วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

* ภูเข้ จ.น่าน * ... ยอดเขาสูง บนเทือกหลวงพระบาง I


ทุกครั้งที่ฝนตก ชีพจรที่เท้าฉันจะเต้นระยับ  ด้วยหวังอยากจะแบกเป้เข้าป่า กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ ลอดเข้ามาในโสตประสาท .....ฉันกลับชอบเดินตากฝนในป่า

หนึ่งในป่าที่ฉันได้ไปเดินในหน้าฝน ที่ไม่ยักกะใช่ป่าใต้อย่างที่เคย กลับเป็นดินแดนเหนือค่อนไปติดชายแดนประเทศลาว  ภูเข้  ยอดเขาสูง ที่มียอดสูงสุด ติดอันดับ 5 ของยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 2079 ม.รทก.
(แต่ในวงสนทนาหมู่เพื่อนเดินป่า จะบอกว่า มียอดที่สูงติดอันดับกว่าภูเข้ อยู่ที่ จ.ตาก เผลอๆ จะสูงกว่าดอยหลวงเชียงดาว(อันดับ3)เสียอีก เพราะงั้นภูเข้น่าจะไปอยู่อันดับ 6 )

 


เช้าถึงตัวเมืองน่าน แวะไปหาอะไรรองท้องกันก่อน ที่ร้านเฮือนฮอม อันเป็นที่ตั้งของ น่านทัวร์ริ่ง ที่มีโต้โผใหญ่ชิ่อ สงกรานต์ หรือที่ใครต่อใครเรียกว่าพี่กานต์  แต่ป๋มเองก็ไม่เคยเจอตัวสักที แม้แต่คราวนี้ก็เช่นกัน  เจ้าตัวติดทริปไปเชียงรุ้ง(หล่ะมั้ง) แต่ป๋มจะไปภูเข้ให้ได้  เอางี้  พี่ไม่ต้องเตรียมไรให้  พวกเราเตรียมกันเอง ป๋มติดต่อคนนำทางเองก็ได้  หารถไปเองก็ได้ แง๊ ๆ ๆ   แต่ถ้าอะไรขาด ป๋มจะไปหยิบของพี่นะ ฮ่า ฮ่า

แวะกินข้าวเช้า เตรียมเสบียงเสร็จสรรพ  เราก็ไปกันต่อ จุดนัดหมาย รร.ตชด. 100 ปี ศรีสังวาลย์ อยู่ชายแดน อ.บ่อเกลือ ระยะทางร้อยกว่าโล แต่จากอ.เมืองน่าน ผ่านไปทางอ.ปัว เข้าภูคา ระหว่างทางขึ้นไปทาง อช.ดอยภูคา เข้าบ่อเกลือ เป็นถนนขึ้นเขาล้วนๆ ทางแคบ ระหว่างทางเจอฝนปรอยๆอีก  ป๋มเห็นใจพี่ยุทธ คนขับรถเลย ไหนจะอดนอนมาทั้งคืน แล้วจนสายป่านนี้ก็ไม่ได้นอนอีก แต่พี่ยุทธก็ซู๊ดย๋อด เจ๋งทั้งคนทั้งรถเลยเชียว 

ทางเข้าโรงเรียน ตชด. เป็นทางลูกรัง  โชคดีที่ฝนตกไม่มาก ทางเลยไม่เละนัก  แถมรถตู้พี่ยุทธ ยังเป็น 4WD ก็เลยหายห่วง  ....  สายมากแล้ว ที่เราไปถึงโรงเรียน ซึ่งพี่หมอ เป็นครูสอนที่นี่ด้วย เรียกว่าทำงานพัฒนาสารพัด งานใหญ่เฝ้ารับเสด็จฯ ยันงานเล็ก ดูแลเด็กที่ต้องมากินนอนที่โรงเรียน แล้ววันหยุดแบบนี้ นักเรียนกลับบ้านหมด พี่หมอก็ไปเที่ยวกับเราได้ แถมด้วยลูกหาบอีก 2 คน เป็น"ลัวะ"

