วันที่ พุธ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้น(นวนิยาย)เขาสั่งให้ทะเบียนสมรสฉัน..เป็นโมฆะ บท2


เรื่องสั้น 4 ตอนจบ

เขาสั่งให้ทะเบียนสมรสฉัน…เป็นโมฆะ

โดย “ลิลิตดา”

ตอนที่ 2



     ตีหนึ่งกว่าแล้ว แต่กำไลก็ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ทั้งๆที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด เจ้าเปี๊ยกลูกชายคนเดียวหลับปุ๋ยไปพร้อมกับเปรียวตั้งแต่ยังไม่ถึงสองทุ่ม นายไตรสามีหลับคาโซฟาหน้าจอโทรทัศน์ไปเมื่อห้าทุ่ม โดยที่ยังมีจานขนมและกระป๋องเบียร์วางทิ้งไว้เละเทะทำให้กำไลต้องเสียเวลานำไปล้างเก็บทั้งๆ ที่เพิ่งเก็บอาหารและจานชามไปล้างก่อนหน้านั้นไม่นานเท่าไร

     ต่อให้เบื่อต่อให้เหนื่อยเพียงใดกำไลก็จำทน บ่นไปก็เท่านั้น รังแต่จะเป็นที่รำคาญใจเพราะสามีไม่สนใจจะฟัง แถมยังจะเป็นเรื่องก่นด่ากันให้ลูกหลานตกใจ และเป็นเรื่องอับอายชาวบ้านแถบนี้อีก ชาวบ้านที่วันๆชอบสอดส่องแต่เรื่องพลาดท่าเสียทีของเพื่อนบ้านเพื่อนำไปติฉินนิทาเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง เช่นเรื่องของดวงงามน้องสาวคนเดียวของกำไลที่เคยตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านมาแล้ว

     ดวงงาม...น้องสาวแท้ๆของกำไล เจ้าของจดหมายเมื่อช่วงบ่าย เป็นน้องสาวที่กำไลรักและสงสารยิ่งเพราะเกิดมายามแม่กับพ่อต้องแยกทางกัน เมื่อเมียหลวงของพ่อทราบเรื่องที่พ่อมาได้แม่เป็นเมียอีกคน พ่อเขาจึงจำใจต้องเลิกกับแม่และที่แม่เจ็บและช้ำใจมากก็คือพ่อเขาไม่กล้าช่วยแม่เลยทั้งๆ ที่ตอนนั้นแม่ตั้งท้องลูกคนที่สองได้เกือบหกเดือน พ่อกลัวคำขู่ของเมียหลวงที่จะฟ้องผู้บังคับบัญชาและประกาศจะริบเงินเดือนพ่อทั้งหมด

     แม่ก็เลยพาลูกๆมาอยู่กับ “น้าเข้ม” น้องชายของแม่ น้าเข้มมีเมียชื่อ “น้าหมวย” น้าหมวยเป็นลูกสาวเจ้าของโรงน้ำแข็ง เมื่อคลอดดวงงามแล้วแม่ก็ออกไปขายผลไม้อยู่ที่ตลาด และไม่กี่ปีต่อมาแม่ก็พบกับผู้ชายคนใหม่ และผู้ชายคนนั้นที่เธอเรียกเขาว่า “ลุงหนาน” ก็กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของเธอและดวงงาม

     “ลุงหนาน” มีอาชีพขับรถตู้ระหว่างมุกดาหารกับกรุงเทพฯ ไม่มีใครรู้ว่านอกจากขับรถตู้แล้ว “ลุงหนาน” ทำอะไรอีกจึงมีเงินทองให้แม่ใช้จ่ายมากมาย ทำให้แม่เริ่มมีฐานะดีขึ้น ถึงกับสามารถเช่าร้านขายขนมในตลาดได้ แต่แม่ก็ไม่ได้รับกำไลและดวงงามไปอยู่ด้วย

     ประการแรกก็คือ “ลุงหนาน” ไม่ชอบเด็กประการที่สอง “ลุงหนาน” ดื่มเหล้าจัด แม่กลัวว่าจะทำร้ายลูกๆหากเขาเกิดเมามายและอาละวาด

