วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... Planet X จากปริศนาอารยธรรมและคัมภีร์ สู่การค้นหา


THE PLANET X

                                              การค้นหาอันยาวนานของนักดาราศาสตร์                                   .

ปี 1841 John Couch Adams ตั้งข้อสีงเกตุเกี่ยวกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวยูเรนัส ว่าน่าจะเกิดจากปฏิกิริยากับแรงดึงดูดของบางสิ่งที่อยู่ในระยะใกล้เคียง จึงเป็นผลให้เกิดการค้นคว้าหาคำตอบในเรื่งนี้ต่อๆมา

ปี 1845 Urbain Le Verrier เชื่อว่าการการโคจรแปลกๆของดาวยูเรนัสนี้ต้องเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราห์ดวงอื่น ในที่สุดก็มีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่แปดคือ Napjune แต่เขาก็ยังไม่วายเลิกสงสัยว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่มีอิทธิพลกับดางยูเรนัส แล้วในเดือนตุลาคม จึงมีการค้นพบดวงจันทร์ขนาดยักษ์ที่เป็นดาวบริวารของ Napjune

ปี 1879 นักดาราศาสตร์ชื่อ Camille Flammarion ได้คำนวณเรื่องวงโคจรของดาวหางและอุกาบาต และลงความเห็นว่าต้องมีดาวเคราะห์อื่นที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูออกไป

ก่อนหน้านั้น เปอร์ซิวาล โลเวล ได้ศึกษาและค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่ยังไม่มีการค้นพบอย่างเงียบๆในรัฐอริโซนา เรียกการค้นคว้าของเขาว่า การค้นหา Planet X แม้เขาจะจับตำแหน่งดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีใครรู้จักได้หลายครั้ง แต่คิดกันว่าดาวที่โลเวลพบเป็นดาวพลูโตซึ่งถูกค้นพบในปี 1930

ดร.โทมัส ซี แวน แฟลนเดิร์น แห่งราชนาวีสหรัฐ ได้ยืนยันถึงการศึกษาของทางราชนาวี และให้สมมุติฐานว่าน่าจะมีดาวเคราห์อีกดวงที่อยู่ถัดไปจากดาวพลูโตครับ เป็นดาวขนาดค่อนข้างใหญ่

ปี 1982 เจ้าหน้าที่ขององค์การNASA ประกาศว่าค้นพบ "วัตถุลึกลับซึ่งคาดว่าจะเป็นดาวเคราะห์ในแถบบริเวณของดาวเคราะห์วงนอก" หนึ่งปีต่อมาหลังจากการยิงดาวเทียม IRAS (Infrared Astronomical Satellite) ขึ้นสู่วงโคจร และจับภาพวัตถุคล้ายดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ได้

อารยธรรมโบราณที่อาจจะโยงกับ Planet X

ภูมิปัญญาของมนุษย์เราไม่อาจจะดูหมิ่นได้เลย โดยในยุคก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ไร้เครื่องมือ เทคโนโลยีในการก่อสร้าง แต่กลับมีหลักฐานทางอารยธรรมอันน่าทึ่งหลายประการที่ยังปรากฎให้เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน อาทิ

อารยธรรมของชาวสุเมเรี่ยน (SUMERIANS)

เมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรี่ยนอันเป็นชนชาติโบราณ ที่อาศัยอยู่บริเวณดินแดนเมโสโปเตเมียในตะวันออกใกล้ ได้บันทึกความรุ่งเรืองของพวกตนให้อนุชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ โดยผ่านตัวอักษรที่เราเรียกกันว่า อักษรคิวนิฟอร์ม หรือ อักษรรูปลิ่ม แต่จนบัดนี้ นอกจากข้อสัณนิษฐานทางประวัติศาสตร์บางประการ นักวิชาการ ก็ยังไม่ทราบเลยว่าจู่ๆชนเผ่านี้โผล่มาจากไหน เรารู้แต่ว่า อารยธรรมสุเมเรี่ยนขั้นสูงโผล่ขึ้นมาบนโลกนี้แบบปุบปับ ชาวสุเมเรี่ยนจะแสวงหาพระเจ้าของพวกตนบนยอดเขาเสมอ และถ้าบริเวณใดไม่มีภูเขา ชาวสุเมเรี่ยนก็จะสร้างภูเขาเทียมขึ้นมา ดูราวกับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาก็ต้องได้ใกล้ชิดท้องฟ้า เพื่อติดต่อกับอะไรบางอย่างอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ความรู้ทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรี่ยน ก็จัดอยู่ในขั้นสูงมากจนไม่น่าเชื่อ และด้วยการพัฒนาหอดูดาว ทำให้พวกเขาสามารถคำนวณเวลาในการหมุนของดวงจันทร์ได้ ซึ่งผิดจากการคำนวณของนักดาราศาสตร์ปัจจุบัน ซึ่งใช้วิทยาศาสตร์ทันสมัยเข้าช่วยเพียง 0.4 วินาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ บนเทือกเขาคูยุนจิค (Kuyunjik) ได้มีผู้พบหลักฐานทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีตัวเลขเป็นผลลัพท์ทางการคำนวณถึง 15 หลัก ซึ่งแม้แต่ชาวกรีกโบราณที่ว่าปราดเปรื่อง ก็ยังคำนวณกันได้เพียง 10 หลักเท่านั้น ชาวสุเมเรี่ยนเค้าคำนวณหาอะไรกันครับ มันเป็นจำนวณของอะไรกันแน่ ทำไมมีตัวเลขตามหลังตั้ง 15 หลัก?

ในส่วนพระเจ้าของชาวสุเมเรี่ยน พระเจ้าของพวกเขาไม่ได้มีรูปร่างเป็นมนุษย์อย่างพระเจ้าของชาวกรีก ส่วนใหญ่จะเป็นสัญลักษณ์ซึ่งมันจะเกี่ยวพันกับดวงดาวอยู่เสมอ ดาวบางดวงมีดาวเล็กๆที่มีลักษณะเป็นดาวบริวารล้อมรอบ ที่แหล่งขุดค้นทางโบราณสถานบางแห่ง มีนักโบราณคดีขุดค้นพบภาพเขียนของคนมีรูปดาวอยู่บนศีรษะ บางภาพเป็นคนขี่ลูกบอล (ซึ่งน่าจะเป็นดาวเคราะห์ แล้วคนโบราณอย่างชาวสุเมเรี่ยนทำไมจึงวาดดาวเคราะห์เป็นรูปกลมๆม ไม่เป็นรูปแบนๆอย่างที่คนสมัยก่อนเชื่อกัน?) นอกจากนี้ ยังมีคนพบภาพที่มีลักษณะเหมือนโครงสร้างของอะตอม ที่มีการส่งรังสีอีกด้วย

จากหลักฐานบ่งบอกได้ว่าเขารู้เรื่องเกี่ยวกับดาว 12 ดวงในระบบสุริยะจักรวาลเป็นอย่างดี สามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับขนาด ส่วนประกอบ และตำแหน่งของดวงดาวแต่ละดวงได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แม้แต่ดาวเนปจูนและดาวพูลโตที่เพิ่งถูกค้นพบไม่ถึง 100 ปี แต่ชาวสุเมเรี่ยนได้พบมันก่อนชาวเราเสียตั้งหลายพันปี ในบันทึกยังบอกถึงดวงดาวที่เทพเจ้าของเขามาด้วย นักดาราศาสตร์เชื่อว่าคงจะเป็นกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) จะเห็นได้ชัดทางซีกโลกใต้ ชาวสุเมเรี่ยนเรียกดาวดวงนี้ว่า "มาร์คัด" ซึ่งหมายถึงพระเจ้านั่นเอง

ชนเผ่ามายา (MAYAS)