เตรียมเสบียง เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดลุยเสร็จ เที่ยงแล้วนี่หว่า งั้นข้าวเที่ยงที่ซื้อมา ก็กินมันซะเลยแล้วกัน สุดท้ายยังไม่ทันเดิน ก็โซ้ยข้าวกันซะก่อน แล้วค่อยมาเรียงคิว เอ้ยเรียงแถวถ่ายรูป 5 5 5

พ่องูเอ๋ย...กินน้ำบ่อไหน

กินน้ำบ่อหน้า ป่าใครก็ป่ามัน

ถ่ายรูปเสร็จก็หันหลังกลับ เดินไปตามทางนั่นแหล่ะ ไม่ไกลนัก  ก็ตัดขึ้นทางชัน ทะลุออกไป ริมผืนนาขั้นบันได ฝนเริ่มโปรยละอองบางๆ แดดครึ้มๆ  ค่อยยังชั่วหน่อย เดินสบาย แม้ฟ้าจะไม่แจ่มใส


ข้าวในนาเขียวป๊าด ป๊าด เพิ่งลงปักดำไม่นาน  บางแห่ง ก็กำลังลงกล้ากันเลย เราเดินเลาะคันนา ไปตามทางดินเล็กๆ แล้วก็เป็นดินแดงเละๆ ด้วยน้ำฝนที่ตกลงมา ถ้าเป็นคันนาปกติคงไม่เท่าไหร่ แต่นี่มันเป็นไหล่เขา ที่พอจะวางเท้าเดินไปได้ ไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ ครั้นจะยึดต้นข้าว ก็ท่าจะแย่ 


"เดินกันดีๆ เน้อ ... ขืนลื่นไถลไปหล่ะก้อ เจอกันชายน้ำเลยนะ" พวกเราพูดเตือนๆ กันด้วยความขำขำ

"เฮ้ย  ถ้าใครลื่นก็เล็งๆ บ้านเอาไว้นะ อย่างน้อยจะได้มีตัวช่วยเบรก"  ฮา


เดินช่วงแรกๆ ก็ยังพอจะลั้นลากันอยู่

 


เหนื่อยนักก็นั่งพัก ชมวิวหุบเขา กับนาขั้นบันได


บางช่วงของคันนาไหล่เขา เป็นร่องลึก จะกระโดดก็กลัวจะกระโดดลงร่องซะมากกว่า  สุดท้ายก็ได้ไม้จากเพื่อนที่ยื่นมาให้จับ เพื่อความมั่นใจ  เดินไปถ่ายรูปไป พักไป  ช่วงผ่านผืนนาชาวบ้าน เราเลยทำเวลาไม่ได้มาก ดีที่แดดไม่ร้อนด้วย   ตัดผืนนาเข้าชายป่า คราวนี้เดินเลาะลงในหุบ  พร้อมกับเสียงปืนแก๊ป ที่ดังขึ้นมา นัดแรก  พวกเราชะงักกึก 

"ชู๊ววว   เงียบก่อนๆ  มีเสียงปืน  ไม่รู้ยิงอะไร" ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีก

พวกเราเงียบกันโดยแทบไม่ได้นัดหมาย พี่หมอเดินนำหน้า พาไป  ตอนนี้พวกเราเดินไป ชะเง้อ ชะแง้ มองในหุบไปด้วย    แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร  ลงถึงธารน้ำ  เราต้องข้ามสะพานไม้ไป  สะพายดูจะเก่าตามกาลเวลา  แต่ก็พาพวกเราข้ามไปได้  โดยที่มันไม่หักตอนป๋มข้าม ม่ายงั้นคงโดนประนามน่าดู



