วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรู้เกี่ยวกับบทกลอน


บทกลอน

"กลอน" คือ ลักษณะคำประพันธ์ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ มีสัมผัสกันตามลักษณะบัญญัติเป็นชนิดๆแต่ไม่มีบังคับ เอก โท และ ครุ ลหุ และนี่ก็คือความหมายของ กลอน  กลอน ก็แบ่งเป็นหลายประเภท ตามความนึกคิดและอารมณ์ของผู้ที่คิดประพันธ์ กลอน ออกมา

1.       กลอนสุภาพ คือ กลอนที่ใช้ถ้อยคําและทํานองเรียบๆง่ายๆต่อการแต่ง แบ่ง เป็น กลอน 6 กลอน 7 กลอน 8 และ กลอน 9 ตามจํานวนคําในวรรค กลอน กลอนสุภาพนับเป็นกลอนหลักของกลอนชนิดอื่นๆได้ ถ้าเข้าใจลักษณะของกลอน สุภาพเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจกลอนอื่นๆได้ เพราะกลอนที่มีชื่อเรียก ต่างๆ นั้นล้วนยักเยื้องวิธีไปจากกลอนสุภาพทั้งสี้น

2.       กลอนขับร้อง หรือ กลอนลํานํา ใช้ขับร้องหรือสวดที่มีทํานองต่างๆกัน แบ่งเป็นกลอนละคร กลอนสักวา กลอนเสภา กลอนดอกสร้อย และกลอนขับร้อง ซึ่งแต่งขึ้นสําหรับใช้ขับร้องตามทํานองเพลง เช่น เทพทอง สมิงทอง ฯลฯ

3.       กลอนเพลง หรือกลอนตลาด เป็นกลอนที่ไม่กําหนดคําตายตัวเหมือนกลอนสุภาพ ในวรรคหนึ่งๆ อาจจะมี 7 คําบ้าง 8 บ้าง หรือ 9 บ้าง เป็นกลอนที่นิยมใช้ ในการขับร้องว่าแก้กันทั่วๆไป จึงจะเรียกว่ากลอนตลาด แบ่งเป็นกลอนเพลงยาว กลอนนิราศ กลอนนิยาย และกลอนเพลงปฎิพากษ์ กลอนเพลงปฎิพากษ์ ยังแบ่ง ออกไปอีกหลายชนิดเช่น เพลงฉ่อย เพลงลําตัด เพลงเหย่ย เพลงพวงมาลา ฯลฯ เป็นต้น

ความไพเราะของกลอน

ความไพเราะอยู่ที่ความใช้ถ้อยคําและสัมผัสเป็นสําคัญ สัมผัสนั้นมีทั้งสัมผัสนอก ซึ่งเป็นสัมผัสบังคับ และสัมผัสในซึ่งมิใช่สัมผัสบังคับแต่ก็ถือกันว่าทําให้กลอน ไพเราะยิ่งขึ้น การกําหนดความไพเราะของกลอนมีดังนี้ คือ

1.       คําสุดท้ายของวรรคหน้า บาทที่ 1 ใช้ได้ทั้ง 5 เสียง แต่กลอนสุภาพนิยม ใช้เสียงสามัญ คําสุดท้ายของวรรคหลัง บาทที่ 1 ห้ามเสียงสามัญ และถือว่า เสียงจัตวาไพเราะ คําสุดท้ายของวรรคหน้าบาทที่ 2 ห้ามเสียงจัตวา และห้าม เสียงซ้ำกับคําส่งสัมผัส คําสุดท้ายของวรรคหลังบาทที่ 2 ห้ามเสียงจัตวา เสียง
จัตวา เสียงอื่นใช้ได้หมด แต่ถือกันว่า เสียงสามัญไพเราะที่สุด

2.       จังหวะของคํา แบ่งช่วงจังหวะดังนี้

                             กลอน 6 คํา จะเป็น 00 / 00 / 00

                             กลอน 7 คํา จะเป็น 00 / 00 / 000 หรือ 000 / 00 / 00

                             กลอน 8 คํา จะเป็น 000/ 00 / 000

                            กลอน 9 คํา จะเป็น 000 / 000 / 000

ระหว่างช่วงของจังหวะ นิยมสัมผัสในสัมผัสสระ เพื่อความไพเราะ

3.       สัมผัสในของกลอนนิสมสัมผัสสระเป็นสําคัญ ส่วนสัมผัสอักษร หรือสัมผัส พยัญชนะเป็นสัมผัสประกอบ

4.       สัมผัสนอก เป็นสัมผัสสระ นิสมส่งสัมผัสจากคําสุดท้ายของวรรคสลับมายัง คำที่ 3 ของวรรครับ และส่งจากคําสุดท้ายของวรรครองมายังคําที่ 3 ของ วรรคส่ง แต่บางครั้งอาจจะเลื่อนส่งสัมผัสไปยังคําที่ 5 ก็ได้เช่นกัน

ความต่างกันของกลอน กลอนทั้งหลายที่มีชื่อเรียกร้องต่างๆกันนั้นเพราะ

1.       ใช้คําในวรรคหนึ่งๆมากน้อยกว่ากัน 

2.       มีบังคับให้ใช้คําขึ้นต้นและลงท้ายต่างกัน 

3.       จังหวะและทํานองในการอ่านและขับร้องต่างกัน 

ลีลาของกลอน   ลีลา  หมายถึง  ถ้อยคําสํานวนที่มีการดําเนินไปอย่างสง่าบรรจง โบราณจัดไว้ 4 ประเภทคือ