ชาวมายา ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนยูคาทาน ในเม็กซิโกและกัวเตมาลาในราวศตวรรษที่ 3-16 ก่อนคริสตกาล นับเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความก้าวหน้าล้ำยุค คือมีความเป็นเลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ สิ่งที่ชาวมายาคิดค้นได้ก็คือ ปฏิทินและการคำนวณที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ซึ่งปฏิทินของชาวมายาใช้ในระยะวงโคจร 5000 ปี และวงโคจรที่ใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด จะจบลงในวันที่ 24 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2554 (ซึ่งตามความเชื่อของชาวมายาก็คือ พระเจ้า ของพวกเขาจะเสด็จกลับลงมายังโลกนี้อีกครั้ง

ชาวมายาดูจะมีความผูกพันคุ้นเคยกับดาวศุกร์เป็นพิเศษ พวกเขาสามารถคำนวณว่า ปีบนดาวศุกร์มีจำนวณ 584 วัน และวันของโลกเรามี 365.2420 วัน ซึ่งตามการคำนวณในปัจจุบันปรากฏว่า มี 365.2422 วัน

ในเมือง Chichen มีผู้พบหอดูดาวที่ชาวมายาได้สร้างขึ้น นอกจากนี้ชาวมายายังได้คำนวณปฏิทิน ซึ่งสามารถใช้ต่อเนื่องไปในเวลาข้างหน้าถึง 64 ล้านปี การคำนวณวงโคจร การหมุนรอบตัวเอง วันเวลา และแรงกระทำจากดาวศุกร์เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

ในเมือง Chichen มีผู้พบหอดูดาวที่ชาวมายาได้สร้างขึ้น นอกจากนี้ชาวมายายังได้คำนวณปฏิทิน ซึ่งสามารถใช้ต่อเนื่องไปในเวลาข้างหน้าถึง 64 ล้านปี การคำนวณวงโคจร การหมุนรอบตัวเอง วันเวลา และแรงกระทำจากดาวศุกร์เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

ปิระมิดของชาวมายาแห่งหนึ่งชื่อ เอล คัสติลโล ที่เมือง Chichen เม็กซิโก สถานที่นี้ได้ถูกสร้างขึ้นตามปฏิทินของชาวมายา แต่ละด้านของปิระมิดมีบันได 91 ขั้น รวมกันได้ 364 และถ้าจะนับฐานบนด้วยอีกอันหนึ่ง ก็จะได้ 365 ขั้น ตรงกับวันบนโลกอย่างน่าประหลาด

มีบันทึกของชาวมายากล่าวไว้ว่า พวกเขาสร้างขึ้นตามประสงค์ของพระเจ้าด้วย มีภาพวาดภาพหนึ่งในเมืองโคปัน ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงเอามากๆของชนเผ่ามายา เพราะภาพดังกล่าวมีลักษณะคล้ายมนุษย์อวกาศกำลังบังคับยานอวกาศอยู่ มีอุปกรณ์หน้าปัทม์ คันบังคับครบครัน

อารยธรรมของชาวอินคา (INCAS)

อารยธรรมอินคาเกิดขึ้นราวๆ 2500 ปีก่อนคริสตกาลในบริเวณที่เป็นทวีปอเมริกาใต้ ชาวอินคามีความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมสมัยใหม่จนเหลือเชื่อ มีระบบการปกครอง การทหาร ที่ก้าวหน้าเป็นปึกแผ่น เป็นพวกที่รู้จักใช้เครื่องมืออันทำมาจากทองสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง รู้จักสร้างท่อระบายน้ำ รางส่งน้ำแบบดีเยี่ยม มีการสร้างถนนอย่างเป็นระบบ มีปราสาทราชวังและป้อมปราการ ขัดกับความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินคาเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับชาวมายาชาวอินคาไม่เคยใช้ล้อเลื่อนหรือพาหนะที่มีล้อ จากหลักฐานที่พบคือ ชาวอินคาใช้กำลังคนในการลากหรือยกวัตถุต่างๆ ไม่มีตัวอักษรใช้ มีแต่ใช้เส้นลวดที่มีขีดหรือจุด เอาไว้เป็นเครื่องมือช่วยจำ และส่วนมากจะใช้บันทึกสถิติต่างๆที่ใช้ในราชการเท่านั้น