บางช่วงหมอกลงจัด  บางช่วงก็เริ่มเปิดให้เห็นโฉมของขุนเขา ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นไร่นาภูเขา   ....  และตรงนี้ลงต้นกล้าแล้ว เขียวได้ใจเชียว


จากตรงนี้ เราเริ่มเดินขึ้น ขึ้น และขึ้น  แต่ก็ไปตามแนวกันไฟ  หรือดูอีกที ก็เหมือนทางรถ4WD ที่น่าจะไปได้ ระหว่างทางพี่เพชร (แมคไกเวอร์ ของบอร์ด TWS ใน Trekkingthai.com) ชี้ชวนให้ดูกล้วยไม้เยอะแยะ  เท่าที่จำได้มีเอื้องไอยเรศ ที่ออกดอกนอกฤดูกาล อยู่กับต้นไม้ที่ใหญ่มากๆ กล้องป๋มดึงภาพมาได้แต่ก็เล็กเหลือเกิน 5 5 5 แล้วก็ยังมีกล้วยไม้ดิน มีเห็ดร่างแห มีเอื้องหลากหลายชนิดที่เซียนกล้วยไม้ช่างสอดส่ายสายตาไปเจอ ในขณะที่ป๋ม มัวแต่เดินไปหอบไป

ตามทาง 4WD ฝั่งหนึ่งเป็นหุบ  ฝั่งหนึ่งเป็นเขา เราเลาะตามทางชันขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดทางแบบนี้เสียที แม้บางช่วงจะไม่ลาดชันมากนัก บ่ายแก่ๆ  เราก็ยังเดินเดิน และเดิน กระทั่งไปสิ้นสุดที่รั้วกั้นวัว พอข้ามรั้วไป ก็จะต้องเดินตัดขึ้นยอด เยี้ยงไปด้านซ้ายมือ ตอนนี้ใครพกส้มมา เริ่มหยิบออกมาแกะกินกัน  เสียดายจัง ฟ้าปิด  ม่ายงั้น จากยอดนี้ เราจะมองไปเห็นถึงภูคา  หรืออีกด้านเราอาจจะเห็นไปถึงดอยเสมอดาว แต่วันนี้ เห็นแต่หมอก  พอก้มดูที่พื้น ก็เห็นขี้วัว  เอ่อ ตายละหว่า มีวัวด้วย ป๋มหล่ะยิ่งกลัววัวอยู่

พวกเราเริ่มเดินตัดขึ้นยอด ตอนนี้ต่างคนต่างเดินกระจายกันไป ไม่เรียงแถวแล้ว เพราะทางมันไม่เป็นทาง  เรียกว่าเดินไปเถอะให้ถึงยอดเดียวกัน แต่ก่อนจะถึงยอด ก็ไปเจอเจ้าของพื้นที่หากิน เขาโง้งเชียว แถมมองตาม ทำท่าจะเดินเข้ามาทักทาย  ป๋มรีบจ้ำหลบไปตามต้นไม้ทันทีเหมือนกัน
"ธ่อ ... ทักทายกันในใจก็ได้  ป๋มกลัวนะ"

ไต่ระดับขึ้นไป สองข้างทางมีต้นสาบเสือขึ้นรก ป๋มก็ได้ยินเสียงคนไล่อะไรบางอย่าง แล้วตามด้วยเสียงฝีเท้า ที่แน่นอน ป๋ม และเพื่อนรีบกระโดดเข้าข้างทาง หลีกช่องเสียงทันที ไม่สนใจว่าทางจะเละแค่ไหน  แล้วไม่นาน  เจ้าของเสียงก็กรูกันลงมา ไม่ต่ำว่า 30 ตัว วิ่งตะบึง 
ป๋มได้แต่มองอย่างตื่นๆ นึกในใจ "ถ้าตรูไม่หลบ ตายแน่"

จากตรงนี้ เราเริ่มเดินเกาะกลุ่มกัน เพราะทางเริ่มรก  ฟ้าเริ่มสลัว อากาศปิด สิ่งที่ทำได้ คงต้องมองหาที่พักกันแล้ว