     ประการสุดท้ายก็คือน้าเข้มและน้าหมวยซึ่งไม่มีลูกของตัวเองก็เลยรักและเอ็นดูกำไลกับดวงงามมากๆ แม่จึงเห็นด้วยประการทั้งปวงที่จะทิ้งกำไลกับดวงงามไว้ให้อยู่กับน้าเข้ม


     กำไลกับดวงงามเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความสะดวกสะบายพอสมควรด้วยความเมตตาจากน้าเข้มและน้าหมวย กำไลเรียนจบมัธยมและเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูของจังหวัด ส่วนดวงงามนั้นเรียนหนังสือไม่เก่งและไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ความที่ดวงงามเป็นสาวน้อยที่มีหน้าตาสวยรวมทั้งผิวพรรณขาวนวล น้องสาวของกำไลจึงเป็นที่หมายปองจากหนุ่มๆนักเรียนชายในโรงเรียนมากมาย ดวงงามชอบออกไปนั่งอยู่กับแม่ที่ร้านภายหลังโรงเรียนเลิกบ่อยๆ ซึ่งแม่ก็ชอบใจเพราะทำให้มีลูกค้าหนุ่มๆมาอุดหนุนขนมของแม่มากขึ้น

     และแล้ววันที่ดวงงามเริ่มตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านก็มาถึง ตอนนั้นกำไลกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่สองของวิทยาลัยครู ดวงงามเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยม และกำลังประจบแม่เต็มที่เพื่อจะขอไปเรียนต่อในกรุงเทพฯซึ่งแม่ไม่สนับสนุนเลย

    

     กำไลจำเหตุการณ์ของวันคืนเหล่านั้นได้ทุกบริบท...ไม่เคยลืมทั้งๆที่ไม่อยากจะจำเลย..

     วันที่เกิดเหตุนั้นเป็นเดือนธันวาคม เป็นช่วงที่ชาวมุกดาหารต่างพากันประดับประดาถนนหนทางและร้านรวงเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่กันอย่างเบิกบานใจ กำไลกลับจากวิทยาลัยมาถึงบ้านก็ตรงไปยังห้องทำงานน้าหมวย กำไลมีหน้าที่ช่วยน้าหมวยปิดบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน เมื่อเเห็นเธอน้าหมวยก็รีบลุกจากที่นั่งและปราดเข้ามาจับแขนเธอไว้

“ไล..มาแล้วเหรอ..เร็วเถอะ ไปหาแม่เขาที่ร้านด่วน เขาว่าดวงมันเข้ากรุงเทพฯไปแล้ว...”

“ตายจริง...” กำไลตกใจเป็นที่สุด ใจก็ภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องจริง

“แม่เธอเขามาบอกพี่เข้มเมื่อกลางวันนี้ เขาว่ามีคนเห็นดวงหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถตู้เข้ากรุงเทพฯ..แม่เขาว่า...”

     กำไลไม่รอฟังน้าหมวยเล่าต่อ เธอเปิดประตูห้องทำงานออกวิ่งไปจากที่นั่น มุ่งหน้าไปร้านแม่ที่ตลาดโดยไม่รอช้า
ใจก็คิดติเตียนน้องสาวว่าดวงมันทำอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่รักดีเลย บอกแม่ตั้งหลายทีแล้วให้ไล่ดวงกลับบ้านเวลาไปนั่งเล่นอยู่ที่ร้าน

     ดวงงามหายไปจริงๆโดยไม่มีใครได้รู้เรื่อง ทุกคนปักใจเชื่อว่านายหนานบิดาเลี้ยง น่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ เพราะรถตู้ที่ดวงงามโดยสารไปเป็นรถตู้บริษัทที่นายหนานทำงานอยู่ ทว่านายหนานยืนกรานปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง เขาโทษแม่ว่าเลี้ยงดวงให้ใจแตกเอง

