วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เขาเรียนอะไรกัน ? ..ก่อนจะเป็นวิทยากรมืออาชีพ (ตอนที่ 3


ผมกลับมาเล่าให้ฟังต่อ ถึงการนำเสนอหนังสือในดวงใจของลูกศิษย์ที่เหลืออีก 4 คน ในวันที่สอง ของหลักสูตร “Train-The-Trainer” . เชิญอ่านต่อได้เลยครับ

* ลูกศิษย์คนที่ 4 ออกมานำเสนอหนังสือชื่อว่า “อ่านไวใน 7 วัน”  ให้รายละเอียดของหนังสือได้ดี มีคนอยากอ่าน 2-3 คน (รวมตัวผมด้วยครับ) เพราะคนเหล่านี้เป็นนักอ่านชอบอ่านอยู่แล้ว อย่างผมเองโดยอาชีพก็ต้องอ่านมากอยู่แล้ว แต่ก็อยากได้เทคนิคเพิ่มเติม จะได้อ่านเร็วขึ้นอีก

 

แต่คนที่เหลืออีก 3 คน บอกว่ายังไม่อยากอ่านเล่มนี้เพราะ ผู้นำเสนอเองยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตัวเองอ่านเร็วขึ้น หรือได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้  มีคนหนึ่งบอกว่าอ่านเร็วอยู่แล้วเลยไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มนี้ อีกคนหนึ่งบอกว่าไม่รู้จะรีบอ่านเร็วไปทำไม อ่านไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ย่อย ได้อรรถรสกว่า

เป็นไงครับ เจอผู้ฟังแต่ละคน มีความต้องการแตกต่างกันขนาดนี้  ผู้นำเสนอ หรือคนสอน คงได้เรียนรู้แล้วว่า มันไม่สำคัญเลยว่าเรื่องที่เรานำมาเสนอจะดีมากขนาดไหน  แต่มันสำคัญว่าผู้ฟังเขาอยากฟังหรือเปล่า  เราในฐานะวิทยากรจึงต้องเข้าใจหลักจิตวิทยาข้อนี้ แล้วต้องกระตุ้นต่อมให้เขาเกิดความอยากฟังก่อน   

นักการตลาดมักบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามีสินค้าดีพร้อมขาย (Supply) แต่ลูกค้าอาจจะไม่รู้จักหรือยังไม่สนใจสินค้า เราต้องทำให้ลูกค้าเกิดความต้องการเสียก่อน หรือ Create Demand นั่นเอง

นั่นแสดงว่าช่วงแรกก่อนนำเสนอ หรือขณะที่สอนหนังสือ เราต้องชี้ให้เห็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากเรื่องที่เรากำลังจะสอนให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม  เป็นระยะ ๆ ดึงให้เขาอยู่กับเราตลอดแวลา พร้อมทั้งยกตัวอย่างเรื่องจริงผู้นำเสนอเคยได้ประโยชน์มาแล้ว

 * คนที่ 5 นำเสนอหนังสือ  “ แฮรีพ็อตเตอร์”  เป็นหนังสือยอดฮิตที่หลายคนคงเคยชมภาพยนตร์มาแล้ว  ผู้เล่า ๆ อธิบายแบบได้อารมณ์พอสมควรแสดงว่าชื่นชอบมันจริง ๆ  เธอบอกว่ามีคนแนะนำให้อ่านมานานแล้ว แต่ก้ไม่ได้สนใจ  แต่พอได้อ่านแล้วติดใจเลย ชอบมาก  มีผู้ฟังชอบด้วยอยู่ 1-2 คน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่อยากอ่าน

โดยให้เหตุผลว่าไม่ชอบอ่านนิยายเล่มหนา ๆ  บางคนบอกชอบดูหนังมากกว่า  บางคนก็บอกกลัวเสียเวลาดูคงามหนาแล้วคงต้องใช้เวลาอ่านนานพอสมควร

ข้อคิดที่ได้ก็คือ ผู้ฟังบางคน (ที่เน้นใช้สมองซีกซ้าย) อาจจะมองว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนิยายเป็นความบันเทิง  มีเนื้อหหาสาระน้อยไปหน่อยสำหรับเขาก็ได้ (ซึ่งก็ไม่ผิดครับ)  จุดนี้ผมอยากเสนอแนะว่าบางครั้งเรื่องที่เราต้องนำเสนออาจจะดูเบาไปหน่อยในสายตาเขา แต่เราต้องกระตุ้นต่อมอยากโดยให้น้ำหนัก ให้เหตุผล ใช้ตัวอย่างมาประกอบ 

บอกไปเลยว่าใช่ มันเป็นนิยายแต่นิยายเล่มนี้มุ่งให้คนอ่านได้หันกลับมาใช้สมองซีกขวามากขั้น ช่วยให้คนอ่านได้ใช้จินตนาการ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะทำให้สมองเกิดความสมดุล  ใช้ทั้งเหตุผลและจินตนาการ  แล้วอาจจะหาข้อมูลจริง ๆ ว่ามีนักธุรกิจ นักวิชาการ หรือนักวิทยาสาสตร์คนใดบ้างที่อ่านแล้วชอบ เอามาอ้างอิงเพื่อโน้มน้าวจูงใจคนได้ 

