วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ว่าด้วยการเมืองเป็นรสนิยมส่วนตัว


วันหนึ่งในเว็บเอก เพื่อนที่เรียนด้วยกันมาเห็นเราลงรูปที่ไปพันธมิตรแสดงความเห็นกันต่างๆนานา บ้างก็ให้กำลังใจ บ้างก็ร้องว้าว ว้าว แล้วก็มีเพื่อนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า

"การเมืองเป็นรสนิยมส่วนตัวเราไม่มีข้อคิดเห็นใดใด"

.......................................

เราจึงตอบว่า

"จะว่าการเมืองเป็นรสนิยมส่วนตัวก็ไม่เชิงหรอก
ถ้าทุกคนมองการเมืองเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ผิดถนัด
เพราะการเมืองเป็นเรื่องส่วนรวม ที่ต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผล
ของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ถ้าผู้บริหารบ้านเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่พวกพ้องแล้ว
เขาก็ไม่เหมาะที่จะทำงานในระดับประเทศเลย
และเราก็เห็นว่าเขาเป็นแบบนี้ กำลังทำให้บ้านเมืองเสียหาย
เราจึงต้องออกมาแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งผู้เป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน

ร่ายซะยาวเลย สรุปสุดท้าย "รักชาติต้องแสดงออก"

......................................

แล้วก็มีเพื่อนสาวอีกคนมาช่วยไกล่เกลี่ย

กฎข้อห้ามในการสนทนาเพื่อมิตรภาพ
1 ห้ามพูดเรื่องการเมือง
2 ห้ามพูดเรื่องศาสนา ความเชื่อ
3 ห้ามพูดเรื่องการเงิน (ห้ามยืมเงินกัน)มิฉะนั้นความสัมพันธ์จะไม่ยั่งยืน
เพื่อนๆทั้งหลายอย่าพูดกันเรื่องสามสิ่งนี้ เพราะอาจเป็นเหตุให้ทะเลาะกันได้
การเมืองถึงแม้จะไม่ใช่รสนิยมส่วนตัว แต่เวลาเลือกก็ไม่มีใครรู้กับเราหรอกว่าเราเลือกใคร

ส่วนตัวมั้ยล่ะ
การเมืองหากเราเห็นเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม แต่นักการเมืองไม่ว่ายุคไหน
ก็มีแต่พลีชาติเพื่อชีพทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครพลีชีพเพื่อชาติซักคน
การรักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องแล้วแต่ความคิดเห็น ค่านิยม ส่วนบุคคล
ว่าจะแสดงออกได้มากน้อยเพียงใด แสดงออกด้านใด
การเดินขบวนถ้าเดินแล้วมีผล ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

ก็สมควรทำ แต่ถ้าทำแล้วไม่มีผลใดๆ แถมยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อ
ประชาชนแถวนั้นก็ไม่ควรทำ

ปล. นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ที่เป็นปัญญาชนคนหนึ่ง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

.....................................

เพื่อนเจ้าของเว็บก็เลยมาช่วยแสดงความเห็น

555 ดีดีดี
ชั้นว่าแกน่าจะไปทำงานอยู่กระทรวงยุติธรรมนะ หรือตุลาการศาลอะไรก็ได้ว่ะ
เอาน่า...เพื่อนกาน..รักกัน
ใครจะพลีชีพ หรือพลีชาติ
ตูก็จาเอาโอเลี้ยง ข้าวขาหมูไปเยี่ยมถ้วนๆกันจ้า
รักทุกคน เด้อค่ะเด้อ

......................................

แล้วต่อไปนี้ก็คือคำตอบของเราที่ตอบเพื่อนในเอกไป

นะจ๊ะ นี่ขนาดบอกว่าห้ามคุยเรื่องการเมืองนะเนี่ย
แต่ก็อดไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ เราเลือกใครเป็นสิทธิของเขาคนนั้น

ถ้าเราปล่อยให้คนทำชั่ว (แล้วมันเสือกเป็นนักการเมือง) ปล่อยและเห็นจนเป็นเรื่องปกติ สังคมจะเป็นไง บรรทัดฐานของคนเราจะเปลี่ยนมั้ย
มันก็ได้ใจ ใช่มั้ย ทำชั่ว ไม่ใช่แค่การโกงกินคอรัปชั่น แต่มันจะโค่นสถาบันกษัตริย์ มันทำลายศาสนา ถามว่าปล่อยมันได้มั้ย