     ปีต่อมานายหนานประสบอุบัติเหตุจากการขับรถไปชนรถกะบะ ทำให้กระดูกขาหัก เขาต้องเลิกทำงานและยิ่งดื่มเหล้าเมามายและทะเลาะกับแม่เป็นประจำ ทั้งๆที่สงสารแม่แต่ทั้งกำไล น้าเข้มและน้าหมวยก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพราะต่อให้เป็นปากเสียงจนแม่หนีมาอาศัยอยู่กับน้าเข้ม แต่พอนายหนานมาตามแม่ก็ใจอ่อนกลับไปหาเขาทุกที

     สองปีต่อมา... กำไลแต่งงานกับไตรซึ่งเป็นครูสอนหนังสือชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียนเอกชนของฝรั่งในตัวเมือง ตัวเธอได้งานเป็นครูสอนเด็กชั้นประถมของโรงเรียนประจำจังหวัด ดวงงามก็กลับมาเป็นข่าวให้ชาวบ้านซุบซิบถึงอีก เมื่อเธอหอบลูกสาวอายุหกเดือนกว่ากลับมาบ้าน ดวงงามร้องห่มร้องไห้ขอโทษแม่และน้าเข้มและน้าหมวยด้วยอาการเสียอกเสียใจจนทุกคนใจอ่อนด้วยความสงสาร

     ดวงงามเล่าว่าเธอหนีออกจากบ้านไปกรุงเทพฯกับพ่อค้าผ้าไหมจากกรุงเทพฯชื่อขจร ทั้งสองรู้จักกันเพราะขจรมักจะแวะมาซื้อขนมที่ร้านของแม่ทุกครั้งที่เขามามุกดาหาร

     ดวงงามสารภาพว่าเธอไปดูหนังกับเขาบ่อยๆโดยที่แม่ไม่เคยรู้เพราะนึกว่าเธอกลับไปบ้านแล้ว ดวงงามคบหากับขจรอยู่หลายเดือนและเมื่อเขารู้ว่าดวงงามอยากไปกรุงเทพฯ เขาก็ไม่รอช้าที่จะวางแผนให้เธอขึ้นรถุตู้ไปและไปรับเธอที่ปลายทาง

“ตอนแรกๆคุณจรเขาดีกับฉัน
จริงๆ เขาพาฉันไปเช่าห้องในหอพักให้อยู่อย่างสะดวกสะบาย แต่พอฉันตั้งท้องเขาตกใจมากๆ ตอนนั้นเองเขาก็สารภาพกับฉันว่าเขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว จากนั้นเขาก็ค่อยๆหายไป..ยังดีที่เขายังเอาเงินใส่บัญชีไว้ให้ใช้จ่าย ฉันต้องดูแลตัวเองตอนท้องแก่ โชคดีที่มีพี่ผู้หญิงเจ้าของหอพักมาช่วยดูแลฉัน”

     ทั้งกำไลและแม่อดร้องไห้ตามไปด้วยไม่ได้เมื่อได้ยินดวงงามเล่าถึงความลำบาก

“วันที่ฉันเจ็บท้องพี่
ที่เป็นเจ้าของหอพัก..เขาชื่อปรารถนา..เป็นคนพาฉันไปโรงพยาบาล หลังคลอดลูกได้สักพักพี่ปรารถนาก็ช่วยฉันก็สืบจนรู้ว่าบ้านคุณจรเขาอยู่ที่ไหน ฉันไปหาเขาที่บ้านแต่กลับโดนแม่เขากับเมียเขาด่ากลับมา"

    

     และคราวนี้ดวงงามถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นานกว่าจะเอ่ยประโยคต่อไปได้ว่า

  “พวกเขาบอกไม่เชื่อว่าลูกฉันเป็นลูกคุณจร เขาไม่ให้ฉันพบคุณจรเลย..ฉันลำบากมาก.น้าเข้ม..ขอฉันกับลูกมาอยู่ด้วยนะ..ฉันกลัวที่จะอยู่กรุงเทพฯแล้วจ้ะ..”

