วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

The Imperfectionist


คือความงามของสรรพสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ไม่คงทนถาวร และไม่เสร็จสมบูรณ์
คือความงามของสรรพสิ่งที่สงบเสงี่ยมและอ่อนน้อม
คือความงามของสรรพสิ่งที่ไม่ยึดติดในคติแบบแผน

วะบิ-ซะบิ สำหรับศิลปิน นักออกแบบ กวี & ปรัชญา โดย เลนนาร์ด โคเรน



สิ่งแรกที่สะดุดตาของฉันเมื่อก้าวเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ก็คือ ภาพกิ่งก้านของไม้ใหญ่ที่แตกยอดขึ้นมาจากผืนดินชั้นล่างสุด และโผล่ขึ้นมาแผ่ขยายคลุมพื้นที่ชั้นบนสุดของตึกสามชั้นย่านเอกมัย มันดูลงตัว ร่มรื่น และแปลกตา

ความคิดแรกที่แวบเข้ามาคือ

วะบิ-ซะบิ

ถ้าอยากรู้ว่าปรัชญาแห่งวะบิ-ซะบิ คืออะไร
โปรดย้อนกลับไปดูที่คำอธิบายความข้างต้นอีกครั้ง

แต่ถ้ายังเข้าใจยากอยู่
"ความงามของตำหนิ" คือคำที่ปราบดา หยุ่นเลือกใช้

เอาให้เห็นชัด เขายกตัวอย่างรั้วบ้านที่ถูกเจาะเป็นช่อง เพื่อให้กิ่งไม้ได้ทิ่มลอดออกมาจากรูเหล่านั้น และเติบโตไปตามทางของมันได้ แทนที่จะต้องถูกตัดทิ้ง

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือหินก้อนใหญ่มันวาวที่ฝังอยู่กลางพื้นดินปูกระเบื้อง หน้าพิพิธภัณฑ์เล็กๆในตรอกหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เห็นชัดว่าผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์จงใจที่จะปูกระเบื้องเลี่ยงหินก้อนนี้ (จากคำนำของหนังสือเล่มเดิม)

การเป็นสิ่งก่อสร้างที่เคารพในความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติ โดยน้อมรับความเป็นจริงที่ธรรมชาติให้มา และมองเห็นความงามในรอยตำหนิรอบๆตัวที่มนุษย์ไม่ได้สร้างและ/หรือไม่อาจสร้างขึ้นได้เองนั้น คือคุณสมบัติของวะบิ-ซะบิ

และที่นี่ ช่องว่างตรงกลางของตึกสามชั้นนี้ ราวกับจะถูกออกแบบไว้เพื่อเว้นที่ให้ไม้ใหญ่นี้ได้ชูกิ่งก้านสาขาขึ้นมา ทำให้ที่แห่งนี้ดูแปลกตา ไม่เหมือนกับกล่องมหึมาอื่นๆที่เรียงรายอยู่ทั่ว

“คนที่นี่เขาอยู่กันอย่างนี้เหรอเนี่ย”

คำว่าคนที่นี่นั้น ฉันหมายถึงนิตยสารสามหัว ที่มีกองบัญชาการอยู่บนชั้นสามของตึกนี้ เชื่อได้ว่าคนที่นี่ จะต้องมีอะไรในตัวที่มันไม่ธรรมดาแน่ๆ ก็แค่ที่ตั้งของออฟฟิศยังดูล้ำถึงขนาดที่มีต้นไม้งอกขึ้นมากลางตึก จนกระทั่งสามารถแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาให้แก่ผู้มาเยือนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ยาวๆตัวนี้ได้อิงอาศัย