ที่เราสู้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกหลานทุกคนที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกด้วยซ้ำ
เราจะปล่อยให้ไอ้พวกพันธุ์ชั่วที่เห็นคนไทยคนอื่นที่ไม่ใช่พวกมันไม่เป็นคนมั้ย
เพื่อนๆเคยดู CD ตากใบหรือเปล่า ได้เห็นชมรมคนรักอุดรมันกระทืบมันเอาไม้ฟาด เอาขวานตามล่าคนไทยด้วยกันที่เห็นต่างกับมันหรือเปล่า เขานอนล้มลงแล้วยังตามมากระทืบซ้ำ เอาขวานจามพวกนี้มันเป็นคนมั้ย

พวกเขาใช่คนร่วมชาติเดียวกับเราหรือเปล่า หรือเราดูแล้วไม่รู้สึกอะไร หรือเพราะเขาเหล่านั้นไม่ใช่ญาติพี่น้องคนรู้จักของเรา เราจึงเฉยได้ ไม่รู้สึกอะไรได้

ในหลวงล่ะ รักมั้ย รักกันแต่ปากหรือเปล่า ใส่ทำไมเสื้อเหลือง ไม่ต้องใส่ ขนาดอีนังดามันเห่ามาตั้งนาน เพื่อนเคยได้ฟังมั้ย ถ้าไม่ได้ฟังจะบอกเลยว่าไม่เคยเห็นใครสารเลวขนาดนี้ สารเลวที่สุดจนเกินจะเปรียบได้

พิมพ์ไปก็สั่น สั่นด้วยความโกรธ โกรธที่มีคนคิดร้ายกับบ้านเมืองขนาดนี้ แต่เราเฉยไง เราไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ เฉยทั้งที่เรามีการศึกษา และมีปัญญามากพอที่จะแยกแยะดีชั่ว หรือชี้นำสังคมในโอกาสต่างๆตามหน้าที่การงานของตนที่พึงมี

แต่เราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์กับสังคมส่วนรวมเลย

เราเรียนเพื่อปากท้องของเราเท่านั้น ชาติ สังคม เป็นยังไงก็ช่าง


จะเขียนเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ เพราะพูดมากกว่านี้ อาจจะทะเลาะกันได้ ขอแค่ให้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ก่อความเดือดร้อน ถามหน่อยว่าวันไหนบ้างที่กรุงเทพรถไม่ติด ไม่มี แล้วถ้ารถติดแต่ทำให้สิ่งที่เลวร้ายได้ถูกเปิดโปงขึ้น ให้คนได้ตาสว่าง มันคุ้มมั้ย

เห็นคนชุมนุมกัน คิดว่าสนุกสนาน งั้นหรือ บางวันแดดร้อนมาก ไอร้อนจากยางมะตอยราดถนน ร้อนแค่ไหน ทำไมพวกเขาต้องทนด้วย บางวันฝนตกหนัก ไม่มีเสื้อกันฝน ทำไมพวกเขาไม่กลับบ้านกัน แล้วรู้มั้ยว่าแต่ละคนเขามีเงินมีงานทำเหมือนกัน แต่พวกเขารู้จักคำว่า "เสียสละ" ไง ที่สำคัญก็คือ เขารู้ว่าตัวเขากำลังทำอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

ชีวิตคนเราไม่รู้ว่าตายเมื่อไหร่ สำคัญกว่าคือว่าในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ได้ทำอะไรบ้าง


ก็เท่านี้แหละที่อยากจะพูด กำลังสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่อุดร

........................................

ผู้เป็นเจ้าของเว็บเลยสรุปว่า

เออกูว่า...งดพูดเรื่องการเมืองก็ดีเหมือนกันนะมึง
เครียดเยอะ...เครียดเยอะอ่ะมึง
เข้าใจนะ
ส่งมาให้กูอ่านทางเมล์แล้วกัน กูยอม...
นานาจิตตังอ่ะมึง ใจเย็นๆ

เดี๋ยวจะมาทะเลาะกันในเว๊บป่าวๆ
ความเห็นขัดแย้งได้ แต่ขอให้มิตรภาพจงเจริญ
กูเอาใจช่วยทุกฝ่าย
ถึงจะคิดต่าง แต่อย่าแตกคอ

ส่วนโอเลี้ยงอ่ะ กูจะแขวนไว้ให้เพื่อนบ้านกูที่เชียงใหม่ล่ะกันนะมึง
รั้วติดกัน อิอิ
ส่วนมึง เดี๋ยวกูยกสตาร์บัคไปฝาก ดีป่ะๆ
ฝนตก แดดออก พกร่ม พกหมวกไปด้วย เดี๋ยวไม่สบาย
ไม่มีแรงเป็นพิธีกรเอานะมึง

ส่วนท่านๆอื่นๆ ก็เช่นกัน เป็นห่วงนะ รักทุกคน รักเพื่อน รักประเทศไทย รักในหลวง เช่นเดียวกัน

อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ในหลวงตรัสไว้ ให้ปรองดอง

........................................

