วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“บ้านแม่ถ้วน” บ้านที่ไม่เคยหลับใหลไปกับกาลเวลา


“บ้านแม่ถ้วน”  บ้านที่ไม่เคยหลับใหลไปกับกาลเวลา                                  โดย กิตติกร  กิตติวงศ์พาณิช    

    ตลอดเส้นทาง 2 ฝั่งของถนนวิเศษกุล  ในตัวเมืองจังหวัดตรัง ที่ทอดยาวหลายกิโลเมตร หากไม่สังเกต...ก็แทบไม่รู้เลยว่าถนนสายนี้เป็นที่ตั้งบ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่20 ของประเทศไทยที่ชื่อ“ชวน  หลีกภัย”   บ้านที่แสนธรรมดา  ไม่มีกำแพงใหญ่โต ไม่มีประตูรั้วที่สูงลิบ   ไม่มีแม้ป้ายชื่อบอก   ...แต่บ้านหลังนี้กลับถูกกล่าวขานเคียงคู่ถนนสายการเมืองไทยมานานเกือบ 40ปี  และมักถูกเรียกขานจนคุ้นหูว่า “บ้านแม่ถ้วน”

                            

    ความร่มรื่น  และความเขียวชอุ่มของต้นไม้นานาชนิดบนเนื้อที่ 6 ไร่  น่าจะเป็นความรู้สึกแรกที่ย่างก้าวเข้าสู่บ้านหลังนี้ก็ว่าได้     พร้อมๆ กับภาพหญิงชราเจ้าบ้าน ที่มักใช้เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ริมระเบียงหลังบ้านเป็นมุมโปรดไว้ต้อนรับแขก  รอยยิ้มที่ละมุน   แลดูอบอุ่นเป็นกันเองจากนางถ้วน  หลีกภัย  หญิงชราวัย 95 ปีกลายเป็นภาพประทับใจ   ที่ใครๆ ยากจะอดใจ ต้องแวะเข้าไปทักทายพูดคุยแม่ถ้วน  จนกลายเป็นธรรมเนียมของแขกต่างถิ่นที่แวะมาที่นี่ไปซะแล้ว

                         

    "แม่ภูมิใจที่คนมา   ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย   มากี่คนกี่คนก็รับทั้งเพ(ทั้งหมด)... เป็นแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ชวน(นายชวน  หลีกภัย )เป็นผู้แทน   แรกๆแม่ไม่ว่าง  ไม่ได้นั่งคุย  ช่วงนี้พอได้ว่าง นั่งคุยบ้าง   บางวันแม่ไม่บาย (ไม่สบาย) ไม่ได้นั่งคุย"    

    ความรู้สึกของแม่ถ้วนถูกถ่ายทอดเป็นสำเนียงถิ่น   เมื่อถูกถามถึงการนั่งรับแขกร่วม 100 คนต่อวัน    และแม้ลูกชายอย่างคุณชวน  ไม่ได้เป็นรัฐบาลตั้งแต่ครั้งประกาศยุบสภาฯเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543     แต่จำนวนผู้คนที่แวะเวียนมาบ้านหลังนี้  กลับไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปตามกาละเวลาของถนนสายการเมือง    รังแต่จะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าอดีต… 

    6โมงเช้าของทุกๆวัน  เมื่อประตูรั้วบ้านแม่ถ้วนถูกเปิด   ก็เสมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนการเมือง ,ชาวบ้าน , หรือแม่แต่คณะทัวร์จากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย   กว่าประตูจะปิดอีกครั้งบางวันก็ปาไปถึง 4 ทุ่ม    ส่วนหนึ่งเพราะเป็นรู้กันว่า ณ ที่แห่งนี้    เป็นเสมือนสภากาแฟที่จะรวมบรรดาคนการเมืองระดับท้องถิ่น    ที่จะใช้เป็นที่พบปะพูดคุยพร้อมๆกับจิบโกปี๋ (กาแฟ) หารือทางการเมือง    ส่วนประชาชนบางส่วนเองก็ยากสัมผัสและเข้าถึงความเป็นอยู่  และเรียนรู้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต่อสู้ชีวิตส่งลูกจนประสบความสำเร็จเป็นถึงผู้นำประเทศ   จึงไม่น่าแปลกใจที่บ้านหลังนี้เนื้อที่แค่ 6 ไร่ จะกลายเป็นห้องสมุดการเมืองเล็กๆบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ครั้งยังเด็กของคุณชวน  หลีกภัย   และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่สะสมของเก่าที่คนสมัยก่อนใช้ดำรงชีวิต