เดิน เดิน เดิน จนไปถึงเนิน ที่ดูไม่กว้างมากเท่าไหร่  เอาตรงนี่แหล่ะ พอมีที่ทาง ฝนขาดเม็ดไปไม่นาน แต่ทำท่าจะเริ่มโปรยปรายลงมาอีก  พวกเรารีบกางฟรายชีต เพื่อเก็บข้าวของและหลบฝน และท้ายที่สุด เพื่อเป็นที่นอนของพวกเราด้วย เพราะผูกเปลนอนลำบาก เนื่องจากที่ทางและต้นไม้ไม่อำนวย เราทั้ง 8 คน เลยนอนปลาทู  



                   ที่นอนคืนแรกของเรา ซุกอยู่ข้างดงสาบเสือ 


อ้อ ยกเว้นพี่ยุทธ ที่แบกเต้นท์เล็กๆ มาด้วย ก็นอนเต้นท์ไป จัดห้าย ท่าทางพี่เค้าจะเหนื่อยน่าดู เพราะเมื่อคืนขับรถทั้งคืน แล้วยังมาแบกเป้เดินด้วยกันอีก  แต่ก่อนให้พี่เค้านอน สาวๆ ก็ขอยืมเป็นห้องอาบน้ำก่อน ไม่มากไม่มาย เดินป่าแบบนี้ ทิชชู่เปียกกับแป้งฝุ่น สะดวกที่สุด สำหรับพื้นที่ ที่ไม่มีน้ำให้อาบ แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ก็สบายตัวแล้ว

พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็มาช่วยกันระดมมือ ทำกับข้าว เพราะไม่ใช่แค่เราที่หิว ลูกหาบก็หิวด้วย ทริปเดินป่าที่พวกเราจัด เรามักกินข้าวด้วยกันเสมอ บางทีลูกหาบอาจจะเกรงใจ ขอแยกวงก็ไม่ว่ากัน แต่ผ่านไปวัน เราก็มานั่งกินข้าวด้วยกันแล้ว ป๋มชอบนะ การได้พูดคุยกับคนนำทาง หรือลูกหาบ ทำให้เราได้รู้จักพื้นที่ และความเป็นอยู่ของพวกเขามากขึ้น 

แล้วก็ไม่ต่างจากทุกทริป ที่มื้อค่ำวันแรก พวกเรานั่งล้อมวงคุยกัน กินขนมจิบน้ำ แต่ไม่นานก้เข้านอน เพราะร่างกายยังเพลียจากการนั่งรถแล้วมาเดินต่ออีก ขวดน้ำทั้งหลายเก็บไปกองรวมไว้ด้านหนึ่ง รวมถึงน้ำขาว ที่ป๋มแบกไปจากบ้านด้วย


  เมื่อคืน ป๋มตื่นอยู่บ่อยครั้ง เพราะนอนริมสุด ฟรายชีตที่ขึงบังลมไว้ ถูกลมพัดกระโชกหลุด ฝนสาด จนต้องลุกไปดึงให้มันปิดซะหน่อย จากนั้นก็หลับยาวถึงเช้า

  มาตื่นอีกที ได้ยินเสียงกุกกั่ก อ้าว ลูกหาบ ลุกขึ้นมาต้มน้ำ  หุงข้าวกันแล้ว  ดีจังเลย  แถมพี่เค้าเอาขวดไปเติมน้ำมาเต็มทุกขวดให้อีก

 "อ้าว  เอ๊ะ ... แล้วขวดน้ำของโพ้ม..... พระเจ้า มันก็เต็มขวดด้วยเช่นกัน จากที่เมื่อคืนพร่องไปยังไม่ถึงครึ่งขวด"  แง๊ แง๊  ... ใคร .. ใครนอนทีหลังสุด แล้วไม่เก็บแยกไว้    

