วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เชื้อไฟแห่งแรงบันดาลใจ


หยุดไปนานนับเดือนกว่า ผ่านพบเรื่องราวมากมาย ได้แต่เพียงบันทึกภาพและถ้อยคำ แต่ยังไม่มีโอกาสร้อยเรียงออกมา แต่วันนี้ “บันทึกของหม่าเอี้ยน” ที่เพิ่งอ่านจบไปหมาดๆ ปลุกเส้นความขี้เกียจให้ตื่นขึ้นมาบอกเล่า ถึงความประทับใจจากหนังสือเล่มนี้

บักทึกของหม่าเอี้ยน เป็นหนังสือที่ผู้เขียนชาวฝรั่งเศส นำมาจากบันทึกของเด็กหญิงชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตอยู่ในหมู่บ้านจางเจียซู่ เขตซีไห่กู้ ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย เป็นพื้นที่ชาติพันธุ์หุย ที่นับถือศาสนาอิสลาม

แม่ของเธอเป็นผู้มอบบันทึกที่เธอเขียนไว้ตอนอายุ ๑๓ ขวบ ให้กับผู้เขียน เป็นเรื่องราวที่กลั่นออกมาจากความรู้สึก ของเด็กคนหนึ่ง ที่อยากจะเรียนหนังสือ แต่ด้วยความยากจนของครอบครัว ทำให้เธอต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แม้จะเจออุปสรรคมากมาย เธอก็ไม่ยอมแพ้ เพราะด้วยพลังแห่งความหวัง ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผลักให้เธอก้าวมายืนตรงจุดที่เธอใฝ่ฝัน วันนี้เธอกำลังฝึกเรียนภาษาฝรั่งเศส เพื่อเตรียมตัวจะไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส 

หลังจากเรื่องราวของเธอได้ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสครั้งแรก มีผลต่อชีวิตเธอ รวมถึงเด็กๆ ในหมู่บ้านของเธอด้วย ผู้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวของเธอ ได้ช่วยกันกันระดมทรัพย์ ส่งผ่านไปทางผู้เขียน และได้มีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือการศึกษา ให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านของเธอ นอกจากภาษาฝรั่งเศสแล้ว ยังได้มีการถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอื่นๆ อีก ๑๗ ภาษา ซึ่งภาษาไทยเป็นหนึ่งในนั้น ฉันได้หนังสือ

หน้าปกหนังสือ เป็นรูปของเธอ และมีคำโปรยชี้ชวนให้ควรอ่าน “เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต” และในคำนำนิยมหนึ่ง โดย ว.วชิรเมธี ได้ตอกย้ำในเรื่องนี้อีกว่า ถึงแม้ “จินตนการสำคัญกว่าความรู้” วรรคทองของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจินตนาการก็คือ “แรงบันดาลใจ”

ซึ่งฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะมีแรงบันดาลใจแล้ว มันทำให้ฉันต้องเหลียวกลับมามอง การดำเนินชีวิตของตัวเอง แล้วผลักให้มองต่อไปว่า ฉันควรจะต้องทำอะไรให้กับผู้บังเกิดเกล้า หรือคนรอบๆ ข้างอีกบ้าง

ผู้เขียนบอกว่า “ในรั้วโรงเรียนชีวิตอันทุกข์ยาก ทำให้หม่าเอี้ยนเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” แต่ในเรื่องราวที่เธอได้บันทึกไว้ ไม่เพียงแต่ชีวิตอันแสนลำเค็ญของเธอเท่านั้น เธอยังได้ถ่ายทอดให้เห็นภาพ ย้อนไปถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรนของคนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ที่แม้จะแก่เฒ่าก็ไม่เคยได้รับความสุขสบาย ปู่ของหมาเอี้ยนเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ

ในบันทึกของหม่าเอี้ยน ที่เขียนไว้เมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ “ฉันเห็นผมย่าขาวโพลน ย่าอายุเกือบ ๘๐ ปีแล้ว แต่ยังต้องทำงานให้บ้านอาห้า ปู่เองก็เกือบ ๘๑ ปี ถ้าหากเป็นคนแก่ที่มีความรู้ เขาจะไม่ต้องตรากตรำ เวลาแก่ตัวเป็นเวลาที่ต้องพักสบายๆ มีที่ไหนกันที่ให้คนแก่มาปรนนิบัติพวกคนอายุน้อยกว่า ฉันคิดว่าคนในยุคปัจจุบันนี้ไม่เรียนหนังสือไม่ได้ ฉันจะเป็นเหมือนพวกท่านอีกไม่ได้แล้ว ชั่วชีวิตมีแต่ความลำบาก ลำบากแล้วลำบากอีก”

ความทุกข์ยากลำบากที่ตกทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ทำให้หม่าเอี้ยนต้องการหันหลังให้กลับมัน และเพื่อให้หลุดพ้นความแร้นแค้นทั้งหลาย เธอจึงเลือกการศึกษา เพื่อเป็นหนทางในการปลดเปลื้องพันธนาการ “มรดกแห่งความยากจน” ที่ถูกผลิตซ้ำจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า   

ลองหามาอ่านกันดู แล้วจะรู้ว่า ทำไมผู้อ่านจำนวนมาก ต้องเสียน้ำตาให้กับเด็กหญิงผู้นี้ ไม่เพียงแต่เสียน้ำตาเท่านั้น แต่หลายคนได้รับแรงบันดาลใจ ในการที่จะช่วยเหลือเพื่อนรวมโลก และเปิดตาเปิดใจให้เห็นถึงการดิ้นรนของผองเพื่อนมนุษย์ ในซอกมุมต่างๆ ของโลกใบนี้ ก็จะเห็นว่าไม่เพียงเราเท่านั้นที่ทุกข์ยาก แต่ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมาย

ปล. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา สำนักข่าว Aljazeera ได้บันทึกภาพชีวิตของหม่าเอี้ยน  และเรื่องราวของเด็กๆ อีกหลายคนในหมู่บ้าน  ติดตามเรื่องราวได้จากลิงค์ยูทูบ

   

http://www.youtube.com/watch?v=ACsdnYPTOsc

http://www.youtube.com/watch?v=UwrIXcqcPSY&feature=related

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย เดญาพอ

 

กลับไปที่ www.oknation.net