               

    ทั้งเครื่องโม่แป้งโบราณ , เครื่องทำกระเบื้องมุงหลังคา ,ไหหมักพุง(ไต)ปลา,  รวมถึงพันธ์ไม้หายากหรือต้นไม้หน้าตาแปลกๆก็สามารถหาชมได้ที่นี่เช่นกัน     

                           

    “บ้านแม่ถ้วน” จึงกลายเป็นหนึ่งจุด   ที่บรรดากรุ๊ปทัวร์ต่างๆ ทั้งในและต่างจังหวัด  ต้องระบุไว้เป็น 1ในสถานที่สำคัญในแพ็กเก็จการท่องเที่ยว  จ.ตรัง ตามกระแสเรียกร้องของลูกทัวร์ด้วย

     วรรณพร   แซ่ฉั่ว   1 ในลูกทัวร์ที่แวะมาที่นี่   เธอมีอาชีพค้าขายที่ กทม. ซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวของ จ.ตรัง เธอ และเพื่อนๆ เกือบสิบชีวิตตั้งใจตั้งแต่วันแรกว่านอกจากจะสัมผัสทะเลตรังแล้ว  สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับทริปนี้  คือการสัมผัสบ้านแม่ถ้วนซักครั้งในชีวิต    กลุ่มของเธอจึงต้องเจาะจงและสอบถามบริษัททัวร์เป็นพิเศษก่อนจะเดินทาง  เมื่อมาถึงก็ไม่ผิดหวัง

    “เราต้องถามตลอด  เขาก็บอกว่าขากลับขึ้นกรุงเทพฯ จะพามาแวะให้ เมื่อถึง  ก็สมถะดีน่ะค่ะ    นับถือท่านทั้งคุณชวน และแม่ถ้วน      ไม่จำเป็นหรอก..ก ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเปล่า...ว     แต่จะมีซักกี่คนที่เข้ามาเหยียบบ้านรัฐมนตรี หรือนายกฯ ซึ่งเปิดบ้านรับตลอดอย่างนี้ได้ล่ะค่ะ...”   วรรณพรทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

                         

    ระลึก  หลีกภัย  ก็อดแปลกใจไม่ได้กับปรากฎการณ์นี้    เพราะทั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเมืองและรัฐบาล   หรือแม้คดีความยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่อเค้าต่อความมั่งคงภายในพรรค   ทั้งหมดดูจะไม่ส่งผลต่อความคิดหรือพฤติกรรมของคนที่มาเที่ยวที่นี่แม้แต่น้อย   แต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา   เรียกได้ว่า”หัวกระไดไม่แห้ง” ก็ไม่ผิดอะไร 

    “การเมืองเปลี่ยนขั้ว  ก็เป็นธรรมดาที่คนการเมืองจะมาน้อย  แต่ชาวบ้านซิ... เขายังมาเป็นปกติ   ยิ่งจะมามากขึ้นด้วยซ้ำ   บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร     ผมจึงพยายามปรับปรุงทั้งเรื่องสภาพบรรยากาศรอบๆบ้าน  ห้องน้ำห้องท่า เพื่อเป็นการขอบคุณและตอบแทนที่เขายังรัก ยังเลือกพี่ชายของเรา...”  ระลึก  กล่าว

    “ระลึก” เป็นลูกคนที่ 6 จากทั้งหมด 8 คนที่ใกล้ชิดกับแม่ถ้วนตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเขารับหน้าที่ดูแลบ้าน  คอยรับแขกที่แวะเวียนมา   และใช้เวลาส่วนใหญ่ปรนนิบัติแม่ถ้วนตั้งแต่การอาบน้ำ ไปจนถึงซักผ้า  รวมถึงกิจวัตรประจำวันตั้งแต่แม่ถ้วนตื่นนอนราวตี5   เพื่อลุกขึ้นทำภารกิจส่วนตัว  จากนั้นจะนั่งรถเข็นให้หลานสาวพาไปเดินเล่น   ช่วงสายจนถึงเย็นแม่ถ้วนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรับแขกในฐานะเจ้าบ้าน  ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยการรับลมชมบรรยากาศเทือกเขาบรรทัดยามเย็นบริเวณสวนหลังบ้าน   ที่ระลึก  ลูกชายบรรจงตกแต่ง  ปรับเป็นที่นั่งเล่นให้คุณแม่ในวัย  95 ปีใช้เป็นที่หวนรำลึกวันเวลาเก่าๆ  สมัยที่ดินผืนนี้  เต็มไปด้วยป่าและสวนยางใช้เลี้ยงครอบครัว”หลีกภัย” เมื่อครั้งอดีต