     แม่ฟังจบก็ได้แต่รำพันว่าชีวิตของดวงกับแม่ช่างคล้ายกันเสียจริงๆ แม่ผ่านเรื่องรันทดมาก่อนจึงสงสารดวงมาก ส่วนน้าเข้มและน้าหมวยนั้นเคยเอ็นดูดวงงามอย่างไรก็ยังรู้สึกอย่างนั้น น้าเข้มเอ่ยปากอนุญาตให้ดวงงามกลับมาอยู่ด้วยดังเดิม

“เอาล่ะ ..กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ดีเหมือนกันดวงจะได้มาชวยน้าหมวยเขาดูแลกิจการด้วยอีกแรงหนึ่ง พ้กนี้น้าหมวยเขาไม่ค่อยสบายนัก ...ส่วนลูกของดวง..ก็จะได้มีชีวิตที่ดีขี้นเสียที..ลูกมันชื่ออะไรล่ะ”

“พี่ปรารถนาเขาช่วยตั้งชื่อให้ว่า “เปรียว” พี่คนนี้เขาดีกับฉันมาก เขาจะให้ฉันย้ายไปอยู่ห้องเดียวกับเขาด้วยซ้ำ แต่นี่...ฉันหนีเขามา..เพราะ..เอ้อ..เพราะ..เขามีทีท่าแปลกๆกับฉันยังไงก็ไม่รู้ ฉันกลัว..”

     ดวงงามกลับมาเป็นหัวแรงสำคัญให้กับโรงน้ำแข็งของน้าหมวยได้เพียงปีเดียว น้าหมวยก็จากไปด้วยโรคมะเร็งที่ปากมดลูก จากนั้นอีกไม่นานกำไลก็ตั้งท้อง

     ดวงงามเริ่มสนใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษจนถึงกับออกไปหาโรงเรียนพิเศษในตัวเมืองและได้งานใหม่ทำที่โรงแรมหรูสุดของอำเภอเมือง ดวงงามได้ตำแหน่งพนักงานต้อนรับและประชาสัมพันธ์ น้าเข้มนั้นถึงแม้จะเสียดายความสามารถของดวงงามแต่เขาก็มิสามารถหน่วงเหนี่ยวเธอไว้ได้ เพราะเขาไปได้ผู้หญิงใหม่มาเป็นเมีย
แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วย 

 

     น้าสนองเมียใหม่ของน้าเข้มไม่ค่อยถูกชะตากับดวงงามนัก นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดวงงามตัดสินใจออกไปหางานข้างนอกทำ ซึ่งน้าสนองก็ยินดีเพราะต้องการจะคุมบัญชีของโรงน้ำแข็งเอง ดวงงามพาลูกย้ายออกไปอยู่ที่เรือนพักพนักงานที่เจ้าของโรงแรมปลูกไว้ด้านหลังของโรงแรม และช่วงกลางวันดวงงามพาเปรียวไปฝากไว้กับแม่


     แล้ววันหนึ่งดวงงามก็ได้พบกับคุณสุธัญย์หรือ “พี่แจ๊ด” ตอนนั้นเปรียวอายุได้ห้าขวบ และลูกชายของกำไลอายุหนึ่งขวบพอดี

     สุธัญย์มาเป็นแขกพักอยู่ที่โรงแรมที่ดวงงามทำงาน เธอเกิดถูกใจในอัธยาศัยของดวงงามเป็นพิเศษ ถึงกับกลับมาพักอีกเป็นรอบที่สองและที่สาม หลังจากครั้งที่สามดวงงามก็ทำหน้าระรื่นมาหากำไลที่บ้านทันทีพร้อมกับเล่าให้เธอฟังว่า

“พี่ไลจำพี่แจ๊ดคนที่ฉันเคยเล่าให้พี่ไลฟังได้ไหม ที่ว่าเขามาพักที่โรงแรมสองหนแล้วเขาติดใจการต้อนรับของฉัน เขาสนิทกับคุณนายเจ้าของโรงแรมด้วยนะ เขาไปชมฉันมากมายจนคุณนายเรียกฉันเข้าไปขอบใจเป็นการใหญ่”