 อืมมม ได้แต่กล้ำกลืนเอามาแปรงฟันก็ได้  แต่ก็ไม่รอด "ขมหว่ะ"  ง๊านเก็บไว้จิบระหว่างทางแล้วกัน            

เช้านี้  เราทำเวลากันหน่อย เพราะจะต้องเดินขึ้นเขาสูง ที่คาดว่า น่าจะเดินกันเยอะ เพราะทางค่อนข้างชัน แถมกร่ำฝนอีก 

หลังมื้อเช้า เก็บข้าวของเสร็จ ก็ขึ้นเป้  เดินตรงไปตามทางข้างหน้าต่อทันที อืมมม ทางเละกว่าที่คิดไว้  บางช่วงเป็นน้ำแฉะ ผ่านดงกล้วยต้นใหญ่ๆ บางต้นก็ล้ม บางต้นเหยียบก็ลื่น ข้ามไปได้ ก็ไปอยู่อีกลูกเขา ที่เราเลาะไปข้างๆ ก่อน  ระหว่างทางเจอนางอั้ว แต่พี่เพชร บอกว่าเจ้าต้นนี้ ยังไม่เคยเจอ สายพันธุ์ไหนบอกไม่ถูก เพราะตรงกลีบดอกด้านบนเป็นสีเขียว ส่วนดอกสีขาว  ทั้งที่โดยมากจะเจอเป็นสีเดียวกัน  ป๋มเลยบอกไปว่า ถ้ามันยังไม่มีชื่อ ก็เรียกชื่อป๋มก็ได้ เป็น"วิกกีนีอาย"  ฮา



จากตรงที่เจอนางอั้ว  เลาะข้างเขาไปอีกไม่ไกล แต่ก็ทางรกครึ้มไปด้วยไม้ใหญ่ ก่อนที่จะตัดขึ้นทางชันๆ ตรงจุดนี้ ทางแทบจะเป็นดินโคลน บางช่วงเละ ลื่น เฮ้อ ... เละแล้วยังต้องเดินสี่ทีนนี่ดิ เศร้า ...  เดินไป ตะกายขึ้นไป กว่าจะพ้นช่วงนี้มาได้ ทำเอาสาหัส  แล้วพอถึงด้านบน เจอกับทากน้อยกลอยใจ ที่พากันมารอต้อนรับอีก เมื่อก่อนด้านล่างก็เจอ แต่ไม่มากนัก ส่วนด้านบนนี่ดิ  เดิน ๆ ๆ ๆ ๆ  อย่าหยุดนาน ถึงตัวไม่ใหญ่ แต่เยอะเฟร้ยย

  แล้วเมื่อมาถึงด้านบนนี่แหล่ะ ถึงได้รู้ว่า พี่ยุทธเดินไม่ไหวแล้ว ขอแยกตัวเดินย้อนกลับทางเดิม เพราะขืนไปต่อกับพวกเราที่จะต้องขึ้นถึงยอด 2079 หล่ะก็ อาจจะเดี้ยงระหว่างทางได้ **มีเรื่องเล่าให้ขนลุกตอนจบ

  ส่วนพวกเราก็เดินกันต่อ ทากตัวเล็ก ตัวใหญ่มีทั่วไป ทริปนี้เป็นทริปแรก ที่ป๋มพยายามทำความคุ้นเคยกับมัน ด้วยการใช้ไม้เขี่ยออกเองได้บ้าง 

แต่ถ้าตัวไหนดื้อไม่ยอมกระเด็นไป  เป็นอันว่าขนลุกซู่ วิ่งไปให้เพื่อนเขี่ยให้ ฮา

  เดินขึ้นเขา ลงหุบ ขึ้นเขา จนทะลุ ออกไปเป็นทุ่งหญ้ารก ๆ พร้อมกับเสาหลักเขตแดนประเทศ ปรากฎสู่สายตา  เย้ๆ  เรามาถึงเสาหลักเขต ที่ 3-37  ปักปันเมื่อ 17/6/2541