    “แม่ถ้วนเป็นคน  ต.นาตาล่วง นามสกุลจูห้อง   คุณพ่ออยู่ ต.บางรัก   ก่อนจะย้ายจาก ต.บางรัก  มาอยู่บ้านหลังนี้   และคลอดพี่ชวนลูกคนที่3 ที่บ้านหลังนี้   สมัยก่อนแม่ลุกขึ้นกรีดยางตั้งแต่ตี1  ส่วนพ่อเป็นครูประชาบาล ก่อนไปทำงานจะต้องไปเก็บน้ำยางตามหลังแม่    และด้วยความที่มีลูกตั้ง 8 คน   แม่ก็ต้องลำบากหาอาชีพเสริมเลี้ยงลูก ทั้งหมักไตปลา ,ทำกระเบื้องมุงหลังคา.. ”  ระลึกบอกเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต

    ปัจจุบันแม่ถ้วนอายุ 96 ปีแล้ว ด้วยวัยที่สูงอายุ  การเดินเหินที่ไม่สะดวก  ทำให้ปัจจุบันแม่ถ้วนงดออกงานสังคมในพื้นที่มานานเกือบ 3ปี    ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านแห่งความทรงจำ  และการรับแขกที่แวะเวียนมาเยี่ยมตลอดทั้งวัน   แต่จะให้ลูกชายอย่างครูกิจ  และระลึก  หลีกภัย   เป็นตัวแทนออกงานแทน   แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ และกลายเป็นกิจวัตรของแม่ถ้วนยามนี้  คือการดูโทรทัศน์ติดตามข่าวสาร และความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด   เพราะความหวังเล็กๆ ของหญิงผู้วัยผู้นี้  ยังอยากเห็นการกลับมาของลูกชายในฐานะผู้นำประเทศอีกครั้ง  เหมือนๆ กับปรากฎการณ์จอมปลวกหลังบ้านที่แม้อยู่มานานกว่า 20 ปีแล้ว  แต่ยังรวมแรงรวมใจสร้างรังให้สูงขึ้นเรื่อยๆ  ยกเก้าอี้ไม้ที่ครั้งหนึ่งที่คุณชวนใช้นั่งทำการบ้านในวัยเด็กสูงตามขึ้นไปด้วย

    “ดูข่าวทุกวัน  ติดตามข่าวทุกวัน   ดีใจที่ทหารมาเป็น มาช่วยประชาชนช่วยบ้านเมือง  แม่ตามข่าวใกล้ชิด   ไม่ตามไม่ได้   ต้องรู้ อยากรู้ว่า   ประชาชนยังไม่ลืม   ส่วนนายชวนจะเป็นนายกฯ อีกไหม บอกไม่ถูก  เราเสียงเดียวฉุดไม่ได้  อยู่ที่ประชาชน   แต่แม่เห็นปลวกมันขึ้น  ก็น่าจะเป็นนายกฯอีกซักที...”   แม่ถ้วนกล่าว

    ความหวังทางการเมืองจะเป็นจริงหรือไม่เป็นเรื่องอนาคต   แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจุบัน  คือ  น้อยครั้งที่ชาวบ้านอย่างเราๆ จะมีโอกาสใกล้ชิดระดับผู้นำประเทศ    บางคนทั้งชีวิตอาจแถบจะไม่เคยแม้ซักครั้งจะสัมผัสถึงสิ่งนี้...  ความรู้สึกนี้คงใช้ไม่ได้กับนายกรัฐมนตรีคนที่20 ของประเทศที่สืบเชื้อสายคน จ.ตรัง   รวมทั้ง”บ้านแม่ถ้วน” ที่ดูไร้กำแพง แต่กลับเปิดกว้างรับแขกแปลกหน้า  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

                                                      

                                                               "แม่ถ้วน  หลีกภัย"

                         

                         

โดย เด็กตรัง

 

กลับไปที่ www.oknation.net