วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Thai Watch Dog ...พันธุ์แท้หรือกลายพันธุ์ ?


 คุณคิดว่า "WATCH DOG" ไทยแท้สักกี่ %?

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าใครจะคิดยังไง  ผมคิดง่าย ๆ ของผมอย่างเนี้ย คิดแบบคนเพิ่งตื่นจากความฝันมาเจอความจริง”  ความจริงที่ไม่ค่อยจะซ้อนกัน  ความจริงที่ไปคนละทาง  ความจริงที่แม้แต่ประชาชนในประเทศยังสับสน  สับสนเพราะเบื่อการช่วงชิงที่เข้าลักษณะ  “ได้ทีมีขี่แพะไล่” และ “ยืมปากคนอื่นมาพูด”  พอฝ่ายหนึ่งเห็นอีกฝ่ายเพี่ยงพล้ำ  ก็ดับเครื่องชน  จนอีกฝ่ายเกือบไม่เหลือชิ้นดีหรือที่เหลือก็ขาดรุ่งริ่ง  แม้ว่าทั้งคู่ก็ล้วนแต่จะบอบช้ำ มิหน้ำซ้ำก็ชอกช้ำไปถึงมวลชนของเขา ซึ่งความจริงก็คนไทยเรานี่เอง

บ่นไปซะเยอะ  บ่นเพราะรำคาญ  มันอัดอั้นครับ  สังคมที่ปัจจุบันมีแต่ความพร่ามัว  ไร้ความชัดเจน  ไม่มีขาว  ไม่มีดำ  มีแต่เทา ๆ ทุกอย่างคลุมเคลือ  ความจริง  100  เปอร์เซ็นต์ ไม่ถูกนำเสนออย่างเป็นกิจจะลักษณะ  อย่างเป็นทางการต่อประชาชนทั้งประเทศ  ปล่อยให้มันเป็นที่รู้เฉพาะกลุ่ม  กลุ่มที่ว่าก็แค่กลุ่มเป้าหมาย  กลุ่มนอกบังคับ  กลุ่มที่ดื้อแพ่ง  กลุ่มที่ไม่สนแล้ว  ขอแค่ผู้นำพูดเขาก็พร้อมจะเชื่อ  เชื่อโดยสนิท  ลืมคิด ลืมทำความเข้าใจถึงมูลเหตุจูงใจที่ผู้นำกำลังแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ  ผ่านสื่อคนละฉบับ  ละจำพวก  ทั้ง ๆ ที่ สิ่งที่ดีที่สุด  คือ การเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วต่อประชาชน  อย่างเป็นธรรมกับทุกกลุ่มการเมือง และเมื่อความเข้าใจถูกทำให้ตรงกัน คำถามที่ว่า  แล้วประชาชนอย่างเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านั้น  ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ  เป่านกหวีดแค่ค่อย ๆ ลุกฮือกันมาทั้งประเทศ  นี่แหละอำนาจอยู่ที่ประชาชน  ประชาชนที่รู้ถึงหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่ว่า ข้อเท็จจริงต้องยุติ  ไม่ได้หมายความว่า  ยุติเฉพาะกลุ่ม  หากแต่ต้องยุติตรงกันทั้งประเทศ  เพราะหากยังเคลือบคลุม  ก็ไม่มีทางที่ประเทศชาติจะเดินไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพอย่างแท้จริง  รังแต่จะก่อปัญหา  พาไปสู่ความแตกแยกทางความคิดและการกระทำอยู่ร่ำไป  ไม่มีวันจบสิ้น  แล้วอย่างนี้ ใครบ้างละที่จะรับผิดชอบ

นั่นไง จำเลยที่ 1 ที่ผมต้องฟ้องต่อประชาชน คือผู้ส่งสาร ซึ่งก็คือ  บรรดาสื่อสารมวลชนกระแสหลัก (โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลในระดับกว้าง  ครอบคลุมและผูกขาดข้อมูลคนทั้งประเทศ)  ที่นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่จริงใจ คือ ไม่กล้านำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา  ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มัวแต่ play safe และไม่จริงจัง คือ ไม่แสดงให้ประชาชนเห็นว่า  ฝ่ายไหน  ข้างใดกระทำการอย่างไร  อะไรดีอะไรชั่วช้า  พูดง่าย ๆ ก็คือ นำเสนอประวัติความเป็นมา  เหตุการณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องอย่างเชื่อมโยง เพื่อตบหน้าใครก็ตามที่กำลังโกหกคำโตต่อประชาชน  ตอกย้ำให้ชัดว่า  ประชาชนกำลังถูกหลอก  โดยผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อคำพูดในอดีตของตน(คนสาระเลว)