เพื่อนสาวผู้เป็นตุลาการจึงมีมติว่า

ต่อไปนี้เว็บนี้จะเลิกพูดเรื่องการเมืองโดยเด็ดขาด
สัญญา...ไม่นึกว่าจะบานปลายขนาดนี้
มาดาม อย่าซีเรียส ยิ้มสู้ต่อไป
ส่วนตัวข้าพเจ้าจะเกาะติดทุกสถานการณ์
โปรดติดตามตอนต่อไป

.......................................

เราจึงเขียนอีกครั้งและคงไม่มีใครกล้าตอบต่อกระทู้ของเราว่า

สุดท้ายการตั้งคำถามต่างๆก็ไม่ได้รับการตอบ
เพราะเราจะยุติด้วยการเพิกเฉย ยุติด้วยการทำเป็นมองไม่เห็น
ยุติด้วยการไม่พูดถึง

ทำไมเราต้องคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองล่ะ ทั้งที่มันเป็นเรื่องสังคมทั่วๆไปที่พูดได้
อ่ะ...สมมตินะ ว่าสามีผู้หาเลี้ยงครอบครัวอยู่ดีดี วันดีคืนดีมันก็เอาบ้านส่วนหนึ่งยกให้เพื่อนข้างบ้านโดยไม่บอกเรา พอเราทักท้วงมันก็บอกว่าไม่ได้ยกให้ เป็นของเพื่อนบ้านตั้งนานแล้ว แถมพื้นที่รอบๆ ด้วย อย่าพูดมาก (ถ้าเป็นของเพื่อนบ้านก็งงว่าแล้วจะต้องให้กูมาเซ็นยกที่ตรงนั้นให้เป็นของมันทำไมวะ)

ต่อมาพอมีสมาชิกในครอบครัวเห็นว่าสามีหรือผู้นำครอบครัวไม่สามารถจะนำพาครอบครัวนี้ไปได้อีกแล้ว เพราะมันบริภาษ(ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ดูถูกคนในครอบครัวที่เห็นต่าง) แล้ววันหนึ่งมันก็ขยิบตาข้างหนึ่งให้คนที่เห็นด้วยกับมันออกมาด่าพ่อแม่เรากลางบ้านด้วยคำหยาบคายแช่งกันถึง....แล้วมีสมาชิกที่เห็นว่านี่เป็นการหมิ่นประมาท ออกมาบอกว่ามันพูด ปรากฏว่าตำรวจแม่งจับคนที่ออกมาฟ้องว่ะ หาว่าโฆษณาเผยแพร่คำหมิ่นนั้น
คิดว่ามันยุติธรรมเหรอ

ต่อมาไม่นาน ผู้นำครอบครัวคนนี้ยังไปจ้างวานอันธพาลหน้าปากซอยเข้ามาในบ้านตบตี เอาไม้ฟาดหัว ถือปืนยิงขึ้นฟ้า เอาขวาน ไม้หน้าสาม เข้ามาในบ้านมาตี มาทำร้ายสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยในบ้าน อาการปางตาย แต่ผู้นำครอบครัวกลับบอกว่าเด็กมันทะเลาะกัน ก็เป็นปกติที่จะลงมือกัน ตำรวจไม่สามารถทำไรได้ ทั้งป้อมตำรวจอยู่หน้าบ้าน ตำรวจก็อยู่ในที่เกิดเหตุ มันบอกว่าทำดีที่สุดแล้วไม่งั้นจะมีคนตายด้วยถ้ามันไม่อยู่ในเหตุการณ์

บ้านนี้ช่างวุ่นวายดีแท้ เราจะหาทางออกให้บ้านนี้ได้อย่างไร เราจะยังสมานแผลให้บ้านนี้ได้อีกมั้ย


