วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุณรู้จักสุดยอด Acting Coach เมืองไทยแล้วหรือยัง ? (ตอนที่ 1)


           เนื่องจากยึดอาชีพครูสอนผู้ใหญ่  หรือวิทยากรฝึกอบรม ทำให้ผมต้องศึกษาเรียนรู้เทคนิคการสอนใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา  รวมทั้งกระแสการสอนแบบโค้ช (Teaching as a Coach)  ที่มักเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว (One–on-One Coaching) ที่กำลังเฟื่องฟูทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ 

          จากกระแสการเปลี่ยนแปลงจากการ Training เป็น Coaching ทำให้ผมต้องติดตามการทำงาน หรือวิธีการของโค้ชต่าง ๆ ทั้งจากการพบปะพูดคุยกับตัวจริง  อ่านเรื่องราวของโค้ชดัง ๆ จากหนังสือ  รวมทั้งดูภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับโค้ช   (ผมได้เขียนลงบล็อกไปบ้างแล้ว ลองติดตามอ่านดูเองนะครับ)

          วันนี้ผมมีเรื่องราวของโค้ชอีกท่านหนึ่งที่คัดลอกมาจากนิตยสารแพรว ฉบับที่ 694 วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 หน้าปกเป็นรูปคุณหมิว ลลิตา ผมตัดสินใจซื้อทันทีเนื่องจากเห็นข้อความตรงมุมขวาด้านล่างของปกว่า ครูละคร  อรชุมา ยุทธวงศ์  เพราะได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานว่าเป็นครูสอนการแสดงที่ดารานักแสดงเมืองไทยส่วนใหญ่ต้องผ่านการเรียนกับท่านมาก่อน

 

พอรู้ว่าท่านให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มนี้ วิทยากรสอนคนอย่างผมซื้อทันที ต้องอ่าน ไม่อ่านไม่ได้แล้ว ...

ชื่อ “ครูแอ๋ว –อรชุมา ยุทธวงศ์” เป็นที่รู้จักติดปากในฐานะแอ็คติ้งโค้ช ครูสอนการแสดงหรือที่ปรึกษาการแสดงมือฉมัง ที่ว่ากันว่าสามารถอ่านและดึงคาแร็คเตอร์นักแสดงได้อย่างเฉียบคมหาตัวจับยาก เป็นผู้อยู่เบื้องความสำเร็จของงานบันเทิงนับไม่ถ้วน

          ล่าสุดครูแอ๋วมีโอกาสถวายงานแด่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการที่ทรงนำแสดงในภาพยนตร์ “หนึ่งใจเดียวกัน” ที่ถ่ายทอดมาจากพระราชนิพนธ์เรื่อง “Where the Miracle Happens” 

          “ตอนที่ทราบว่าทูลกระหม่อมมีรับสั่งให้ทำงานนี้ถวาย ปลื้มใจมาก แม้ก่อนหน้านี้เคยเฝ้าฯพระองค์บ้างจากการติวให้คุณพลอยไพลินตอนที่เล่นละครเรื่อง “ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน” แต่อดรู้สึกเกร็งไม่ได้ ด้วยความเป็นพระองค์ท่าน ตั้งแต่วันที่รู้โจทย์ก็เตรียมการสอนสุดชีวิต

          “ต้องบอกเลยว่า นอกจาก “หนึ่งใจเดียวกัน” จะเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่งแล้ว ผู้ชมยังได้ชมพระอัจฉริยภาพด้านการแสดงของพระองค์ท่าน ซึ่งทีมงานทุกคนต่างก็ได้เห็นว่าทูลกระหม่อมทรงตั้งพระทัยจริง ทรงขยันมาก

ทรงมีสมุดสำหรับจดทุกอย่าง เวลาถวายการบ้านอะไรไปแล้วเราอาจมุ่งความสนใจตรงจุดอื่นจนลืมไปแล้วแต่จะทรงท้วงว่า ทรงเตรียมมา เช่น การทำอารมณ์ในเหตุการณ์เพื่อโยงกับเรื่อง ทรงรับบทแม่นักธุรกิจที่สูญเสียลูกไปด้วยอุบัติเหตุ ทรงตั้งพระทัยมาก รับสั่งว่า “ทูลหม่อมไม่มีน้ำตาจะร้องไห้อีกแล้วตั้งแต่คุณพุ่มจากไป” ทรงเปิดเผยพระอารมณ์ ตลอดจนประสบการณ์ชีวิตที่จะนำมาใช้ในการแสดงอย่างเต็มที่