ผมเห็นว่า  หากสื่อทำได้เพียงเท่านี้  จริงจังและจริงใจต่อข้อเท็จจริงที่มีตรรกะอยู่ในตัวแล้ว  ไม่มีทางที่ประชาชน  ทหาร  ตำรวจที่เป็นกลางพอ  จะไม่ยืนอยู่ข้าง ๆ และโอบอุ้มเพื่อให้สื่อเหล่านั้นคงอยู่และเคียงข้างประชาชน  เพื่อตรวจจับความจริงที่เกิดขึ้นจากแกนนำกลุ่มเด็กเลี้ยงแกะทั้งหลาย  ทำให้เป็นบรรทัดฐานไว้เลยว่า  ใครก็ตามมีรายได้เป็นภาษีจากประชาชนโกหกเขา  คนเหล่านั้นจะถูกแบนด์ออกจากสังคม  ไร้ความน่าเชื่อถือไปเอง เท่ากับว่า สื่อเราได้ทำหน้าที่ลงทัณฑ์คนสาระเลวเหล่านี้ตามกฎแห่งวิถีประชาธรรมแล้ว

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อให้รู้ว่า ปัญหาการเมือง ณ ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งคือ ความกล้าหาญทางสัจจะของผู้ส่งสารและสื่อสารนี้นี่แหละที่ยังไม่เพียงพอ 

อย่างว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน  เถียงได้คนละมุม  ทั้งที่ความจริง  ถ้ามองอย่างใจเป็นกลางแล้ว  อีกมุมที่เขาพยายามกระพือออกมาไร้สาระ(สาระเลว)สิ้นดี  ใครเคยดูรายการ คนหัวหมอ ทางช่อง 3 จะพอเข้าใจ  ฝ่ายหนึ่งอ้างข้อเท็จจริงเพียงครึ่ง  ผลทางกฎหมายเป็นอย่างหนึ่ง  แต่พอข้อเท็จจริงยุติแล้วจากอีกฝ่าย  ผลทางกฎหมายกลับชัดเจนและเป็นที่น่าเชื่อถือตามตรรกะของความยุติธรรมเพราะมันไปเข้าข้อยกเว้น เทียบเคียงให้เห็นอย่างนี้

1.ประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน  ผู้แทนปวงชนต้องมาจากการเลือกตั้ง(ฐานความชอบธรรม) ที่สุจริต  โปร่งใสและเที่ยงธรรม  เป็นการปกครองโดยกฎหมาย (กฎหมายออกโดยประชาชนหรืออย่างน้อยต้องออกโดยผู้แทนปวงชน) เป็นการปกครองโดยเสียงข้างมากและเคารพสิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อย นี่เป็นทฤษฎี

หากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็จะมีอำนาจและความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะคณะรัฐบาล เว้นแต่ การเข้าสู่อำนาจเป็นไปโดยไม่สุจริต  โปร่งใสและเที่ยงธรรม นี่เป็นหลักกฎหมาย  

ผู้แทนปวงชนในฐานะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในฐานะรัฐมนตรี มีส่วนรู้เห็นในการซื้อสิทธิขายเสียง และพรรคก็ไม่คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าประโยชน์ส่วนใหญ่ตกแก่พรรค เป็นผลให้ตนได้รับเลือกตั้งเข้ามา นี่เป็นข้อเท็จจริง

ฝ่ายรัฐบาล อ้างเพียงว่า ผมมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาโดยวิธีการที่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ  จะให้พวกที่มาเย้ว ๆ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ มาขับไล่ตน ทำได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับไปว่า ใช่คุณมาจากการเลือกตั้ง คุณมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ  มองแค่นี้ก็ถูกแต่เพียงครึ่งเดียว

ถ้าถามต่อว่า การเลือกตั้งของคุณ มีความชอบธรรมไหม อันนี้ก็ต้องมองต่อว่า คุณซื้อเสียงเข้ามาใช่ไหม คุณมาโดยโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรมแค่ไหน  ถ้าใช่ อำนาจที่ว่าก็หมดความชอบธรรม อันนี้เท่ากับว่า คุณเองได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยแล้ว  จะอ้างว่าผมเป็นประชาธิปไตย ก็ไร้ความหมาย  แล้วอย่างนี้มันจะผิดตรงไหน ที่ประชาชนเจ้าของอำนาจจะออกมาขับไล่ คนที่มีอำนาจแต่ขาดความชอบธรรม

2.อดีตนายกรัฐมนตรี  ถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจ โดยกล่าวอ้างเหตุข้อหนึ่งว่า  ทุจริต คอรัปชั่น นี่ข้อเท็จจริง

มันผู้ใดทุจริต คอรัปชั่นมัน มันผู้นั้นไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย เว้นแต่ มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มันผู้นั้นทุจริต คอรัปชั่น   นี่เป็นข้อกฎหมาย

ฝ่ายรัฐบาล อ้างว่า จะเอาผิดกับเขาได้อย่างไร ก็ในเมื่อศาลยังไม่ตัดสิน การกระทำของเขาไม่ผิด เขาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอยู่ดี ๆ มาถูกรถถังยึดอำนาจ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ไม่มีใบเสร็จ ใช้วิชามาร เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง แทรกแซงสื่อมวลชน องค์กรอิสระ