ฉันมองรอบๆแล้วก็บอกตัวเองว่า ...สวยจัง

ไม่คิดไม่ฝันว่า หลังจากนั้นไม่ถึงปี ฉันจะได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตที่นี่อีกครั้ง เมื่อได้มีโอกาสฝึกงานกับนิตยสารหนึ่งในสามหัวที่อยู่บนตึกนี้ และฉันก็ได้มองต้นไม้ต้นนี้ทุกวันตลอดสามเดือน แต่แค่นั้นยังไม่พอหรอก เพราะตลอดสามเดือนฉันยังได้เรียนรู้ที่จะอ่อนน้อม และยอมรับเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันกับไม้ใหญ่ต้นนี้ด้วย

“โอ๊ย!” ต้นไม้คงไม่ได้ตั้งใจจะแกล้ง แต่เพื่อนฉันต่างหากที่ไปนั่งผิดที่เอง จึงต้องเอาศีรษะงามๆรับกิ่งไม้แห้งที่หลุดออกจากต้นเข้าไปเต็มๆ แล้วก็ได้แต่คลำหัวป้อยๆอยู่อย่างนั้น

เวลาเที่ยงๆถึงบ่ายๆเป็นเวลาลุ้นแจ็คพอตแตก ว่าใครจะได้รับแจกของขวัญชิ้นนี้บ้าง วงประชุมใต้ต้นไม้เริ่มเหลือบสายตาขึ้นด้านบนอย่างระแวดระวัง เพราะถ้าเจ้าตัวมีปีกสีเทาๆ จะงอยปากสีดำๆ มันเริ่มสะบัดก้นอยู่ตรงหัวใครแล้วล่ะก็ ระเบิดของขวัญก็มักจะลงมาที่ตรงนั้น เล่นเอาวงสนทนาแตกอยู่บ่อยครั้ง

ยามเย็นเป็นช่วงเวลาที่แสนสวย เมื่อท้องฟ้าสีส้มอมครามส่งผ่านลอดม่านใบไม้มาสู่สายตา ในเวลาอย่างนั้น ฉันมักจะนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ แหงนหน้าวางศีรษะไว้บนพนักพิงเตี้ยๆ ปล่อยบรรยากาศโอบอุ้มความคิดและเหตุผลทั้งมวลไว้ แล้วนั่งปล่อยใจมองฟ้า หลายต่อหลายครั้งแทบจะลืมไปว่ากำลังนั่งอยู่หน้าออฟฟิศ

คืนสุดท้ายของชีวิตเด็กฝึกงาน ฉันแขวนตัวเองไว้ที่ออฟฟิศทั้งคืนเพื่อจัดการงานให้ลุล่วง ตีห้ากว่าๆ ฉันออกมานอนเล่นที่ม้านั่งตัวนี้ แล้วมองลอดเงาสลัวลางของใบไม้ขึ้นไปให้ได้เห็นท้องฟ้าสว่างคาตา เพื่อเก็บบรรยากาศในทุกช่วงเวลาของใต้ร่มไม้นี้ไว้จดจำ

ตัวตึกที่รูปทรงไม่ได้เก๋ไก๋อะไรมากมาย แต่ต้นไม้ที่แทรกอยู่ตรงกลางทำให้มันเป็นความงามที่มีมิติ ไม่ใช่เพียงความงามทางสายตาที่ยากจะหาข้อสรุป แต่มันคือความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และความงดงามของศิลปะแห่งการอยู่ร่วมต่างหากที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

นั่นคือ ประสบการณ์ที่ฉันได้รู้สึกถึงวะบิ-ซะบิ มันไม่ใช่เรื่องของสิ่งปลูกสร้างราคาแพง หรือความสมบูรณ์แบบที่จัดสรรขึ้น แต่มันคือความเรียบง่าย ความไม่สมบูรณ์ ความที่ไม่อาจทำซ้ำ ความไม่แน่นอน และความมีชีวิตชีวาของมันต่างหากล้ำค่า

ไม่แปลก ที่ฉันรักที่นี่
เพราะที่ตรงนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่า
สิ่งมหัศจรรย์ได้โอบกอดฉันไว้
 




เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา -- เรื่อง

โดย เสี้ยว

 

กลับไปที่ www.oknation.net