          ถ้าได้รับการถวายคำวิจารณ์ก็จะทรงปรับแก้อย่างไม่ย่อท้อ ครั้งหนึ่งเมื่อทรงทำพระอารมณ์เศร้าสะอื้นกันแสงได้อย่างที่ผู้กำกับต้องการ ทรงหันมารับสั่งว่า “ขอบใจมากนะครูแอ๋ว” ที่ทำให้ทูลหม่อมแสดงได้ ครูแอ๋วเป็นคนเปิดประตูให้” นับเป็นความภูมิใจ ปลาบปลื้มใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ตลอดชีวิตของการทำงานเป็นครูการแสดง

ต่อไปนี้เป็นบางส่วนที่ผมคัดลอกมา เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการสอนการโค้ชเป็นหลัก  โดยแบ่งเป็น 2 ตอน จริง ๆ แล้วบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มมีเรื่องราวให้อ่านมากมาย  สนุก และมีสาระที่น่าสนใจ  ใครอยากอ่านทั้งหมดต้องไปหาอ่านกันต่อเองนะครับ   

ขออนุญาตย้อนถามถึงวันแรกๆ ของความสนใจ ในงานด้านนี้สักนิดนะคะ

          ความจริงตอนนั้นเป็นเด็กค่อนข้างนิ่ง ไม่แสดงออกมากนัก อาจเพราะไม่มีพี่น้องมาคอยต่อปากต่อคำจึงเป็นฝ่ายพังเสียมากกว่า ช่างคิด ช่างสังเกต แล้วอยู่ในบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีคนอยู่เยอะ หลายระดับ และมีผู้คนไปมาหาสู่ตลอดเวลา จึงมีเรื่องราวผ่านเข้ามาให้ศึกษาให้จดจำ

          แต่เรื่องเรียนยังมีเกร็ดให้เล่าตลอดมาว่า ที่บ้านเรานอกจากเลขที่ 1/1 แล้ว ยังอยู่ในซอยเลิศปัญญาอีกต่างหาก เหล่าคุณอาไม่ได้ทำให้เสียชื่อบ้านเพราะเรียนเก่งกันทุกคน สอบชิงทุนไปเมืองนอกได้เป็นว่าเล่น เราเองก็พลอยได้แรงบันดาลใจให้รักเรียนไปด้วย โดยที่ไม่ต้องมีการเข้มงวดจากผู้ใหญ่

อย่างตอนอยู่สาธิตปทุมวัน ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่เริ่มมีสหศึกษาเกิดขึ้นครั้งแรก บรรดาอาจารย์เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก เน้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ท่องจำวิชาแรงมากันเชียว นักเรียนได้ทำรายงานตลอดเวลา ชีวิตจึงเหมือนอยู่ในโลกกว้าง

          ตอนสอบเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คร่ำเคร่ง เพราะภาควิชาการละครเปิดกว้างอีกเช่นกัน คิดว่าด้วยเหตุที่วิชานี้เข้ากันได้ตัวตนความคิด ไม่ต้องท่อง ไม่มีถูกผิดตรงคอนเซ็บต์ชีวิต บวกกับเจออาจารย์สดใส(รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล) ซึ่งมีวิธีสอนที่ทำให้เกิดอาการนะจังงังและคลิกกับศาสตร์ด้านนี้มาตั้งแต่นั้น

          ตลอดสี่ปีที่จุฬาฯ ได้ทำละครทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขณะเดียวกันก็เรียนเต็มที่ กิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากละครก็ไม่ทิ้ง เป็นชาวค่ายอาสาสมัครไปต่างจังหวัดเป็นเดือนๆ เป็นผู้แทนนิสิตทำโน่นนี่สารพัด หรือถ้าอยู่กับเพื่อนๆ ก็สนุกสนาน เป็นกลุ่มที่อยู่ในข่าววงสังคมตลอด เป็นช่วงที่เหมือนกลั่นตัวเองเต็มที่ในทุกทาง

          ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเรียนจบแล้วจะไปทางไหน แต่รู้ตัวว่าเรียนดีและแผนกวิชาภาษาอังกฤษจะรับบัณฑิตเกียรตินิยมเป็นอาจารย์ปีละประมาณ 5 คน ลึกๆ ในใจจึงรู้ว่าคงได้เป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ แต่ไม่ถึงกับมุ่งมั่นอะไร เหมือนชีวิตเลือกมาให้ ก็ได้สอนทั้งภาษาอังกฤษและการละคร ได้เป็นนางเอกละครเวทีในยุคบุกเบิกศิลปะการละครในเมืองไทย

เล่าประสบการณ์ตอนที่เป็นครูมือใหม่บ้างสิคะ

            มั่นใจและไฟแรงมากตามประสาคนเพิ่งจบ ความที่ทำกิจกรรมเยอะ รู้จักคนมาก และใกล้ชิดสนิทสนมกับรุ่นพี่รุ่นน้อง วันที่เดินไปสอนหน้าชั้นจึงไม่รู้สึกกลัวอะไร แค่เปลี่ยนบทบาจากเรียนเป็นสอนและไม่ต้องแต่งเครื่องแบบนิสิต เปลี่ยนแค่เป็นว่าจะใส่ชุดแบบไหนดี(หัวเราะ) แต่อื่นๆ เหมือนเดิม ขับรถคันเดิมไปจอดที่เดิม

         อาจารย์ในคณะอักษรฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ภูมิฐาน ส่วนภาพเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่มีมาดอะไร ลูกศิษย์จึงเรียกครูแอ๋ว ซึ่งก็ได้ผลว่าทำให้ดูซอฟท์ลงบรรยากาศการทำงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน ได้สอนทั้งในและนอกคณะ

         แล้วยังทำงานพิเศษแปลหนัง แปลข่าว สักพักได้รับทุนอีสต์เวสต์ เซ็นเตอร์ ไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Drama & Theatre (กำกับการแสดง) ที่มหาวิทยาลัย ฮาวายและยูซีแอลเอ ลอสแองเจลิส จำได้ว่ามีนิสิตคณะต่างๆ มาบูมให้ที่สนามบินเสียงดังลั่น

          พอกลับมาไฟยิ่งแรงเป็นสองเท่า นอกจากสอนยังบุกเบิกละครเวทีสำหรับเด็ก ละครเร่ต่างจังหวัด ทำรายการ “หุ่นหรรษา” ทางช่อง 9 เป็นรายการสดทุกสัปดาห์ยาวนานถึงสี่ปี ได้รางวัลมากมาย ปลื้มใจทุกครั้งเวลามีใครมาบอกว่า ดูงานเราเมื่อตอนเขาเด็กๆ

          เคยได้คำนิยามชีวิตตัวเองช่วงนั้นว่า เป็นการทำงานแบบไร้ขอบเขต ได้ทำทุกสิ่งที่นึกอยากทำ เป็นนางเอกละครเวที เป็นตัวแทนประเทศไทยด้านศิลปะการแสดงไปประชุมอาเซี่ยนต่อเนื่องประมาณสิบปี รวมทั้งงานบรรยายในหลายประเทศและอื่นๆ ทำทุกอย่างเพลินเผลอแป๊บเดียวผ่านไป 25 ปีของการเป็นครูที่จุฬาฯ แล้ววันหนึ่งจู่ๆ ก็อยากหยุดเพื่อเริ่มต้นใหม่

เกิดอะไรขึ้นหรือคะ

            ตัดสินใจเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุ 40 ปีเศษ บางคนสงสัยว่าหมดไฟแล้ว(หัวเราะ) ความจริงไฟน่ะมีเสมอ แต่รู้สึกสนใจชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยมากขึ้น รู้สึกถึงเสียงเรียกจากโลกมากขึ้น