ตรงนี้ทากเยอะเอาการ จนป๋มไม่กล้านั่ง  แต่ท้ายที่สุด ก็อดไม่ได้ 5 5 5 5  เมื่อยนี่หว่า



                                เธออยู่ฝั่งลาว  -  เขาอยู่ฝั่งไทย



ฝนก็ยังตกของฝน  พวกเราก็ยังถ่ายรูปของเราไป เดี๋ยวเป็นคนไทยบ้าง เดี๋ยวเป็นคนลาวบ้าง บางทีก็เป็นคนสองสัญชาติบ้าง ตรงจุดนี้ พี่เพชรเอา GPS ออกมาวัด บอกว่า วัดได้ 2078 ขนาดไป 1 เมตร 

"เค้าวัดที่ยอดหลักเขต หรือยอดไม้หรือเปล่าพี่"


 

 
จุดนี้เราพักนานหน่อย ปูกราวนด์ชีต กินข้าวเที่ยงกันตรงนี้แหล่ะ ตบท้ายด้วยกาแฟอีกคนละแก้ว ก่อนจะบ่ายหน้าเข้าป่าลึก จากจุดนี้ ยังมีที่ต้องเดินขึ้นเดินลง ให้ปอดและหัวใจได้ทำงานสูบฉีด

แรกก้าวเข้าป่าทึบๆ ในวันนี้ แทบไม่น่าเชื่อกับภาพที่เห็น  ป่าเขียว รกครึ้ม ดูบริสุทธิ์จากการบุกรุกของมนุษย์  ต้นไม้ใหญ่แน่นๆ

"ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าเนี่ยะ  เราอยู่บนภูเข้"
"ช่าย ... ไม่เหมือนตอนเดินเมื่อวานนี้ เห็นแต่เขาหัวโล้น"
"อืมมม ..ใครจะคิดว่าป่าที่นี่สมบูรณ์ดีจัง  อยากให้อยู่แบบนี้ตลอดไป"
 "แต่พวกเค้าก็ต้องทำมาหากิน ในเมื่ออยู่แบบนี้ไม่มีที่ราบทำกินแบบภาคอื่น ก็พูดลำบากนะ"
"ใช่  แต่เค้าก็ต้องจำกัดพื้นที่ ไมท่ใช่เปิดหน้าดินไปเรื่อยๆ ก็แย่เหมือนกัน"

พวกเราทำได้แค่ถ่ายถอดออกมาเป็นคำพูดสู่กันฟัง  เพราะคงต้องเป็นคนในพื้นที่ ที่จะจัดการดูแลทรัพยากรของพวกเขาเพื่อประโยชน์สูงสุด  หากภูเข้ขาดป่าผืนอุดมผืนนี้ ก็เชื่อว่า หน้าแล้ง ก็คงลำบากกว่าเดิม จากที่ต้องเจอกับไฟป่า หน้าน้ำก็คงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้ง่ายๆ เช่นกัน

 


ป่าช่วงนี้ สวยมากๆ ต้นไม้ใหญ่  เมเปิ้ลต้นโต มีใบแดงร่วงตามพื้นอยุ่บ้าง แต่ไม่มาก เพราะยังไม่ใช่หน้าผลัดใบ  อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูประหว่างทาง  แม้ช่วงหนึ่งจะพลาดไป ตอนเดินผ่านขอนไม้ ที่มีมอสเกาะแน่น จนไต่ขึ้นทางชันอีกด้านเขา

"มอสสวยจัง อยากถ่ายรูป แต่ขี้เกียจวางเป้ หยิบกล้องอ่ะ" 

