วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวนผักพอกินริมถนนสายบ้านบัว


สวนผักพอกินริมถนนสายบ้านบัว

สวนผักแปลงเล็ก  กว้างยาวราว ๑ งาน แปลงนั้น   แผ่ผืนอวดสายตาคนผ่านทางอยู่ริมถนน  ห่างออกมาไม่ไกลนักจากหมู่บ้าน  อีกฟากหนึ่งเป็นหนองน้ำใหญ่  ใครต่อใครต่างก็ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำแห่งนี้รวมถึง “สนใจ  ปัญญารัมย์” หรือ ”พี่เลิศ” เจ้าของสวนผักที่ว่า

      

                                

พี่เลิศ เป็นคนบ้านบัว  ต.บ้านบัว  อ.เมือง  จ.บุรีรัมย์  ทุกปีนอกจากทำนาไว้กินไว้ขาย และทำงานรับจ้างสารพัดแล้ว  เวลาส่วนหนึ่งของแกยังแบ่งมาทำสวนแปลงเล็ก ๆ บนที่ดินสาธารณะริมหนองน้ำใหญ่ท้ายหมู่บ้าน  พออาศัยได้เก็บกินไม่ต้องซื้อหาให้เปลืองเงิน

ทุก ๆ เย็นหลังสิ้นสุดจากภารกิจประจำวันอันล้าเหนื่อย  เจ้าของสวนวัย ๕๐ ต้น ๆ คนนี้ จะมาขลุกอยู่ในสวนเพื่อรดน้ำ ใส่ปุ๋ย  ดูแลพืชผักสวนครัวสารพัดที่ปลูกไว้  จนกว่าตะวันจะทิ้งดวงลับขอบฟ้านั่นแหละ  เขาถึงจะเข้าบ้านพร้อมกับเก็บผักอย่างละนิดละหน่อยติดมือกลับไปจิ้มน้ำพริกมื้อเย็น

“เอาไว้แบ่งญาติพี่น้อง ไม่ได้ขาย  ปลูกพอแต่ได้กิน”  แกพูดยิ้ม ๆ ถึงพืชผักหลายหลากที่ปลูกฝากดินไว้และตอนนี้กำลังงอกงาม   ก่อนจะเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งรับลมทุ่งเย็น ๆ ในเพิงหญ้าคาหลังเล็กใกล้ต้นจาน  หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการลงแรงทำสวนผักแห่งนี้

“ทำมา ๓ ปี กว่าแล้ว  ตอนแรกแถวนี้มีแต่ต้นสาบเสือ ไม่มีใครเขาทำอะไร ก็คิดว่าถ้าทำเป็นสวนไว้ปลูกผักกินเองน่าจะดี   เมื่อก่อนคนแถวนี้ก็ปลูกแต่ตอนหลังไม่ค่อยมีใครทำแล้ว” 

                               

หลังจากคิดเห็นเป็นเช่นนั้น พี่เลิศ ก็ไม่ลังเลที่จะลงมือ  แกเริ่มต้นด้วยการบอกกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านให้ทราบถึงความคิดที่จะทำสวนผัก  เนื่องจากพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่ดินสาธารณะ

และเมื่อไม่มีข้อข้องขัดอันใด  การบุกเบิกพื้นที่รกร้างริมถนนท้ายหมู่บ้านจึงเริ่มขึ้น  ซึ่งดอกผลจากความพยายามในครั้งนั้นของแก  ถึงตอนนี้ก็เบ่งบานกลายเป็นสวนแปลงเล็ก ที่เบียดเสียดไปด้วยพืชผักหลากชนิดดังที่เห็นอยู่ทุกวัน

“ปีนี้หนักพริกไปหน่อย แต่อย่างอื่นก็มีพอให้เก็บกินได้อยู่”  แกชี้ให้ดูพริกหลายสิบต้น  ที่กำลังอวดเม็ดสีเขียวสีแดงพราวไปทั่วทั้งสวน  ในขณะที่ริมรั้วกิ่งไผ่ บวบหอม ตำลึง และ ผักปัง กำลังเลื้อยทอดยอดอวบ รอให้เด็ดไปลวกจิ้มนำพริกได้ทุก ๆ วัน

กว่า ๒ ปี ที่ผ่านมา  นอกจากมีผักหญ้าไว้เจือจานญาติพี่น้องแล้ว  พี่เลิศ ยังบอกอีกด้วยว่า  ตัวเองได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับการทำเกษตรที่ไม่ต้องใช้สารเคมี  ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบำรุงดินหรือแม้แต่การหมักปุ๋ยชีวภาพเอาไว้ใช้เอง 

แต่เรื่องหนึ่งที่แกรู้สึกภูมิใจไม่น้อยไปกว่าการได้เห็นเห็นพืชผักในสวนตัวเองงอกงามก็คือ  การประยุกต์เอาวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว  มาทำเป็นเครื่องทุ่นแรง  นั่นก็คือ จักรยานปั่นน้ำ  อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้แกไม่ต้องหาบน้ำข้ามฟากมารดผักอีกต่อไป  

 “เอามาตั้งเมื่อ ๒ เดือนก่อน น้อง ๆ ในหมู่บ้านเขามาช่วยคิดช่วยทำ  ลำพังเราเองคงทำไม่ได้หรอก  เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์  จักรยานตัวนี้ช่วยทุ่นแรงได้เยอะ  จากแต่เดิมต้องหาบน้ำข้ามถนนวันละหลายสิบรอบ  แต่ตอนนี้แค่นั่งปั่นก็ดูดน้ำมาเก็บในถังไว้ใช้ได้แล้ว”  แกเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะขึ้นไปนั่งคร่อมจักรยานคันที่ว่าแล้วลงแรงปั่นให้ดู

ก่อนการสนทนาในช่วงเย็นย่ำจะปิดฉากลง พี่เลิศ อวดให้ฟังทิ้งท้ายอีกนิดหน่อยว่า  “มันเป็นเครื่องแรกของหมู่บ้าน หลายคนเห็นแล้วบอกว่าดี  ไม่เปลืองไฟเปลืองน้ำมัน  บางคนบอกว่าจะลองทำใช้ดูบ้าง”  แกยิ้มน้อย ๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอี้ยวตัวลงจากเครื่องทุ่นแรงสุดหวง แล้วก้าวอาด ๆ กลับไปยังกระท่อมหลังเล็ก พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังหย่อนตัวลงยังขอบฟ้าเบื้องไกล

                  

ม่านกลางคืนโรยตัวลงมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว  คืนนี้ผืนฟ้าประดับดาว  เทียนไขเล่มเล็กถูกจุดขึ้นเพื่อเชิญความมืดออกไป  ลมทุ่งยังคงโบยพลิ้วเป่าแสงเทียนไหววูบและหอบไอเย็นมาปะทะร่าง  ในความสงัดเงียบนั้นยินแต่เสียงแมงกลางคืนและกบเขียดระงมร้อง  กังวานก้องไปทั่วทั้งท้องทุ่ง  

                                                                                                               

 

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net