คำถามยืดยาวที่เขียนข้างบนก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องบานปลายซะงั้น ทั้งที่พยายามจะอธิบายชุดความคิดด้วยข้อมูลที่มี แต่ก็ไม่เปิดใจรับฟัง ไม่แม้แต่จะถกเถียงกันด้วยข้อมูลว่าเรื่องเหล่านี้จริงหรือไม่อย่างไร ถ้าบ้านนี้เมืองนี้มีเหตุการณ์ที่ว่าจริง ไม่มีความคิดเห็นใดๆออกมาเลยงั้นหรือ เราจะนั่งอยู่บนภูเขา ดูคนไทยตีกันให้ชาติฉิบหายเพื่ออะไร


น่าแปลกดีที่เรายอมอยู่ในบ้านหลังนั้นได้อย่างไม่รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติ

น่าแปลกดีที่เราจะยังให้ผู้นำครอบครัวคนนั้น ยังเป็นผู้นำครอบครัวต่อไป
น่าแปลกดีที่เราจะยังเข้าข้างทุกฝ่าย ยังไงเขาก็เป็นสามี ยังไงซะเขาก็เป็นผู้นำครอบครัว ถ้าขาดเขาไปแล้วจะหาใครที่มาเป็นผู้นำแทนล่ะ

น่าแปลกดีที่เราจะอยู่ตรงกลาง เชิญตีกันให้ตายเถอะ กูจะทำงานหาเงินของกู อย่ามายุ่งกะกูได้มั้ยปวดหัวว่ะ แม่งเมื่อไหร่มึงจะสามัคคีกันซักที

พวกเราช่วยหาทางออกให้คนในครอบครัวนั้นที
ถ้าเป็นผู้นำครอบครัวจะทำยังไง แล้วถ้ามันไม่ทำอย่างที่เราแนะนำล่ะ
ถ้าเราเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับผู้นำครอบครัวล่ะ เราจะแสดงออกยังไง
ถ้าเราเป็นคนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้นำครอบครัวล่ะ หนทางออก สภาพการณ์ในบ้านจะเป็นอย่างไร

เราเป็นใครในครอบครัวนั้น ก็ถาม สังเกต สำรวจตัวเองดู


มุกยังไม่มีครอบครัว ไม่รู้ว่าคนที่เป็นแม่คนสอนลูกตัวเองยังไงวลาเห็นคนไม่ดีมีวิธีใดจะบอกลูกได้ว่าอย่างนี้ไม่ดี อย่าทำ เกิดวันดีคืนดีลูกถามว่าอ้าว แล้วไมพ่อทำได้ล่ะ อ้าวแล้วแม่ทนให้พ่อทุบตี กดขี่ข่มเหงจิตใจทำไมล่ะ อ้าวทำไมวันนั้นแม่ไม่สู้พ่อล่ะ แม่หาพ่อใหม่ก็ได้นะ หรือไม่เราก็อยู่กันเองด้วยตัวเองตามมีตามเกิด มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น เราจะประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ ก็มีความสุขดีนี่แม่ ถ้าพ่อไม่ดีก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย

เสียดายว่าว่าอาชีพที่อยากเป็นที่สุด ไม่ได้เป็น นั่นก็คืออาชีพ "ครู" เพราะครูเดี๋ยวนี้เขาเป็นกันยาก ต้องจบนั่น เรียนนี่เพิ่มเติม ไม่มีวุฒินั้นก็เป็นไม่ได้ ทั้งที่จิตวิญญาณของความเป็นครูคืออยากให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่เกิดมามีแนวทางที่ดี นอกจากเรียนดี ต้องเป็นคนดีของสังคมด้วย แต่เราจะสอนเด็กให้ดีได้อย่างไร หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังไม่ได้เป็นตัวเอย่างที่ดีเลย

ทั้งท้อใจ เหนื่อยใจ การปะทะกันทางความคิด จริงๆเป็นเรื่องสนุก แต่เพื่อนๆกับคิดว่าเครียด ซีเรียส มันเป็นเรื่องทั่วไปที่อยู่กับชีวิตประจำวันของเรา เป็นทัศนคติในการมองโลก เวลาที่เรามีปัญหา บางคนก็มีชุดทัศนคติอย่างหนึ่ง อีกคนก็มีชุดทัศนคติอีกอย่างหนึ่ง ทำไมไม่รับฟังทั้งหมดแล้วพิจารณาด้วยตัวเองว่าควรเป็นแบบไหน

สุดท้ายเราก็กลายเป็นผู้ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมเพื่อนที่ดูเหมือนว่าเราจะเป็นคนหัวรุนแรงรึเปล่าเนี่ย

โดย อยากเชื่อเธอสักครั้งหนึ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net