1.       เสาวรจนี คือ ถ้อยคําชมโฉม 

2.       นารีปราโมทย์ คือ ถ้อยคําเล้าโลมหรือว่าเกี้ยวพาราสี 

3.       พิโรธวาทัง คือ ถ้อยคําขุ่นเคือง หรือตัดพ้อต่อว่า

4.        สัลลาปังคพิสัย คือ ถ้อยคําครํ่าครวญรําพึงรําพัน  

หลักนิยมทั่วไปของกลอน

1.       คําสุดท้ายของวรรคที่ 1 และวรรคที่ 2 ก็ดี คำสุดท้ายของวรรคที่ 3 และวรรคที่ 4 ก็ดี ไม่ควรใช้คําที่มีเสียงเหมือนกันหรือใช้คําที่มีสระและตัวสะกด ในมาตราเดียวกัน 

2.       คําสัมผัส ที่รับสัมผัสในวรรคที่ 2 และ 4 ควรให้ตำแหน่งสัมผัสตกที่พยางค์สุดท้าย ไม่ควรตกที่กลางคํายิ่งเป็นกลอนขับร้องยิ่งระวัง เพราะจะทําให้เสียความไพเราะ 

3.       คําสุดท้ายของวรรค ควรใช้คําเต็ม ไม่ควรใช้ครึ่งคํา หรือ คํายัติภังค์ เว้น ไว้แต่งเป็นกลอนบทยัติภังค์หรือเป็นโคลง ฉันท์และกาพย์

จินตนาหารู้ช่วยชูอุด..........................หนุนก็สุดแลเห็นเหลือเป็นสิน 

ธุกับฟ้าโอระอาอาวรณ์วิญ.................ญายิ่งขึ้นดิ้นดิ้นโดยอาดูรดวง

4.       ไม่ควรใช้ภาษาอื่นที่ยังมิได้รับรองมาใช้ 

5.       ไม่ควรใช้คําที่เรียกว่าคําแสลง หรือถ้อย0คําที่ไม่สุภาพที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม เช่น จํ๋าหนับ หิ้ว เต๊ะท่า ชักดาบ ยกล้อ ซ่าส์ มันส์ ฯลฯ

กลอนสุภาพ แบ่งเป็นกลอนชนิดต่างๆดังกล่าวแล้ว มีลักษณ์ดังนี้ ตัวอย่าง 

กลอน ๖

กลอน ๗ 

กลอน ๘ 

กลอน๙

กฎของการแต่งกลอน

1.       ใช้คําวรรคละ 6 คํารวด อักษรนํา จะนับเป็น 1 คําหรือแยก 2 คําก็ได้

2.       เส้นโยงสัมผัสนอก หมายความว่าให้เลือกลงสัมผัสแห่งใดแห่งหนึ่ง

3.       เส้นโยงในวรรคเดียวกันเป็นสัมผัสในไม่บังคับ จะสัมผัสคู่หรือไม่สัมผัสก็ได้ ถ้าสัมผัสครบทุกคู่ ถือว่าไพเราะ 

4.       กลอน 6 นิยมใช้แต่งบทละคร ที่เรียกว่าละครนอก ละครใน หรือละครรําแต่ จะแต่งเป็นนิยาย นิทาน หรืออย่างอื่นก็ได้ เช่น กนกนคร ของ น.ม.ส. 

5.       บทหนึ่งมี 4 วรรค จะต้องแต่งให้จบในบทโทเสมอ

นอกจากนี้บทกลอน  ยังถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ แทนความรู้สึก ในหลายๆ เทศกาล แทนความรัก ความปรารถนาดี ความห่วงใย ไม่เฉพาะความรัก ตามแบบฉบับหนุ่มสาวเท่านั้น บทกลอนยังเป็นสื่อกลางแทนคำพูดที่ใช้สื่อความหมายได้อีกด้วย

รัก คืออะไร . . .? คำตอบนี้อาจไม่มีที่สิ้นสุด  แต่การที่จะบอกรักใครบางคนนั้น . . .    ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงอารมณ์ชั่ววูบ   และรักก็ไม่ใช่แค่คำพูด รักคือความรู้สึกที่ออกมาจากใจทุกๆ คน    "รัก" คือคำที่ใช้แทนความรู้สึก

กลอนกวนๆ กลอนตลก า กับสภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดแบบนี้ วันนี้เราก็เลยมี กลอนกวนๆ กลอนตลก ขำขันมาฝาก ให้ได้ฮากัน เพื่อที่ว่าจะได้มีอารมณ์ขันกันขึ้นมามั่ง กับ กลอนกวนๆ กลอนตลก ถ้า พร้อมที่ฮาไป

การที่เรารักใครสักคน ปรารถนาดีกับใครสักคน หวังดีกับใครสักคน แล้วเค้าเกิดปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นที่เราพยายามมอบให้ เค้าเรียกว่า อกหัก หรือป่าว...?เรามาหาคำตอบกับบทกลอนอกหักเหล่านี้กันดีกว่าค่ะ..~!

เพื่อน...!! มิตรภาพที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย มิตรภาพดีๆ อย่างนี้ก็ควรที่จะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี เราจึงได้มี กลอนเพื่อน ซึ่งได้กล่าวถึงมิตรภาพของคำว่า เพื่อน ไว้ให้เพื่อนๆ ได้เลือกนำ กลอนเพื่อน เหล่านั้น ไปมอบ เพื่อแสดงมิตรภาพและความรู้สึกที่เรามีต่อเพื่อนได้อย่างเต็มที่เลยนะคะ

ที่มา

http://thaiarc.tu.ac.th/poetry/klon/supharp/index.html

http://www.kapook.com

โดย benjamas570

 

กลับไปที่ www.oknation.net