          เหตุผลอีกอย่างที่อาจดูว่าเบาไปหน่อยคือการเบื่อรถติด เคย ตั้งคำถามกับตัวเองว่าฉันมาเสียเวลาทำอะไรอยู่ในรถ เกิดอาการถวิลหาความโล่ง สบายนอกกรอบห้องประชุม ห้องสี่เหลี่ยม มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกว่าศาสตร์นี้ต้องเชื่อมโยงวิชาการกับวงการบันเทิงให้ได้ จึงอยากลองออกมาเป็นตัวเชื่อมดู

          ตอนนั้นพอหลายคนรู้ข่าวก็ถามว่า ทำไมไม่อยู่ให้ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ก่อน ผู้ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยก็ทักท้วง พยายามมอบหมายตำแหน่งที่ดูท้ายทายขึ้น เช่น รองผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ จึงตัดสินใจขออกไปเสี่ยงในแบบของเรา บวกกับที่อาจารย์สดใสเกษียณและครบเทอมที่เราจะได้บำนาญแล้ว(หัวเราะ) คือแอบรอบคอบนิดหน่อยว่า

ถ้าลาออกจะอดตายไหม ถึงกับเขียนติดโต๊ะไว้ว่า จะทำงานอะไรได้บ้างประมาณ 10 อย่าง  เช่น เขียนคอลัมน์ ถ่ายรูปด้วยนะ(หัวเราะ) วันหนึ่งกลับมาดูเห็นข้อความที่เอ็ม(สุรศักดิ์ วงษ์ไทย) เขียนต่อท้ายไว้ให้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ไม่ต้องคิกมากถึงเวลางานมาเอง ปรากฏว่าหลังจากเออร์ลี่ริไทร์ออกมาเป็นครูสอนการแสดงที่บ้านตั้งแต่ปี 2537 จนวันนี้ยังไม่เคยว่างไปสมัครงานที่ไหนเลย

ถ้าอย่างนั้นเล่าประสบการณ์สนุกๆของการเป็นแอ็คติ้งโค้ชบ้างนะคะ

          เริ่มจากจัดงานให้ลงตารางกับชีวิตโดยดูลิมิตของตัวเอง ทำงานตามนัด เน้นการเรียนรู้ตัวต่อตัว บางงานเป็นแอ็คติ้งโค้ชหรือที่ปรึกษาการแสดงอย่างเดียว แต่หลายครั้งทำมากกว่านั้น ตั้งแต่ดูบทเพื่อออกความเห็นสรุปการคัดเลือกนักแสดง ช่วยลงคะแนนกับรายชื่อนักแสดงซึ่งต้องดูเทปตัวอย่างการแสดงของเขาเหล่านั้นอย่างละเอียดด้วย บางเรื่องต้องการให้ไปทำเวิร์คชอบคือ คุยกับผู้กำกับ ตีความบทร่วมกับนักแสดงทั้งเรื่อง รวมทั้งไปกองถ่ายด้วย

          จึงมีความทรงจำร่วมกับลูกศิษย์มากมายหลายอารมณ์อย่างติว โจ นูโว ที่ต้องเล่นบทศิลปินไส้แห้ง ตอนนั้นเขากำลังเฮี้ยว พอเจอหน้าก็บอกว่า “ครูแอ๋วลืมที่ผมเคยเล่นให้หมดนะครับเพราะไม่ชอบเลย” นอกจากสอนทฤษฎียังแนะนำให้เขาไปดมกลิ่นเหงื่อแถวหน้ารามฯ พอวันเปิดกล้องเขานึกสนุก สามารถบอกผู้กำกับได้เลยว่า ซีนนี้ผมมีให้เลือกสามอย่าง

         หรือสมัยก่อนไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่นักร้องต้องแสดงโดยอัตโนมัติ บางคนคิดว่าการแสดงคือการแสร้งทำ ปีเตอร์ คอร์ป กับอ้อม-สุนิสา ก็เป็นตัวอย่างนักร้องที่ต้องแสดงโดยมีความคิดว่าเขาเป็นตัวจริงจากก้นบึ้งจะให้แสดงให้สมมติเลยรู้สึกอึดอัด ……….. (ยังไม่จบ...อ่านต่อครั้งหน้านะครับ)

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net