ด้วยความเคารพ คำพิพากษาของศาลเป็นเพียงหลักฐานยืนยันความถูกผิดตามกฎหมาย หากแต่ว่าความดีชั่วของคน ความถูกผิดตามความเป็นจริง มันถูกแสดงออกให้เห็นได้ด้วยการการคิด การพูดและกระทำ  แม้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดออกมาว่า  อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริต คอรัปชั่น นายกรัฐมนตรีก็ควรลงโทษตัวเองและแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ใช้มาพูดพล่อยว่า ตนยังไม่ผิด

3.ด้วยคำพิพากษาของศาลโลก  ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชาตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำ ทั้ง ๆ ที่ หากมองตามหลักเขตแดนธรรมชาติ โดยใช้สันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนประเทศไทย  นี่เป็นข้อเท็จจริง

ฝ่ายรัฐบาล อ้างว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวของกัมพูชา ไม่มีผลให้ประเทศไทยเสียดินแดนพื้นที่ทับซ้อน การเข้าไปจัดการของกระทรวงต่างประเทศนี่แหละทำให้ประเทศไทยไม่เสียสิทธิ หากไม่ทำอะไรเลย ประเทศไทยเสียดินแดนตามแผนที่ของกัมพูชาแน่  รวมทั้งข้าราชการผู้มีอำนาจในบังคับบัญชาของรัฐบาล ก็ออกมาให้การยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยไม่เสียดินแดน

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตอกกลับว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวของกัมพูชา เป็นเงื่อนไขหนึ่งในข้อตกลงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ที่เราถือว่าเป็นดินแดนของประเทศ และกำลังจะถูกคณะกรรมการ 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการ รวมทั้งสงสัยในการรีบเร่ง ให้ความเห็นชอบรัฐบาลกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง

ทำไมจึงเกิดปัญหาเหล่านี้  คุณพอเข้าใจไหม ประชาชนเจ้าของประเทศจะเข้าใจความจริงได้อย่างไร  ผมขอเสนอแนะวิธีคิดง่าย ๆ สำหรับ ปัญหาความกล้าหาญทางสัจจะ  ในเมื่อสื่อมวลชนบ้านเรายังเป็นง่อย ไร้เงาของสุนัขเฝ้าบ้านอย่างภาพข้างล่างนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการเรียกร้องให้มีการตั้งคนกลางที่ถูกยอมรับจากทุกฝ่าย ทุกกล่มการเมืองรวมทั้งประชาชน คล้าย ๆ อนุญาโตตุลาการ เข้ามาทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริง  ชี้มูลความผิดและอธิบายความจริงสู่ประชาชนว่า  กรณีนี้ใครกันแน่ที่โกหก  โกหกมากน้อยเพียงไร  แล้วประชาชนเจ้าของประเทศจะเป็นผู้ตัดสิน  วางดุลพินิจในการลงโทษและกระทำอารยขัดขืนต่อคนเหล่านี้ไปเอง  ซึ่งหากคนพวกนั้นทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือและไว้วางใจแล้ว คำแรกที่โกหกไป ก็ไม่มีวันทำให้คนพวกนั้นกลับมายืนเสนอหน้าต่อประชาชนได้อีก

ผมขอวอน สุนัขเฝ้าบ้านทั้งหลายครับ หยุดให้โอกาส  คนโกหก ตลบแตลง กลับกลอก  ปากพล่อย ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติเถอะครับ  ก่อนที่มันจะเลวฝังรากลึกลงในสันดานคนใกล้ตัว มวลชนเคียงข้างและแม้กระทั่งพาลให้คุณไปโกหกเป็นลูกโซ่ต่อในฐานะที่เป็นสุนัขรับใช้นายชั่ว(โฉด)

                                                                                 ด้วยความปราถนาดี

                                                                                   -พ.ไพรพฤกษ์-
                                                                                 21 กรกฎาคม 2551

ปล.บางชื่อเรื่องที่ คิดได้
-วิถีประชาตบแสกหน้าผู้นำไร้สัจจะ
-โดยนำพาความสัตย์...จากสื่อ(กระแสหลัก)สู่มวลชน(คนถูกต้ม)
-ความกล้าหาญทางสัจจะของ "Watch dog"


ปล.อีกครั้ง ผมคิดมากไปหรือเปล่า ถ้าจะสรุปว่า ที่จ้ออยู่หน้าจอ พันธุ์ทางทั้งนั้น จะมีใครว่าอะไรไหมเอ่ย

ปล.ครั้งสุดท้าย ขอให้กำลังใจและคารวะสุนัขเฝ้าบ้านที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาตินำพาสิ่งดีงามมาสู่ประชาชน

ขอบคุณภาพดีดี จาก

http://farm4.static.flickr.com/3033/2486885352_38cd599cda.jpg?v=0
http://www.denisescicluna.com/images/photos/photo_ur_14.jpg
http://www.tarad.com/dogpartner/img-lib/spd_20070322161916_b.jpg
http://suga.exteen.com/images/DOG/pitbull.jpg
http://www.petnutritioncenter.com/images/dog_profile7.jpg

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net