เสมอนั่นคือ พจนานุกรม, สารานุกรม และ Encyclopedia ฉบับต่างๆ

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่าเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นการสมาสคำสันสกฤต 2 คำเข้าด้วยกัน นั่นคือ คำว่า “เศรษฐ” กับคำว่า “ศาสตร์” คำว่า “เศรษฐ” หรือ “เศรษฐ์” เป็นคำวิเศษณ์มีความหมายว่า ดีเลิศ, ดีที่สุด, ยอดเยี่ยม, ประเสริฐ ส่วนคำว่า “ศาสตร์” หรือ “ศาสตร” เป็นคำนามมีความหมายว่า ระบบวิชาความรู้, มักใช้ประกอบหลังคําอื่น เช่น วิทยาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, มนุษยศาสตร์ ดังนั้นเมื่อรวมความหมายของทั้ง 2 คำเข้าด้วยกันก็จะได้ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่า ระบบวิชาความรู้อันประเสริฐ ระบบวิชาความรู้ที่ดีเลิศ ระบบวิชาความรู้ที่ดีที่สุด

การให้คำจำกัดความเช่นนี้เท่านั้นก็ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นผมจึงต้องขออธิบายขยายความของการแปลความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ในแบบนี้ตามแนวทางที่ได้เคยร่ำเรียนมาทั้งในรูปแบบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยมตะวันตก และในแบบของเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ เศรษฐกิจพอเพียง และเศรษฐศาสตร์ตามแนวคิดแบบโลกตะวันออก 

ที่ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นระบบวิชาความรู้อันประเสริฐนั้นเพราะอะไร เพราะเศรษฐศาสตร์ศึกษา ค้นคว้า ร่ำเรียนกระบวนการที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ นั่นคือ “กระบวนการตัดสินใจ” สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาอย่างต่อเนื่องกันมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มีเพียงสิ่งเดียวนั่นคือ กระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ กระบวนการตัดสินใจภายใต้เหตุผล และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการปฏิบัติในกิจกรรมต่างๆ ของคนเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ และการนำเอาความรู้เหล่านี้เข้ามาประมวล เข้ามาเรียบเรียงเป็นแบบจำลอง เป็นข้อสังเกต เป็นหลักการ เป็นทฤษฎี เป็นกฏเกณฑ์ เพื่อให้ในการคาดการณ์สิ่งต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อๆ ไปในอนาคต

การเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นการเรียนรู้พฤติกรรม กลไก และกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในทางความนึกคิดในรูปแบบที่เป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรม ความเป็นนามธรรมทำให้เศรษฐศาสตร์แตกต่างจากแพทย์ ที่เรียนกระบวนการตัดสินใจ เรียนรู้กระบวนการรับรู้ และตอบโต้ของมนุษย์ที่เป็นแบบรูปธรรมเพียงด้านเดียว เช่น แพทย์ต้องเรียนรู้ว่าเมื่อมีแรงกดดันมากระทบที่ผิวหนัง มีสารเคมีมากระทบที่ลิ้น มีแสงมาตกกระทบที่ดวงตา มีคลื่นเสียงสั่นสะเทือนมากระทบที่หู แล้วสิ่งเหล่านี้ส่งผ่านำปให้ระบบประสาทอย่างไร เปลี่ยนแรงเหล่านี้ให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าส่งต่อไปให้สมองผ่านทางอวัยวะไหน สมองส่วนใน ส่วนกลาง ส่วนนอก ส่วนใดทำหน้าที่แปลความหมาย ส่วนใดทำหน้าที่สั่งงานให้อวัยวะของร่างกายโต้ตอบกลับสิ่งเร้าเหล่านี้อย่างไร เอนไซม์ต่างๆ สารเคมีในร่างกายต่างๆ ความผิดปกติของอวัยวะส่วนต่างๆ จะมีผลอย่างไรต่อพฤติกรรม และการตัดสินใจของมนุษย์ 

เศรษฐศาสตร์ไม่ได้เรียนเรื่องต่างๆ เหล่านี้เลย และเราเรียนกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในรูปแบบอื่นๆ ในทางเหตุผล ที่บางครั้งเป็นนามธรรม แล้วใช้เครื่องมือของศาสตร์ต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ตรรกศาสตร์ ฯลฯ เขามาเป็นเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมในการอธิบาย ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงไม่ได้ถูกจัดอยู่ทั้งในกลุ่มศิลปศาสตร์ที่เน้นไปในการศึกษาสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ได้ถูกจัดเป็นวิทยาศาสตร์ที่เน้นศึกษาสิ่งที่เป็นรูปธรรม หากแต่เป็นวิชาในกลุ่มสังคมศาสตร์ (Social Science) ซึ่งใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม มาอธิบายระบบความคิดของมนุษย์ที่เป็นนามธรรม เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษย์เป็นไปได้อย่างเป็นปกติสุข

                สำหรับกระบวนการคิดของนักเศรษฐศาสตร์ ระบบวิธีการคิดของพวกเขาเป็นอย่างไร เหตุใดนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทุนนิยมตะวันตก จึงพิจารณาเรื่องเดียวกัน แต่ได้ผลลัพธ์ หรือได้ข้อเสนอแนะต่อสังคมที่แตกต่างไปจากแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวคิดทางตะวันออก เช่น เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ผมจะมาพยายามอธิบายต่อในบทความชิ้นหน้า 

เอกสารอ้างอิง 

Robbins, Lionel (1945). An Essay on the Nature and Significance of Economic Science. London: Macmillan and Co., Limited. , p. 16

Wikipedia (2008). Economics. (http://en.wikipedia.org/wiki/Economics) [Accessed: 12/06/2008].

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2531). เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (Buddhist Economics).ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 (2551) กรุงเทพฯ: พิมพ์สวย, หน้า ข.

ราชบัณฑิตยสถาน (2542). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. (http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp) [Accessed: 12/06/2008].

หอการค้าไทย (2550). เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย piti31

 

กลับไปที่ www.oknation.net