* ลูกศิษย์คนที่ 6  ออกมานำเสนอหนังสือ “ความสุขของกะทิ ”  เป็นนวนิยายรางวัลซีไรซ์ ลูกศิษย์คนนี้เป็นคนอารมณ์ดี  ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา นำเสนออย่างเป็นขั้นตอน จัดสรรเวลาได้อย่างลงตัว โน้มน้าวผู้ฟังด้วยการพูดถึงรางวัลที่ได้ จำนวนการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาต่างประเทศหลาย ๆ ภาษา พูดถึงเนื้อหาบางตอนจนผู้ฟังรู้สึกอินไปด้วย  มี 5 คนอยากอ่านหนังสือเล่มนี้  และมี 1 คน บอกว่าไม่อยากอ่านเพราะดูมันจะซึ้ง ปนเศร้า เธอเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน ไม่เปิดรับความเศร้า ความหดหู่

   

เป็นอันว่าผู้นำเสนอท่านนี้ทำได้ดีมาก ช่วงที่มีการให้ Feedback ตอนท้ายเขาเผยเคล็ดลับว่าที่นำเสนอได้ดีก้เพราะเตรียมตัวมามาก มีการซ้อมทบทวนมาระหว่างที่ขับรถมาอบรม  ถือว่ามีเชื้อที่ดีเหมาะกับการพัฒนาให้เป็นวิทยากรมืออาชีพได้ไม่ยาก

* คนสุดท้าย ออกมานำเสนอหนังสือภาษาอังกฤษเล่มเล็ก ๆ ชื่อว่า  “Tuesday with Morrie” เป็นเรื่องราวมิตรภาพ ความผูกพันของคน 2 คน ตอนหลังคนหนึ่งกำลังจะต้องตายจากไปจึงบอกเพื่อนอีกคนให้มาหา  และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสัจธรรมแห่งชีวิต  เป็นหนังสือภาษาอังกฤษง่าย ๆ อ่านได้เข้าใจไม่ยาก (ผู้นำเสนอบอก)

ผู้ฟังส่วนใหญ่คล้อยตาม เพราะคนนำเสนอมี  Passion ในสิ่งที่ตัวเองนำเสนอมาก ทั้งท่าทาง สีหน้าแววตา น้ำเสียง ดูน่าเชื่อถือ   ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เรื่องหรือหัวข้ออะไรก็ตามที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างชาติใด ๆ ก็ตาม อาจจะมีผู้ฟังส่วนหนึ่งที่จะรู้สึกไม่อิน ไม่คุ้น เข้าไม่ถึง เพราะข้อจำกัดเรื่องของภาษา

ผมมีประสบการณ์ตรงอยากจะแชร์ให้ฟัง  ครั้งหนึ่งผมไปอบรมให้กับบริษัทต่างชาติ ผู้ฟังมีการศึกษาระดับปริญญาตรี  สื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร  ตอนที่ผมมอบหมายให้ผู้เรียนไปดูภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งมาล่วงหน้า โดยผมมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น คือ พากย์ไทย กับซาวน์แทร็กพร้อมซับไตเติลไทย ปรากฏว่าส่วนใหญ่เลือกเวอร์ชั่นพากษ์ไทย มี 2-3 คนเท่านั้นเลือกซาวน์แทร็ก พอถามเหตุผลคนส่วนใหญ่บอกว่ากลัวจะเก็บเนื้อหา หรือรายละเอียดได้ไม่ครบ  แสดงว่าผู้ฟังมีความกังวลเรื่องภาษา ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกภาษาไทยไว้ก่อน

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เวลาผมจะมอบหมายการบ้านให้ทำล่วงหน้า เช่น จะให้อ่านหนังสือเรื่อง “Who Moves My Cheese?”   ผมก็จะมีให้เลือกทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

ตอนท้ายของการฝึกโน้มน้าว ผมได้นำเสนอเทคนิคการพูดโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่เรานำเสนอ โดยเรียกสั้น ๆ ว่า  PAJES  ซึ่งประกอบด้วย

P-Personal Experience  คือ การใช้ประสบการณ์ที่เราเคยทำมาด้วยตนเองมาโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อ

A-Analogy  คือ การใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบมาโน้มน้าวชักจูงให้เชื่อ

J-Judgment of Expert คือ ใช้การอ้างอิงผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันที่เป็นที่ยอมรับ มาอ้างอิง โน้มน้าวให้น่าเชื่อถือ

E-Example คือ การยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องจริงของคน หรือเหตุการณ์จริงก็ได้ มาโน้มน้าวชักจูงให้เชื่อ

S-Statistics คือ การโน้มน้าวให้เชื่อโดยการใช้ข้อมูล ตัวเลข สถิติ ผลการทดลอง หรือผลการวิจัย

อย่างไรก็ดีเทคนิคข้างต้นจะเวิร์คก็ต่อเมื่อผู้นำเสนอมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง คือ  ความน่าเชื่อถือส่วนตัว

คือ ผู้นำเสนอ หรือวิทยากรต้องเป็นคนที่ดีจริง ๆ ดีจากข้างใน  ตัวตนจริงของคน ๆ มี  good way of life ที่ดีจริง ๆ เช่น วิทยากรที่สอนเรื่อง จริยธรรม สอนดีมาก เทคนิคดี โน้มน้าวคนฟังด้วยเทคนิคสารพัด  แต่ตอนหลังผู้ฟังมารู้ว่าวิทยากรท่านนี้ มีเบื้องหลังไม่โปร่งใส  เคยทุจริต แถมยังแอบมีภรรยาน้อยอีก  ผมว่าความน่าเชื่อถือของวิทยากรคนนั้นจะกลายเป็นศุนย์ทันที  ดีไม่ดีอาจติดลบไปเลยครับ

สรุปแล้ววิทยากรมืออาชีพต้องมีความเด่นทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งคุณธรรมความดี และความเก่งครับ  

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net