     ครั้นเธอพยักหน้ารับ ดวงงามจึงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“พี่แจ๊ดเขารวยมากนะ เขามีร้านอาหารในกรุงเทพฯ และเพิ่งไปเปิดร้านอาหารไทยที่อเมริกาด้วย พอดีเขากำลังหาคนไปทำงานกับเขาที่อเมริกา เขาชวนฉันไปทำงานกับเขาด้วยล่ะ..ฉันอยากไปมากๆ ใครจะนึกว่าฉันจะได้ไปอเมริกา พี่ไลดีใจกับฉันด้วยมั้ย...”

     กำไลและไตรไม่ได้ดีใจอย่างที่ดวงงามคาดไว้ ทั้งเธอและไตรช่วยกันตักเตือนดวงงามให้ตรวจตราเรื่องของสุธัญย์ให้ดีด้วยเกรงว่าดวงงามจะโดนคนหลอกเอาอีก ไตรถึงกับตราหน้าว่า

“ฉันว่าแกโดนเขาหลอกอีกแน่ๆ รู้จักกันแค่สองสามครั้งถึงกับชวนไปอเมริกา..ไหน..ไปขอสัญญามาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ดูหน่อย..เอาชื่อร้านอาหารของมันมาด้วย ฉันจะขอให้เพื่อนที่อยู่กรุงเทพฯไปสืบให้ว่ามีจริงหรือเปล่า”

     เดือนหนึ่งต่อมาเพื่อนของไตรก็ตอบมาว่า ร้านอาหารของสุธัญย์เป็นร้านแบบสวนอาหารมีระดับดี สุธัญย์เป็นลูกของเศรษฐีจริงๆ ต่อมาดวงงามได้นำสัญญาว่าจ้างมาให้
เธอและไตรดู รวมทั้งเงินสดหน้าหมื่นบาทจากสุธัญย์มามอบให้เพื่อดูแลเปรียวอีกด้วย กำไลเห็นประกายตาของสามีก็เดาออกว่าดวงงามเป็นต่อแล้ว และดวงงามก็ไม่รีรอที่จะรุกต่อว่า


“เห็นไหม..ฉันบอกพี่กับพี่ไตรแล้วว่าพี่แจ๊ดเขาอยากให้ฉันไปอเมริกาด้วยจริงๆ เรื่องเงินนี่น่ะฉันจะส่งมาให้พี่อีกทุกๆ เดือน ฉันรู้ว่าพี่ก็มีภาระเลี้ยงลูกของพี่เองเหมือนกันแต่รับรองว่าฉันไม่เอาเปรียวมาฝากพี่ไว้ฟรีๆ ขอให้พี่ไตรรับปากกับฉันด้วยว่าจะเลี้ยงลูกฉันให้ดีที่สุด..”

     ดวงงามไม่ค่อยถูกชะตากับไตรนักด้วยเหตุผลที่ว่าไตรมีนิสัยเปลี่ยนไปจากตอนที่เป็นคู่รักกับกำไลดังหน้ามือเป็นหลังมือ

“หากพี่รังแกลูกฉันเมื่อไร..ฉันจะหาคนอื่นมาเลี้ยง เงินขนาดนี้น่ะ หาคนเลี้ยงไม่ยากหรอก ว่าไง..พี่ไตร..รับปากกับฉันซิ” ดวงงามคาดคั้นพี่เขยด้วยน้ำเสียงขึงขัง

     ไตรรับปากกับดวงงามไปอย่างนั้นเอง กำไลรู้ดีว่าสามีไม่ได้อยากให้เปรียวมาอยู่ด้วยเท่าไร แต่เขาก็คงไม่โง่ให้คนอื่นได้เงินค่าเลี้ยงดูเด็กหรอก

     สามเดือนจากนั้นสุธัญย์ก็มารับดวงงามไปซานฟรานซิสโก นับถึงวันนี้ก็เกือบสองปีแล้ว

___________________________


    

โดย ลิลิตดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net