ชาวอินคานับถือกษัตริย์เป็นเทพสมมุติ พวกเขาเชื่อกันว่า พระองค์เสด็จลงมาจากดวงอาทิตย์ และชาวอินคาถือเป็นบุตรหลานแห่งสุริยเทพ บนยอดวิหารที่ชาวอินคาสร้างขึ้น นักโบราณคดีได้พบรูปปั้นของเทพเจ้าผู้สร้างโลก ซึ่งแต่งกายเป็นมนุษย์ธรรมดา มีนามว่า "วีราโคชา" (VIRAQOCHA) ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล พระองค์เป็นผู้สนใจในกิจกรรมต่างๆของมนุษย์เป็นที่สุดด้วย

บนที่ราบนาซก้า (NAZCA) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเปรู ถนนเหล่านี้บางสายขนานกันอย่างดีเยี่ยม บางสายไปจบลงกลางสนามเหมือนรันเวย์ของสนามบิน ซึ่งรอยเหล่านี้ ถ้ามองจากพื้นดินแล้ว ก็จะไม่อาจสังเกตสัญลักษณ์บางอย่างได้ เว้นแต่จะมองลงมาจากบนฟ้าเท่านั้น แต่เมื่อหลายพันปีก่อน ยังไม่มีเครื่องบินหรืออากาศยานใดๆใช้กันเลย สัญลักษณ์ที่เห็นใหญ่โตมาก เป็นรูปวงกลม เส้นตรง บางเส้นยาวออกไปเป็นไมล์ๆ บางทีก็เป็นรูปที่คล้ายสัตว์ต่างๆ อาทิ เช่น ปลาวาฬ นก และแมงมุม รวมทั้งรูปร่างมนุษย์สวมหมวกคลุม ภาพที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 300 หลา

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ ดร. มาเรีย ริชเช่ ซึ่งทำการศึกษาร่องรอยบนที่ราบนาซก้านี้อย่างละเอียด ได้ให้ความเห็นว่า มันเป็นรอยที่เก่าแก่กว่าอารยธรรมอินคา และสร้างขึ้นโดยชนชาติใดก็ไม่ปรากฏ ชาวอินคาเองจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้

บนที่ราบนาซก้า (NAZCA) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเปรู ถนนเหล่านี้บางสายขนานกันอย่างดีเยี่ยม บางสายไปจบลงกลางสนามเหมือนรันเวย์ของสนามบิน ซึ่งรอยเหล่านี้ ถ้ามองจากพื้นดินแล้ว ก็จะไม่อาจสังเกตสัญลักษณ์บางอย่างได้ เว้นแต่จะมองลงมาจากบนฟ้าเท่านั้น แต่เมื่อหลายพันปีก่อน ยังไม่มีเครื่องบินหรืออากาศยานใดๆใช้กันเลย สัญลักษณ์ที่เห็นใหญ่โตมาก เป็นรูปวงกลม เส้นตรง บางเส้นยาวออกไปเป็นไมล์ๆ บางทีก็เป็นรูปที่คล้ายสัตว์ต่างๆ อาทิ เช่น ปลาวาฬ นก และแมงมุม รวมทั้งรูปร่างมนุษย์สวมหมวกคลุม ภาพที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 300 หลา

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ ดร. มาเรีย ริชเช่ ซึ่งทำการศึกษาร่องรอยบนที่ราบนาซก้านี้อย่างละเอียด ได้ให้ความเห็นว่า มันเป็นรอยที่เก่าแก่กว่าอารยธรรมอินคา และสร้างขึ้นโดยชนชาติใดก็ไม่ปรากฏ ชาวอินคาเองจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้

                                                          เรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิล

(กรุณาอ่านตอนจบหลัง 6 โมงเย็นค่ะ ขออภัยต้องไปธุระข้างนอกนะคะ)

อ้างอิง:
1)
 http://www.ict.mbu.ac.th
2) http://www.astroschool.in.th
3) http://members.thai.net

ขอบคุณที่มาอ่าน และแสดงความคิดเห็นค่ะ

ปิรันญ่า
22 กรกฎาคม 2551

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net