"เจ้ถ่ายเถอะ  ไม่ได้มาบ่อยๆ  ถ้าไม่ถ่ายก็จะเสียดายนะ"  สมบีบอก

"ช่างมัน เลยมาและ ขี้เกียจเดินกลับไป"  ป๋มว่า แต่ก็จริงอย่างที่สมบีบอก เพราะจนวันนี้ ป๋มก็ยังคิดถึงขอนไม้ท่อนนั้นอยู่


ป่าช่วงนี้ มีหมอกลง หลังฝนขาดเม็ด ทำให้ดูชุ่มชื่น มีเสน่ห์  เราเดินไป ถ่ายรูปไป ก่อนจะค่อนๆ ไต่ระดับลง บางช่วงก็ดิ่งมาก บางช่วงก็น้อยหน่อย  แต่บอกได้แค่ว่า  "มันน่าจะชื่อภูโคลน"


ตลอดทางที่ลง บางช่วงเป็นดินเละ ลื่น  ไม่รู้จะจับอะไรกิ่งไม้กิ่งไหนดี  เพราะทางค่อนข้างกว้าง  สุดท้ายพวกเราต้องมุดๆ เลาะ ๆ อยู่ข้างทาง ไหนกิ่งไม้ลงไปเรื่อยๆ บางช่วงพลาด ก็จ้ำเบ้าไป  

จนไปลงถึงธารน้ำตกไม่ใหญ่มาก พวกเรา 6 คน ที่เดินรั้งท้ายกับพี่หมอ  (อีก 2 สาวขาถึก เดินตามลูกหาบไปลิบๆ แล้ว) พร้อมใจกันวางเป้ ลุยลงน้ำตกแช่กันก่อนเลย 

พี่หมอมอง งง ๆ ก่อนจะนั่งรอ   เออหนอ ใครจะเหมือนไอ้พวกนี้บ้างเนี่ยะ  เดินๆ เจอน้ำก็โดดลงเล่น


ก็แหม ไม่ได้อาบน้ำมาเป็นวัน  ถึงจะเดินตากฝนก็เถอะ ถึงตอนนี้เราอาบน้ำกันเป็นเรื่องเป็นราว จับทากไปด้วย แล้วก็ได้รู้ว่า ป๋มกวาดทากติดถุงกันทากมาเพียบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทากเข็ม ตัวเล็กๆ

ด้วยความเกรงใจ เลยบอกพี่หมอไม่ต้องรอก็ได้  เดี๋ยวพวกเราตามไป (อย่างดีแกะรอยตอนหน้าฝน ยังง่ายกว่าหน้าแล้งเป็นไหนๆ)

อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จ  ก็ขึ้นเป้ไปต่อ คราวนี้ ก็ยังไต่ทางชันขึ้นอีก  เริ่มหอบกันอีกรอบ

"เฮ้ยไหนว่า ไม่ไกลแล้วไง"
"มิน่า พี่หมอ ดูงง ๆ  มันจะอาบไปทำไม แด๋วก็เดินเละกันอีกรอบ"
"ตรงน้ำตกเราอยู่ที่ระดับความสูงเท่าไหร่นะ"
"ตาม GPS ก็ 1800 ม."
"โห  เรามาอาบน้ำสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ยะ"  5 5 5 5
"แต่ตอนนี้เริ่มเหนื่อยแล้วฟร่ะ"

เดินไปหอบไป คุยกันไปเรื่อยๆ เห็นฟ้าแล้ว แสดงว่าเราจะขึ้นถึงสันเขา หรือไม่ก็จะถึงยอด ซะที 

จริงดังว่า ถึงสันเขาแล้ว  หมอกลงเต็ม ก็ยังไม่เจอใครอยู่ดี  มีแต่พวกเรา 6 คน  แม้จะบอกกันว่า ทางแบบนี้น่าจะใกล้ถึงแล้วหล่ะ  แต่คนที่เหลือหายไปไหนกัน  ... !!! 

อยากรู้แล้วใช้ม๊า.... คลิก  คลิก จิคร๊า
http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/07/26/entry-1

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net